หน้าเว็บ

ไทยพร้อมผงาดเป็น "ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน” เปิดเวทีประวัติศาสตร์ “Longevity Economic Forum 2026” บูรณาการภูมิปัญญาไทย-อินเดีย ผนึกกำลังทุกภาคส่วน พลิกโฉมประเทศด้วยมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านล้านบาท

 

           

              “…รัฐมนตรีอินเดียประกาศกลางเวที“ลาดกระบังนิทรรศน์2026”ผนึกความร่วมมือการแพทย์ดั้งเดิม”ไทย-อินเดีย…” Longevity Economic Forum 2026 ท่ามกลางวิกฤตระบบสาธารณสุขทั่วโลกที่ต้องแบกรับภาระจากโครงสร้างสังคมสูงวัย ประเทศไทยก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ล่าสุด สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเวที “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” พร้อมร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ รัฐบาลอินเดีย โดยกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (AYUSH) มุ่งผสานศาสตร์อายุรเวทและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเกษตรอาหารปลอดภัย ไปจนถึงเทคโนโลยี Wellness เตรียมพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้าง New S-Curve สู่ระบบเศรษฐกิจใหม่

 พลิกวิกฤต Sick Care สู่ขุมทรัพย์ 3 ล้านล้านบาท

            นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Asian Wisdom: Thailand’s New S-Curve” โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตงบประมาณด้านสุขภาพระดับโลกที่เกิดจากการพึ่งพา "การรักษาเมื่อป่วย" (Sick Care) ทางออกที่ยั่งยืนคือการมุ่งสู่การแพทย์เพื่อการมีอายุยืน

"ตลาด Wellness โลกมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ด้วยมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท เรามีศักยภาพที่จะก้าวสู่ Top 10 ของโลกได้ไม่ยากด้วยทุนทางวัฒนธรรม ทั้งสมุนไพรไทย นวดแผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หากภาครัฐเร่งยกระดับหน่วยงานด้านการแพทย์แผนดั้งเดิมให้เทียบเท่าระดับกระทรวงควบคู่กับการจับมือกับประเทศแกนนำในเอเชีย จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ที่กระจายรายได้ และดันมูลค่าเศรษฐกิจไทยให้แตะ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินได้" นายอลงกรณ์ เน้นย้ำ

 สานสัมพันธ์รัฐบาลอินเดีย ผสานศาสตร์แห่งภูมิปัญญา

          ด้าน นาย Prataprao Jadhav รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (กระทรวง AYUSH) รัฐบาลอินเดีย ระบุว่า อินเดียและไทยมีสายสัมพันธ์ทางอารยธรรมที่ลึกซึ้งซึ่งสืบทอดผ่านภูมิปัญญาด้านการบำบัดรักษามาหลายศตวรรษ ความร่วมมือระหว่างศาสตร์อายุรเวทของการแพทย์แผนอินเดียและการแพทย์แผนไทย นับเป็นโอกาสสำคัญในการผสานภูมิปัญญาที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนานเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่มวลมนุษยชาติ

 สจล. ชูวิทยาศาสตร์รับรองภูมิปัญญา

          รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวเสริมว่า การนำภูมิปัญญาที่มีอยู่ตามชุมชนและวัดต่างๆ มาบูรณาการร่วมกับศาสตร์ของอินเดีย และใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์จากสถาบันการศึกษาเข้าไปรับรอง จะช่วยสร้างความมั่นใจในการดูแลสุขภาพทางเลือก “เราไม่ต้องการให้ผู้สูงวัยมีอายุที่ยืนยาวแต่ไร้คุณภาพชีวิต หรือต้องพึ่งพายาเคมีราคาแพง หากเรานำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาร่วมกัน จะช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุข และเป็นต้นแบบในการดูแลประชากรสูงวัยได้อย่างยั่งยืน”

