สถาบันสยามพัฒนาธุรกิจ (SIAM BUSINESS DEVELOPMENT INSTITUTE) ปัญหาผลกระทบและแนวทางในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ( Pass
Through) ของการใช้ยายนต์สันดาปภายในไปเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอนาคต (กรณีศึกษา
ด้านการจ้างแรงงาน)
ปั จจุบันหากจะกล่าวถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
ผู้คนส่วนมากจะนึกถึงรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย การออกแบบโฉบเฉี่ยว หรือรถยนต์ขนาดเล็กที่นั่งได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ซึ่งในความเป็นจริง รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ถือกำเนิดมามากกว่าร้อยปี
และปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์ก่อนรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่เป็นที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน
รถยนต์ไฟฟ้า หรือยานยนต์ไฟฟ้า ( Electric
Vehicle, EV) คือยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
หรือทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ในการขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้ข้อจำกัดด้านความพร้อมทางโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย
กระแสยานยนต์ไฟฟ้านำไปสู่การปรับตัวครั้งสำคัญของเหล่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จำเป็นต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถแก่บุคลากรภายในองค์กร
เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในสายงานที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นกระแสยานยนต์ไฟฟ้าย่อมส่งผลกระทบไม่มากก็น้อยต่อผู้ประกอบการ
โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทย เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
( New S-curve) ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านของแรงงาน
ประเทศไทยยังขาดแรงงานที่มีทักษะสูง เช่น การออกแบบ การบริหารจัดการ และการทาตลาด
และในด้านของบัณฑิตใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ตรง อีกประการหนึ่งคือ
ระบบการศึกษาของไทยเองที่ไม่เอื้อต่อการเรียนการสอนที่ทำให้บุคลากรมีทักษะความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน
โดยในประเทศไทยยังมีจำนวนของโปรแกรมการศึกษาและหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัยหรือสูงกว่าค่อนข้างจากัด
รวมไปถึงหลักสูตรการฝึกอบรมวิชาชีพในพื้นที่ต่างจังหวัดยังคงขาดแคลนอยู่มาก
ซึ่งก็รวมถึงแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้าของไทยที่ยังขาดแรงงานที่มีความรู้
ทักษะ และประสบการณ์ที่มีคุณภาพ
แม้ผลกระทบในด้านการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่ชัดเจนในปัจจุบัน
แต่การ เปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิต ( Process) ได้เห็นผลกระทบที่ชัดเจนอย่างยิ่ง
ดังจะเห็นได้จากการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิตส่งผลให้แรงงานบางส่วนถูกทดแทนโดยเฉพาะแรงงาน ระดับปฏิบัติการ แรงงานต้องปรับทักษะให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ได้
โดยสถานประกอบ การในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ได้มีการปรับลดจ ำ นวนพนักงานลงด้วยการไม่รับคนงานระดับปฏิบัติการเพิ่มเติมทดแทนแรงงานที่เกษียณอายุไป
การเลิกจ้างพนักงานชั่วคราวหรือซับคอนแทรค ( Sub-Contract) โครงการเกษียณอายุก่อนก ำ หนดหรือโครงการสมัครใจลาออก
โครงการป่วยรักษาตัว โครงการอาชีพทางเลือก การปรับลดการท ำ งานล่วงเวลาลง
การปรับลดวันทำงานลง บางบริษัทประกาศปิดกิจการ
บางบริษัทย้ายฐานการผลิตกลับประเทศตนเอง หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าจ้างต ่ำ กว่าประเทศไทย
ผลกระทบต่อแรงงานสามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1.
แรงงานซับคอนแทรค หรือแรงงานสัญญาจ้าง เป็นแรงงานที่จะได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้าง
ก่อนแรงงานประจ ำ
กลุ่มนี้จึงควรเร่งรัดจัดหางานใหม่และพัฒนาทักษะฝีมือให้สูงขึ้น
2.
