นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)
และประธานมูลนิธิเวิลด์วิว คลีเมท (Worldview Climate
Foundation) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขียนบทวิเคราะห์วันนี้และให้ความเห็นเกี่ยวกับผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกโดย
IMD (World Competitiveness Ranking) ประจำปี 2026 ว่า
ประเทศไทยมีการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยขยับขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 26 จาก 70
เขตเศรษฐกิจทั่วโลก อย่างไรก็ตาม
ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงม่านบังตาที่ซ่อนวิกฤตเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก
และถือเป็น "เสียงเตือนครั้งสุดท้าย"
ที่ภาครัฐต้องเร่งสปีดปฏิรูปประเทศอย่างเร่งด่วน
นายอลงกรณ์
กล่าวว่า หากมองทะลุตัวเลขภาพรวมลงไปในรายละเอียด จะพบว่า "ข่าวดี"
มาจากความแข็งแกร่งของภาคเอกชนไทยที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวเก่ง
โดยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่
21 จากอันดับ 24 และตลาดแรงงานยังขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่อันดับ 10
สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ยานยนต์ และอุตสาหกรรมสะอาด ยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม
ในทางกลับกัน นายอลงกรณ์ ระบุว่า "ข่าวร้าย" ที่ฝังลึกอยู่คือปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐและข้อจำกัดด้านปัจจัยพื้นฐาน
ซึ่งกลายเป็น "คอขวด" แช่แข็งประเทศไว้ที่เดิม โดยเฉพาะ "3
จุดบอดหรือจุดดับ" สำคัญ ได้แก่
1.
วิกฤตธรรมาภิบาลและนิติรัฐ (Governance & Rule of Law) ซึ่งประสิทธิภาพของภาครัฐ
(Government Efficiency) ยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่อันดับ 32
และที่น่าตกใจที่สุดคือคะแนนประเทศไทยต่ำมากในมิติความโปร่งใสและหลักนิติธรรม
โดยหลักนิติธรรม (Rule of Law) ร่วงไปอยู่อันดับที่ 57 คอร์รัปชัน (Corruption)
จมอยู่ที่อันดับที่ 52 และความโปร่งใสของภาครัฐ (Government
Transparency) อยู่อันดับที่ 51
ซึ่งปัญหาเหล่านี้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก
โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทุนด้าน Deep Tech หรืออุตสาหกรรมมูลค่าสูง (High-Value
FDI) ที่ต้องการความโปร่งใสและระบบกฎหมายที่คาดเดาได้
2.
จุดอ่อนด้านพลังงานและการศึกษา (Energy & Human Capital) โดยความเข้มข้นของการใช้พลังงาน
(Energy Intensity) ของไทยย่ำแย่อยู่ในอันดับที่ 67
เนื่องจากยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซฟอสซิลสูงเกือบ 10% ของ GDP ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา
(Education) อยู่ที่อันดับ 52
และระบบสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อยู่ที่อันดับ 56
และการปรับตัวเพิ่มดัชนีชี้วัดด้าน AI ของ IMD ปีนี้ยิ่งตอกย้ำว่าไทยยังขาดความพร้อมเชิงนโยบายและโครงสร้างเทคโนโลยี
3.
สัญญาณเตือนภัยระดับภูมิภาค
เมื่อเวียดนามเข้าร่วมจัดอันดับเป็นปีแรกและปักหมุดอยู่ที่อันดับ 27
ตามหลังประเทศไทยเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น และมาเลเซียพุ่งทะยานขยับขึ้น 8 อันดับ
ไปอยู่ที่อันดับ 15 ของโลก
ด้วยอานิสงส์จากการปฏิรูปภาครัฐและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นระบบ
หากไทยยังเดินหน้าด้วยความเร็วเท่าเดิม จะถูกแซงในไม่ช้า
นายอลงกรณ์ ได้เสนอ 4 วาระเร่งด่วนที่ต้อง “ผ่าตัดใหญ่”
ผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ดังนี้
1.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน
(Accelerate Energy Transition) มุ่งสู่พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ
ยกระดับภาคเกษตรกรรมและพลังงานชีวภาพเพื่อแก้จุดบอดอันดับ 67
2.ปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการ
(Regulatory Guillotine & Transparency) ยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ
บังคับใช้ระบบดิจิทัล (e-Government) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส
และฟื้นฟูหลักนิติธรรม
3.ความพร้อมด้าน
AI และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (AI
Readiness & Green Infrastructure) เร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่
เช่น Green Data Center วิทยาศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ
และการใช้ AI ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทาน
4.ปฏิรูปทุนมนุษย์
(Human Capital Reform) พัฒนาทักษะแรงงานเชิงรุก
(Upskilling & Reskilling) ปฏิรูประบบการศึกษาทั้งในและนอกระบบให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
“การที่ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่
26 ในรายงาน IMD 2026 นั้น
ย่อมเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมในแง่ของความยืดหยุ่นและการปรับตัวของภาคเอกชนไทยที่ยังคงเป็นหัวเจาะหลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ทว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง "ม่านบังตา"
ที่ซ่อนวิกฤตเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกหากภาครัฐยังคงเพิกเฉยต่อ
"จุดบอด"
ทั้งวิกฤตธรรมาภิบาลและคอร์รัปชั่นที่บ่อนทำลายและฉุดรั้งความเชื่อมั่น
ความมั่นคงด้านพลังงานที่ยังพึ่งพาภายนอก และการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์อนาคต
ประเทศไทยย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียทิ้งห่าง
และโดนเสือตัวใหม่อย่างเวียดนามแซงหน้าในอนาคตอันใกล้
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องลงมือ
"ผ่าตัดใหญ่" ผ่าน 4 วาระเร่งด่วน ทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ปฏิรูปกฎหมาย เตรียมความพร้อมด้าน AI และยกเครื่องทุนมนุษย์ เพราะนี่ไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อเพิ่มอันดับในตาราง
แต่เป็นเส้นทางเดียวที่จะพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักนี้สู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงและไม่ตกขบวนในโลกยุคใหม่"
นายอลงกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย.