 รุกยุทธศาสตร์ Thai Food Good Health

          ด้าน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยว่า กรมฯ ได้ผลักดันแคมเปญ Thai Food Good Health เพื่อเปลี่ยนอาหารไทยให้เป็นยา โดยเตรียมจัดประกวดมาตรฐานร้านอาหารสุขภาพสไตล์ "มิชลินสตาร์" รวมถึงเดินหน้าโครงการ Wellness Community ยกระดับสถานประกอบการและชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ " Longevity " ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ในมิติของการขับเคลื่อนทางธุรกิจ และในฐานะผู้ขับเคลื่อนเชื่อมโยงให้เกิดเวที“LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขยายภาพความพร้อมของเอกชนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและต้นทุนทางธรรมชาติที่สูงมากในการก้าวเป็น "Blue Zone" ของโลก การบูรณาการศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมเข้ากับการแพทย์สมัยใหม่ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตอาหารที่ปลอดภัยในภาคการเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงงานบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิง Wellness และการสร้างสถานที่บำบัดฟื้นฟูระดับโลกที่จะดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก" ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการโครงการ  GROW LONGEVITY ECOVILLAGE ในพื้นที่เขาใหญ่ เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ของสังคม ซึ่งพบว่า ในพื้นที่ที่อากาศดี อารมณ์ดี อาหารดี น้ำดี ชุมชนดี คนก็จะมีความสุขและมีชีวิตที่ยืนยาว อย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องนี้  LONGEVITY จึงเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย นายชยดิฐ กล่าว

 เจาะรากฐานเศรษฐกิจใหม่ด้วย "อาหารเป็นยา" จากต้นน้ำ

         สอดคล้องกับ นางภัททดา สามัคคี กรรมการ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานระดับ 'ต้นน้ำ' ว่า ความสำเร็จของ Longevity Economy จะมองเพียงปลายทางของการมีอายุยืนยาวไม่ได้ แต่ต้องเจาะลึกไปถึงรากฐานสำคัญคือ ระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ปลอดภัย "เราต้องการถอดรหัสการมีสุขภาพดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น หากต้นน้ำของเราคืออาหารที่ปราศจากสารเคมี เป็นผลผลิตที่เติบโตจากวิถีเกษตรที่ยั่งยืน และทำหน้าที่เป็น 'อาหารเป็นยา' ได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้คนบริโภคของดี มีสุขภาพที่แข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประเทศลงได้อย่างมหาศาล นี่คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอายุยืน"

         นางภัททดากล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่งและวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพที่ฝังรากลึก หากเรานำสิ่งเหล่านี้มาบูรณาการและต่อยอดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ฟาร์มเกษตรกรไปจนถึงอุตสาหกรรม Wellness เราจะสามารถสร้าง "เศรษฐกิจใหม่" (New Economy) ที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสุขภาวะที่ดีของคนไทย

 เจาะลึก 6 เวที นวัตกรรมสุขภาพและธุรกิจ

        ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ “Thailand–India Wisdom for Healthy Longevity” พร้อม 6 เวทีเสวนาเจาะลึกโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมระดับปฐมภูมิ อาหารปลอดภัย ไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยฟอรัมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภาคการเกษตร สาธารณสุข และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ.

เปิดเวทีเศรษฐกิจสุขภาพแห่งอนาคต LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 ต่อยอดจุดแข็งของไทยสู่โอกาสใหม่ในงานลาดกระบังนิทรรศน์

 


                 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)ร่วมกับสถาบันTVAจัดงาน LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 : THE CONVERGENCE OF WISDOM – From Ancient Wisdom to the Future of Longevity ในวันที่ 5 กันยายนนี้ ตั้งเป้าต่อยอดจุดแข็งสุขภาพไทยสู่โอกาสใหม่ใน Longevity Economyตั้งแต่การแพทย์ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน Wellness อาหารและสมุนไพร เทคโนโลยีสุขภาพ ไปจนถึง Medical & Wellness Tourism

                งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรม “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 – KMITL Innovation EXPO 2026” ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” ในโอกาสครบรอบ 66 ปีของ สจล. เพื่อเปิดพื้นที่เชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

                รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างองค์ความรู้ แต่ต้องสามารถเชื่อมองค์ความรู้เข้ากับโจทย์สำคัญของโลก เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยและหลายประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย การสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีจึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสใหม่ของประเทศ

                ด้าน นายชยดิษฐ์ หุตานุวัตร์ ประธานสถาบัน TVA กล่าวว่า Longevity กำลังขยายตัวจาก “เรื่องสุขภาพ” ไปสู่ “ระบบเศรษฐกิจ” ที่เกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรม และประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแรงอยู่แล้ว ทั้งการแพทย์และบริการสุขภาพ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร อาหาร Wellness และการท่องเที่ยว