แรงงานที่ไม่สามารถปรับตัวได้ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานที่มีอายุมาก (ตั้งแต่
45 ปีขึ้นไป)
และการศึกษาน้อย จึงมีข้อจ ำ กัดในการพัฒนาทักษะหรือเรียนรู้ทักษะการท ำ งานใหม่ๆ
หรือเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งสถานประกอบการโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ อาจใช้วิธีให้เงินชดเชยภายใต้โครงการเกษียณอายุก่อนก ำ หนด
หรืออาจโยกย้ายให้ไปท ำ งานในสายงานอื่น
3.
แรงงานที่สามารถปรับตัวได้ กลุ่มนี้อยู่ในวัยท ำ งานอายุไม่เกิน
45 ปี ควรได้รับการฝึกอบรมฝีมือใหม่หรือยกระดับให้สูงขึ้น
ตลอดจนให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มทักษะการประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมือกับความเสี่ยง
ทั้งด้านการท ำ งานและการด ำ เนินชีวิต
เพื่อจะได้เตรียมตัวรับมือได้อย่างเหมาะสม
4. แรงงานใหม่
ต้องได้รับการศึกษาที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ตามแนวโน้มที่บริษัทต่างๆ จ้างแรงงานระดับปฏิบัติการ (จบ ม.3 หรือต ่ำ กว่า)
ลดลง
และจ้างช่างเทคนิคและวิศวกรมากขึ้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้ทักษะไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น
และใช้ทักษะด้านเครื่องยนต์และโลหะน้อยลง
แนวโน้มของแรงงานไทยในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต
ในอนาคตข้างหน้าเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่รถยนต์ใช้น้ำมันอย่างแน่นอน การเปลี่ยนผ่านนี้จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งระบบห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมรถยนต์
ไปจนถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ทั้งระบบโครงสร้างการผลิตและความต้องการชิ้นส่วนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ระบบเครื่องยนต์จะเปลี่ยนไปเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ชิ้นส่วนรถยนต์มากกว่า 30,000
ชิ้น ลดลงเหลือเพียง 1,500 ชิ้นเท่านั้น
เปรียบเหมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ พลังงานไฟฟ้า
รัฐบาลได้ผลักดันนโยบายส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การพัฒนาในระยะแรกนั้น
นอกจากจะต้องพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องแล้ว อาจยังต้องพยายามมองหาแนวทางในการสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ อย่างสมำเสมอ รวมถึงเฝ้าระวังภัยคุกคามต่างๆ
ที่อาจเข้ามากระทบและขัดขวางการพัฒนาอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะสร้างห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้มีความมั่นคงเช่นเดียวกับการพัฒนา อุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานฟอสซิล
เดินหน้าพัฒนาทักษะแรงงานไทย
รับการเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ปัจจุบัน ยานยนต์ไฟฟ้า ( Electric Vehicle: EV) ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในระดับสากลและในประเทศไทย ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติหลายต่อหลายแบรนด์ขยับตัวกัน
แม้ว่า
ประเทศไทยจะได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนสำคัญของโลก
การผลิตส่วนใหญ่ในไทยยังอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์แบบดั้งเดิม
ดังนั้นกระแสยานยนต์ไฟฟ้าย่อมส่งผลกระทบไม่มากก็น้อยต่อผู้ประกอบการ
โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทย แรงงานฝีมือและความชำนาญของประเทศไทยมีความครอบคลุมในทุกขั้นตอนของการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์
ปี 2564 ที่ผ่านมา ร้อยละ 61
ของแรงงานทั้งหมดในอุตสาหกรรมยานยนต์จะเป็นแรงงานที่มีทักษะสูง ปวช. ขึ้นไป