                “โจทย์สำคัญคือเราจะเปลี่ยนจุดแข็งที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างไร หากเราสามารถเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดต่างประเทศเข้าด้วยกัน Longevity Economy มีโอกาสกลายเป็น New S-Curve สำคัญของประเทศไทยได้” นายชยดิษฐ์กล่าว

                LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีพูดถึง “การมีอายุยืน” แต่เป็นพื้นที่ที่นำ ผู้กำหนดนโยบาย มหาวิทยาลัย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจจากไทย–อินเดีย มาพบกัน เพื่อมองอนาคตร่วมกันว่า สุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาวจะสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศได้อย่างไร

                เวทีครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขแบะเครือข่ายสุขภาพรวมถึง กระทรวง AYUSH และกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการครอบครัว รัฐบาลอินเดีย โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ พิธีลงนาม MOU ด้าน Ayurveda, Thai Traditional Medicine and Healthy Longevity เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านองค์ความรู้ การศึกษา การวิจัย การพัฒนาบุคลากร และนวัตกรรมด้านสุขภาพโดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เกียรติแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Asian Wisdom: Thailand’s New S-Curve, Shaping the Future of the Longevity Economy (ภูมิปัญญาเอเชีย: New S-Curve ของไทย ขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจอายุยืน)” Longevity Economic Forumจัดโดย KMITL ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม KMITL, TVA Consulting Valley และ Mandala Holding (Thailand) กำหนดจัดวันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 12.00–16.00 น. ณ อาคารหอพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวามหามกุฏวิทยมหาราช สจล.

    ทั้งนี้ TVA Consulting Valley ร่วมทำหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาการจัดงาน โดยมีบทบาทในการเชื่อมโยงมิติด้านยุทธศาสตร์ ภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลักดันให้องค์ความรู้จากเวทีสามารถต่อยอดไปสู่ Business Ecosystem การลงทุน นวัตกรรม และความร่วมมือทางธุรกิจ ที่เกิดขึ้นได้จริง.





เศรษฐกิจไม้(Wood Economy) เครื่องยนต์ใหม่อัพเกรดไทยสู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวอาเซียน



        นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) ประธานมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Minister)นำเสนอรายงานในการปาฐกถาพิเศษฟอรั่ม WOOD Economic Forum 2026ในงานลาดกระบังนิทรรศน์ KMITL2026โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไม้(Wood Economy)จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะอัพเกรดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสีเขียวของอาเซียนตอบโจทย์อนาคตทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการมุ่งสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค บนความร่วมมือกับนานาชาติ ด้วยเทคโนโลยี วิศวกรรมและนวัตกรรมใหม่ของอุตสาหกรรมไม้ทดแทนการก่อสร้างแบบดั้งเดิมโดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ “ก้าวใหม่เศรษฐกิจไม้(Wood Economy) :สู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวอาเซียน (ASEAN Green Innovation Hub)” โศกนาฏกรรมที่เนปาลและธิเบตคือตัวอย่างล่าสุดที่บ่งชี้ว่าโลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

    ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงเกือบ 40% ของการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์การค้าโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) กำลังบีบให้ทุกห่วงโซ่อุปทานต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

บทเรียนนานาชาติ: นวัตกรรมไม้วิศวกรรมคาร์บอนต่ำ

                ไม้ไม่ได้เป็นเพียงวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม แต่ถูกยกระดับเป็น Engineered Wood เช่น Cross-Laminated Timber (CLT) และ Glued Laminated Timber (Glulam) ที่มีคุณสมบัติความแข็งแรงทนทานเทียบเท่าคอนกรีตและเหล็กกล้า แต่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนสุทธิติดลบ

สหภาพยุโรปและฝรั่งเศส:

                ฝรั่งเศสบังคับใช้กฎหมายกำหนดให้อาคารสาธารณะสร้างใหม่ต้องใช้วัสดุชีวภาพหรือไม้อย่างน้อย 50% ส่งผลให้ตลาด CLT ในยุโรปเติบโตเฉลี่ยกว่า 12-15% ต่อปี

สิงคโปร์:

                อาคาร Gaia มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (NTU) อาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 43,500 ตารางเมตร ใช้โครงสร้างไม้ Mass Timber ทั้งหมด ช่วยร่นระยะเวลาก่อสร้างลงถึง 35%

ญี่ปุ่น:

                ตรากฎหมาย Promotion of Use of Wood in Public Buildings ผลักดันให้อาคารพาณิชย์และอาคารสาธารณะความสูงปานกลางถึงสูงหันมาใช้ไม้โครงสร้าง เชื่อมโยงเศรษฐกิจป่าไม้ชุมชนเข้ากับนวัตกรรมวิศวกรรมขั้นสูง

 

โมเดลฟินแลนด์ : ต้นแบบเศรษฐกิจไม้ระดับโลก

                ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบระดับโลกที่เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนโดยมีพื้นที่ป่าไม้ปกคลุมกว่า 75% ของประเทศ อุตสาหกรรมป่าไม้สร้างรายได้จากการส่งออกราว 15–20% ของการส่งออกทั้งหมด ความสำเร็จนี้ขับเคลื่อนด้วย 4 แกนหลัก:

                1.การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (Sustainable Forest Management): อัตราการเติบโตของเนื้อไม้ในฟินแลนด์สูงกว่าอัตราการตัดฟันมาโดยตลอด

                2.กรรมสิทธิ์ป่าไม้ของภาคเอกชนรายย่อย (Private Ownership): ราว 60% ของพื้นที่ป่าเป็นของครอบครัวชาวฟินแลนด์ทั่วไป ทำให้คนในท้องถิ่นมีแรงจูงใจในการดูแลรักษาและบริหารจัดการป่าให้ได้ผลตอบแทนระยะยาว

                3.โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เศษไม้ เปลือกไม้ และของเสียจากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ (Black Liquor) ถูกนำไปผลิตเป็นพลังงานชีวมวล (Bioenergy) ผลิตกระแสไฟฟ้าและระบบทำความร้อนชุมชน (District Heating)

                4.นวัตกรรมมูลค่าสูง (High-Value Bio-products): ต่อยอดจากไม้แปรรูปและกระดาษธรรมดาไปสู่ นวัตกรรมสิ่งทอจากเซลลูโลส (เช่น Spinnova, Kuura), พลาสติกชีวภาพ, สารเคลือบชีวภาพ และไม้โครงสร้าง

ซึ่งกลุ่ม Krono (โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Kronospan รวมถึงเครือข่าย Swiss Kronoโดยร่วมมือกับไทยผ่านสถาบันTVA) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมแผ่นไม้และวัสดุก่อสร้างในตลาดยุโรปและตลาดโลก

ถอดรหัส"ซูเฉียนโมเดล"ของจีน:ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้แห่งมณฑลเจียงซู

                จากการศึกษาดูงานของTVA-FKII-สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง:สจล.(King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang:KMITL)และSCGได้ถอดบทเรียนการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะ เมืองซูเฉียน (Suqian) มณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนการพลิกโฉมเมืองเกษตรกรรมสู่ "เมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมไม้และแผ่นไม้วิศวกรรมของจีน" (China's Wood Industry Capital)

                1.การสร้างคลัสเตอร์ครบวงจร (Full Value Chain Cluster) ซูเฉียนไม่ได้หยุดอยู่เพียงการปลูกไม้โตเร็ว (เช่น ไม้ป็อปลาร์) แต่ต่อยอดสู่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปไม้นวัตกรรมสูง มีโรงงานแปรรูป ไม้อัด ไม้วิศวกรรม และเฟอร์นิเจอร์หลายพันแห่ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนับแสนล้านหยวน

                2.การเปลี่ยนผ่านสู่ Smart & Green Manufacturing ยกระดับโรงงานดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมอัตโนมัติ (Automation) นำเทคโนโลยีลดการปล่อยมลพิษ ใช้กาวชีวภาพไร้สารฟอร์มาลดีไฮด์ (No-Aldehyde Green Adhesives) และการแปรรูปเศษไม้วัสดุเหลือทิ้งสู่พลังงานชีวมวล

                3.การสนับสนุนเชิงรุกจากภาครัฐ การวางผังนิคมอุตสาหกรรมไม้เฉพาะทาง เชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์ทางรางและท่าเรือ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและทดสอบมาตรฐานไม้ระดับชาติ เพื่อควบคุมคุณภาพและผลักดันสู่ตลาดโลก

ภาพรวมอุตสาหกรรมไม้อาเซียนและความร่วมมือระดับภูมิภาค

                ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือศูนย์กลางทรัพยากรป่าไม้และการส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ที่สำคัญของโลก โดยมีศักยภาพในการผนึกกำลังร่วมกัน

                1.ฐานการผลิตและการค้าชั้นนำเวียดนาม เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของโลก (มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยกว่า 14,000–16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ขณะที่ อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย มีความเชี่ยวชาญด้านไม้อัดและไม้แปรรูปเขตร้อน ส่วน ไทย เป็นเสาหลักด้านแผ่นไม้อัดวิศวกรรมและไม้ยางพารา

                2. กลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค การขับเคลื่อนผ่านกรอบเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการป่าไม้อาเซียน (ASOF) เพื่อสร้างมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (SFM) และบูรณาการระบบการยอมรับร่วมด้านมาตรฐานรับรองไม้ (Mutual Recognition) เช่น PEFC และ FSC เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน

                3.ห่วงโซ่คุณค่าข้ามพรมแดน การผสานแหล่งวัตถุดิบไม้ปลูกในอาเซียนเข้ากับศูนย์ออกแบบและวิศวกรรมในไทยและสิงคโปร์ เพื่อผลิตชิ้นส่วนอาคารไม้สำเร็จรูป (Prefabricated Timber Modules) ป้อนสู่ตลาด Green Building ในภูมิภาคที่คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้

ศักยภาพอุตสาหกรรมไม้ของไทย: ผสานเป้าหมาย COP สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

                ประเทศไทยมีแต้มต่อเชิงโครงสร้าง ทรัพยากร และพันธสัญญาระดับสากลที่พร้อมที่สุดแห่งหนึ่งในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

                1.เป้าหมาย COP และยุทธศาสตร์พื้นที่สีเขียว 55%: ภายใต้คำมั่นสัญญาที่ไทยประกาศบนเวที COP เพื่อบรรลุ Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 ประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทรวมเป็น 55% ของพื้นที่ประเทศ โดยแบ่งเป็น พื้นที่ป่าเศรษฐกิจเพื่อการใช้ประโยชน์ถึง 15% (หรือกว่า 48 ล้านไร่) การส่งเสริมป่าปลูกเชิงพาณิชย์จึงเป็นทั้ง "แหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink)" ตามเป้าหมาย COP และเป็น "ต้นทางวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมไม้วิศวกรรมสีเขียว"

                2.ไม้ยางพาราและไม้โตเร็ว ไทยมีพื้นที่สวนยางพารากว่า 22 ล้านไร่ หมุนเวียนเนื้อไม้ยางพาราเข้าสู่อุตสาหกรรมได้มากกว่า 15-20 ล้านตันต่อปี โดยจัดเป็น Eco-Friendly Rubberwood ที่ไม่ทำลายป่าธรรมชาติ ควบคู่กับพื้นที่ปลูกไม้ยูคาลิปตัสและไม้โตเร็วเชิงพาณิชย์อีกหลายล้านไร่

                3.มูลค่าการค้าและการส่งออกระดับแสนล้าน อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทยสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 100,000–120,000 ล้านบาทต่อปี โดยครองแชมป์ส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปและแผ่นไม้สังเคราะห์ (MDF / Particle Board) ไปยังตลาดใหญ่อย่างจีน ตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา และอาเซียน

                4.การเปลี่ยนผ่านสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูงปัจจุบันการส่งออกไม้ของไทยยังเน้นไม้แปรรูปขั้นต้น การขยับขึ้นสู่ ชิ้นส่วนโครงสร้างไม้วิศวกรรม จะช่วยเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นถึง 3-5 เท่า พร้อมกระจายรายได้สู่เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ปลูกไม้เศรษฐกิจกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน

หมุดหมายของไทย: สัญลักษณ์ความมุ่งมั่นสู่ผู้นำ Wood Economy

                ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นเพียงแค่นโยบาย แต่ได้สร้าง "หมุดหมายเชิงประจักษ์" ที่สะท้อนเจตนารมณ์และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

                1.อาคารนวัตกรรมไม้ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นต้นแบบอาคาร Mass Timber ทางวิชาการและสถาปัตยกรรมระดับชาติ ที่สะท้อนองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมโครงสร้างไม้คาร์บอนต่ำ การออกแบบรับแรง และระบบป้องกันอัคคีภัยตามมาตรฐานสากล แสดงให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาและวิศวกรไทยมีความพร้อมในการออกแบบและก่อสร้างอาคารไม้แห่งอนาคต