(อ้างอิงจาก BOI brochure 2015)
นอกจากนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
( BOI) ยังได้ออกมาตรการ Long – Term
Resident Visa: LTR Visa เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพสูงเข้ามาในประเทศ
อนึ่งทางผู้ประกอบการเองก็มีโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานเพื่อช่วยปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันร่วมกับมหาวิทยาลัย
29 แห่งและสถาบันอื่นๆ ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาหลายแห่งตระหนักถึงเทรนด์ดังกล่าว
และเริ่มให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องแก่นักศึกษาที่สนใจ
เพื่อสร้างสรรค์บุคลากรและผู้เชี่ยวชาญรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต เช่นเดียวกับ
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ( depa)
ที่มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพกำลังคนดิจิทัลของประเทศ
เล็งเห็นทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้ร่วมมือกับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย)
ในการส่งเสริมและสนับสนุนการยกระดับทักษะด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้กับวิทยาลัยอาชีวศึกษาส่งเสริมให้นักศึกษา
รวมถึงคณะครูและอาจารย์ของวิทยาลัยอาชีวศึกษา
สามารถเก็บเกี่ยวองค์ความรู้เชิงลึกด้านยานยนต์ไฟฟ้า
ก่อนนำองค์ความรู้และทักษะสำคัญที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาเพื่อต่อยอดไปสู่การเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มศักยภาพในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกของไทย
ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( EEC) เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต
อีกทั้งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นของคนไทย
เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและบุคลากรต่างชาติ และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม
ประกอบกับการที่แรงงานมีทักษะก็จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต
ตลอดจนสร้างระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งให้กับวงการยานยนต์และเศรษฐกิจไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีระดับโลก
สอดคล้องสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อผลิต และพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดในประเทศไทย
กับกระทรวงอุตสาหกรรม และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ
นโยบายของรัฐบาล และแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง
และยังเป็นการร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการสนับสนุนการใช้งานและการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาที่เน้นพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียน
นำไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้ที่เหมาะสมต่อไป รวมถึงร่วมกันส่งเสริมการผลิต
และพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการส่งเสริมการสร้างทักษะด้านยานยนต์ไฟฟ้าของบุคลากรผ่านการปฏิบัติงานในเครือข่ายอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ
จากงานวิจัยขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ
( ILO) คาดการณ์ว่า ในสองทศวรรษข้างหน้า ตำแหน่งงานและการจ้างงานในไทยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 44 (กว่า 17 ล้านตำแหน่ง)
มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ โดยระบบอัตโนมัติ โดยกลุ่มคนงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ
พนักงานขายตามร้านหรือพนักงานบริการ ตามเครือข่ายสาขา พนักงานบริการอาหาร ภาคเกษตรกรรม แรงงานทักษะต่ำที่ทำงานซ้ำ
ๆ คนงานโดยเฉพาะ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้าอาจได้รับผลกระทบสูงถึง 70-80%
แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วน แรงงานในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ขณะที่ Economic
Intelligence Unit (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์
คาดการณ์ว่าแนวโน้มการใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้แรงงานกว่า 6.5
แสนคน หรือ 15% ของจำนวนแรงงานทั้งหมดในภาคการผลิตจะถูกแทนที่โดยหุ่นยนต์อุตสาหกรรมภายในปี
ค.ศ. 2030 ห่วงโซ่อุปทานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเก่าและทำให้กิจการอุตสาหกรรมและการจ้างงานจำนวนหนึ่งหายไป
โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่มีการศึกษาต่ำและทักษะต่ำจะมีความเสี่ยงในการถูกเลิกจ้างสูงและจะถูกทดแทนโดยเทคโนโลยีการผลิตมากยิ่งขึ้นในอนาคต
การส่งเสริมให้มีการ Reskill พัฒนาทักษะด้านบุคคล ( Soft Skills) และทักษะด้านความรู้ ( Hard Skills) ประสิทธิภาพและผลิตภาพ ให้กับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถทางานกับนวัตกรรมเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้
(ผศ.ดร อนุสรณ์ ธรรมใจ : ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2562)
กล่าวโดยสรุปพัฒนาการด้านแรงงานในยุคของปัญญาประดิษฐ์
( Artificial Intelligence) ในอุตสาหกรรมยานยนต์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีความนำสมัยมีการใช้ระบบสมองกล
หุ่นยนต์ และแขนกลแบบอัตโนมัติเข้ามาทางานแทนคน
แต่ในอุตสาหกรรมรถยนต์และส่วนประกอบก็ยังคงมีทิศทางในการพัฒนาด้านอัตรากาลังแรงงานให้คงอยู่ในสถานประกอบการมากที่สุด
ดร.โรจนศักดิ แสงธศิริวิไล
สถาบันสยามพัฒนาธุรกิจ
สานฝันคนหางาน
เตรียมความพร้อมเพื่อการสมัคงาน สวัสดีครับท่านผู้อ่านเขียนเรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อการสมัคงาน เพราะช่วงนี้ เป็นช่วงบัณฑิตและมหาบัณฑิตใหม่ทุกคนสำเร็จการศึกษา และ ในภาวะที่ประเทศชาติของเราประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ ผู้สำเร็จการศึกษาทุกท่าน จะต้องเผชิญการก้าวสู่...การศึกษาในมหาวิทยาลัยชีวิต ในการทำงาน แม้ว่าในยุคเศรษฐกิจวิกฤต และ การหางานทำ อาจมีปัญหาอยู่บ้าง จงใช้วิจารณญาณในการเลือกงาน (แม้ว่าจะไม่มีงานให้เลือกมากนัก) ว่า เหมาะสมกับความรู้ ความถนัด และ ความสนใจของตัวเองเพียงใด ถ้างานที่สมัคมีจำกัด ก็จงพิจารณาดูว่า เรามีศักยภาพพอจะทำอะไรได้บ้าง พิจารณาดูลักษณะงานที่เราทำได้ แม้ว่าจะไม่ตรงสาขาวิชาที่เรียนมาก็ตาม เมื่อตัดสินใจเลือกทำงานใด ๆ แล้ว จะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด
ดังนั้น ภายใต้การแข่งขันเพื่อความอยู่รอดของชีวิตปัจจุบัน ไม่ว่าในแง่มุมใด ย่อมมีปัจจัยเกื้อหนุนตามสภาพ และ ย่อมมีอุปสรรคเสมอ เพียงแต่ว่าบุคคลใดสามารถในการนำศักยภาพของตนเอง ออกมาใช้ให้เกิดผลดีที่สุด บนหนทางการทำงาน มิได้ราบเรียบเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบแน่นอน ระหว่างเส้นทางที่ก้าวเดินไป ย่อมต้องเผชิญกับหนามแหลมคม ทิ่มตำให้เจ็บปวดบ้าง แต่ระยะทางที่ก้าวไปแต่ละก้าว จะเป็นประสบการณ์ที่สั่งสมให้แต่ละคนแข็งแกร่งขึ้น ตามวัยและวันที่ผ่านไป สานฝัน......คนหางาน.....เตรียมความพร้อมเพื่อการสมัคงานนี้ แม้จะไม่ใช่สูตรสำเร็จที่นำไปสู่การมีงานทำ หรือ สร้างความสำเร็จในการทำงาน ให้กับบัณฑิตและมหาบัณฑิตทุกท่าน แต่ก็เป็นคู่มือที่จะแนะนำแนวทางได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้
ข้อคิดสำหรับการเลือกอาชีพ