                2.โครงการเมืองไม้ (Wood City) ของTVAสัญลักษณ์ของการปักหมุดหมาย การลงทุนขนาดใหญ่ของภาคเอกชนไทย ที่ผสานนวัตกรรมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ากับ Circular Wood Economy มุ่งสร้างระบบนิเวศชุมชนคาร์บอนต่ำครบวงจรตั้งแต่การคัดสรรวัสดุ การออกแบบชีวภาพ (Biophilic Design) ไปจนถึงการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน

                3.การประกาศเจตนารมณ์ระดับโลกโครงการทั้งสองแห่งนี้คือประจักษ์พยานความร่วมมือระหว่างองค์กรไทย ภาคการศึกษา และพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อประกาศหมุดหมายว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้าน Wood Economy ของภูมิภาคเอเชีย

                4. งาน“Regenerative Wood City: Forest, Farm, Food and Longevity Grow Together”เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมามีการนำเสนอโครงการความร่วมมือที่เป็นประจักษ์พยานของการขับเคลื่อนที่โดดเด่นชัดเจนของสมาคมสถาบันทิวา (TVA) บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด (SCGCBM) บริษัท SWISS KRONO Holding AG (SKG) มูลนิธิ Eco-Innovation Foundation (EIG) บริษัท IKEA Thailand และภาคีภาคส่วนต่างๆ

ยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก: อัพเกรดไทยสู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวแห่งอาเซียน

                1.ปลดล็อกกฎหมายและมาตรฐานอาคาร: เร่งปรับปรุงพระราชบัญญัติควบคุมอาคารและมาตรฐาน มอก. ให้รองรับนวัตกรรมไม้ในอาคารสูงและอาคารสาธารณะ พร้อมสร้างระบบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัยตามหลักวิศวกรรมสากล

                 2.ยกระดับห่วงโซ่อุปทานป่าไม้เศรษฐกิจ: แปลงเป้าหมายพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 15% ให้เป็นพื้นที่ปลูกไม้เพื่อการค้าที่มีมาตรฐานรับรองสากล

                 3.สิทธิประโยชน์การลงทุนและบูรณาการคาร์บอนเครดิต: ใช้กลไก BOI ดึงดูดการลงทุนร่วมกับพันธมิตรต่างชาติ และเชื่อมโยงระบบ Premium T-VER เข้ากับคาร์บอนเครดิตในภาควัสดุก่อสร้าง

                 4.พัฒนาบุคลากรและวิศวกรรมสีเขียวระดับภูมิภาค: ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั้งในยุโรปและเอเชีย ถ่ายทอดหลักสูตรวิศวกรรมไม้ขั้นสูง BIM และ Digital Fabrication เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย อบรม และส่งออกชิ้นส่วนอาคารสำเร็จรูปทั่วภูมิภาค

ก้าวใหม่ของไทย

                 "อุตสาหกรรมไม้" กำลังเปลี่ยนบทบาทจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การเป็นWood Economyบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ" (BioEconomy)ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood Engineering )  การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมไม้และการนวัตกรรมสีเขียว ไม่ใช่ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการผสานทรัพยากรป่าไม้ ไม้ยางพาราและไม้เศรษฐกิจอื่นๆการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจภายใต้เป้าหมาย COP รวมทั้งการวางหมุดหมายทางนวัตกรรมของสจล. และโครงการเมืองไม้ของ TVA จะสามารถเปลี่ยนเนื้อไม้ให้กลายเป็นรากฐานของเมืองแห่งอนาคต และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น "ศูนย์กลางเศรษฐกิจไม้และนวัตกรรมสีเขียวของอาเซียน" อย่างแท้จริง.







สถาบันTVA ผนึกสจล.(KMITL) จัด 4 เวที“เศรษฐกิจแห่งอนาคต”เชิญรัฐมนตรีโชว์วิสัยทัศน์สร้างNew Growth Engineของประเทศไทย

                

              นายชยดิษฐ์ หุตานุวัตร์ ประธานสถาบัน TVA เปิดเผยวันนี้ว่า สถาบัน TVA(TVA Consulting Valley)ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ในฐานะพันธมิตรสำคัญงานมหกรรมลาดกระบังนิทรรศน์ KMITL EXPO 2026 จัด 4 เวทีเศรษฐกิจแห่งอนาคต ประกอบด้วย

                ฟอรั่ม Regenerative Wood City - Forest, Farm, Food & Longevity: Grow Together, HOTEL ECONOMIC FORUM 2026, WOOD ECONOMIC FORUM THAILAND 1.0 และ LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 – The Convergence of Wisdom ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญตั้งแต่เมืองและอุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว เศรษฐกิจไม้คาร์บอนต่ำ ไปจนถึงเศรษฐกิจสุขภาพและ Longevity Economy “หัวใจของความร่วมมือระหว่าง KMITL และ TVA Consulting Valley คือการทำให้เวทีทั้ง 4 ไม่ได้จบเพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่สามารถต่อยอดไปสู่ โครงการจริง การลงทุนจริง การร่วมทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ผ่านการเชื่อมโยง Knowledge, Technology, Capital, Market และ Global Network

                บทบาทของ TVA ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Strategic Business Consulting, Joint Venture, Fund Raising, Business Transformation, M&A และ Cross-Border M&A จึงอยู่ที่การเชื่อมโอกาสจากมหาวิทยาลัยและภาคนโยบาย เข้ากับภาคธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรระดับสากล เพื่อผลักดันแนวคิดและนวัตกรรมให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง โดยสร้างกลไกที่เปลี่ยน “องค์ความรู้ให้เป็นมูลค่า นวัตกรรมให้เป็นธุรกิจ และเครือข่ายให้เป็นความร่วมมือและการลงทุน เพื่อร่วมกันค้นหาและสร้าง New Growth Engine ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต ภายใต้งาน ลาดกระบังนิทรรศน์ KMITL EXPO 2026” ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารระดับสูงของประเทศเข้าร่วมในแต่ละเวที ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในวันที่ 1 กันยายน ในหัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ซึ่งร่วมสะท้อนมุมมองเชิงนโยบายในเวที Regenerative Wood City

                วันที่ 2 กันยายน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมเวที HOTEL ECONOMIC FORUM 2026 และกล่าวปาฐกถาในประเด็นการยกระดับรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนของธุรกิจโรงแรมไทยด้วยเทคโนโลยี

                วันที่ 3 กันยายน นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม)เป็นประธานในพิธีของ WOOD ECONOMIC FORUM THAILAND 1.0 เวทีที่มุ่งขับเคลื่อน Wood Economy ของไทย ตั้งแต่การปลูกป่า เกษตรสมัยใหม่ Engineered Wood มาตรฐานอุตสาหกรรม ไปจนถึงการก่อสร้างคาร์บอนต่ำและการเชื่อมโยงกับตลาดโลกโดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกล่าวปาฐกถาพิเศษ 

                ขณะที่วันที่ 5 กันยายน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมเวที LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 – The Convergence of Wisdom ซึ่งเชื่อมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ การแพทย์ การป้องกันโรค Wellness ภูมิปัญญาไทย และองค์ความรู้จากต่างประเทศ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

                ทั้ง 4 เวทีมี รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี KMITL ในฐานะผู้นำของสถาบัน และนายชยดิษฐ์ หุตานุวัตร ประธานสถาบัน TVA ร่วมขับเคลื่อน โดยมีผู้บริหารภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักลงทุน และองค์กรชั้นนำจากประเทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

                สำหรับเวที Regenerative Wood City จุดสำคัญคือการมองเมืองแบบองค์รวม ผ่านการเชื่อม Forest, Farm, Food และ Longevity เข้ากับงานวิจัย เทคโนโลยี การอยู่อาศัย และอุตสาหกรรม เพื่อสร้างต้นแบบเมืองที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

                ส่วน HOTEL ECONOMIC FORUM 2026 มุ่งยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการโรงแรมไทย ผ่านเทคโนโลยี AI, Digital Transformation, Green Hotel และแหล่งทุน ขณะที่ WOOD ECONOMIC FORUM THAILAND 1.0 มุ่งสร้างระบบนิเวศใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไม้ไทย เชื่อมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และผลักดัน Wood Economy ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ

                ในขณะเดียวกัน LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 สะท้อนอีกหนึ่ง Mega Trend สำคัญของโลก ที่กำลังสร้างตลาดใหม่ครอบคลุม Healthcare, Wellness, Preventive Health, Food, Hospitality, Biotechnology และบริการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

                  เมื่อมองทั้ง 4 เวทีร่วมกัน จึงสะท้อนทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือการสร้าง Economic Platforms ใหม่ ที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมงานวิจัย นวัตกรรม ภาคธุรกิจ และนโยบายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