1. ผู้ที่จะตัดสินใจเลือกอาชีพ ควรรู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะในด้านอุปนิสัย ความสามารถ ความสนใจ บุคลิกภาพ ทัศนคติที่เกี่ยวกับอาชีพนั้น
2. ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ ลักษณะของงาน อาชีพ สถานที่จะศึกษาอาชีพนั้น ๆ ความก้าวหน้าและความมั่นคงของงาน ตลอดจนความต้องการรายได้
ข้อแนะนำก่อนเลือกสมัครงาน
1. หาตำแหน่งงานหลาย ๆ วิธี
2. สอบถามแหล่งงานจากเพื่อน ญาติสนิท
3. สมัครงานตามประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ กพ. กรม กอง
4. ให้ชื่อหรือสมัครงานกับสำนักงานจัดหางานของเอกชน
5. ให้ชื่อหรือสมัครงานกับหน่วยงานสำนักงานจัดหางานของรัฐ
6. ค้นหาตำแหน่งจากฝ่ายแนะแนวของสถานศึกษาต่าง ๆ
7. เขียนประวัติของตนเองอย่างเป็นขั้นตอน
8. ในกรณีที่คุณอ้างชื่อใครเป็นผู้รับรอง คุณต้องติดต่อกับผู้นั้นและขออนุญาตก่อน
9. เขียนจดหมายปะหน้าใบประวัติการทำงาน พร้อมทั้งลงชื่อในจดหมายให้เรียบร้อย
10. ติดต่อขอนัดหมายเวลาเพื่อการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์หรือด้วยตนเอง
11. ฝึกซ้อมการสัมภาษณ์ก่อนเข้าสัมภาษณ์จริง
12. แต่งกายไปสัมภาษณ์ด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยและถูกกาลเทศะ
13. ไปถึงสถานที่นัดสัมภาษณ์ให้ตรงต่อเวลา
14. จดจำชื่อผู้สัมภาษณ์ให้แม่นยำ
15. ตอบปัญหาในระหว่างสัมภาษณ์อย่างเชื่อมั่นและชัดเจน
16. หากถูกสอบถามเรื่องเงินเดือนที่ต้องการ ควรตั้งคำถามกลับว่า ความรู้ความสามารถและในระดับตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับคุณเห็นสมควรจ่ายเท่าใด
17. อย่าเรียกร้องเงินเดือนหรือค่าจ้าง ก่อนที่บริษัทจะตอบตกลงจ้างคุณ หรือ แสดงความสนใจว่า จะรับคุณเข้าทำงาน
ก่อนสมัครงาน ควรจะรู้สิ่งต่อไปนี้
1. ตัวบริษัท ต้องรู้ว่าบริษัทนั้นดำเนินธุรกิจประเภทใด ผลผลิตของบริษัทนั้นคืออะไร และ ที่ตั้งของบริษัท การเดินทางไปอย่างไร
2. ตำแหน่งงาน ซึ่งประกอบด้วย
- ลักษณะงาน ควรจะทราบว่าตำแหน่งที่ประกาศรับสมัคร มีเนื้องานอะไรบ้าง
- เนื้องานย่อยเหล่านั้นต้องปฏิบัติอย่างไร
- ตำแหน่งงานที่รับสมัครนี้ต้องปฏิบัติงานสัมพันธ์กับตำแหน่งใดบ้าง
3. ค่าตอบแทน เช่น เงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น
รู้จักตนเองก่อนสมัคงาน
1. ความสนใจ ผู้สมัคงานต้องรู้ให้แน่ชัดว่าชอบหรือไม่ชอบงาน
2. ความสามารถ โดยประเมินจากประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา และการทดสอบอย่างละเอียด
3. บุคลิกส่วนตัว ว่ามีบุคลิกเหมาะสมกับงานอาชีพใดบ้าง
4. ผลการศึกษาว่าอยู่ในระดับ ดี ปานกลาง หรือ พอใช้
5. การฝึกงานในขณะเรียน ซึ่งมีผลต่อความสำเร็จในการหางานทำ
6. ทักษะในการสื่อความ
7. ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะความรู้ในด้านการใช้ PC คอมพิวเตอร์ การใช้ Software พื้นฐานต่าง ๆ
8. วิชาเอกที่เรียน การเรียนวิชาเอกอย่างมีเป้าหมายจะช่วยให้ตัวคุณพบกับความสำเร็จในการมองหางานทำได้เป็นอย่างดี
9. กิจกรรมนอกหลักสูตร แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความสามารถในการเผชิญหน้ากับผู้ที่เราทำงานร่วมด้วย
10. ประสบการณ์ในการทำงานนอกเวลา จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรับผิดชอบในสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างที่ทำงาน
หาความเป็นเลิศของตัวเอง
ความเป็นเลิศของคุณอยู่ในตัวคุณเอง ซึ่งคุณสามารถจะหาได้จากความสามารถที่คุณเคยแสดงออก คำชมเชยที่คุณเคยได้รับความคิดอ่าน ความสนใจ ความมุ่งมั่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของคุณ เป็นเอกลักษณ์ของคุณ หลักที่คุณควรใช้วิเคราะห์ตนเอง คือ ตรวจสอบความสามารถและความชำนาญของคุณโดยแบ่งออกเป็น
1. ความสามารถตามปกติ
2. ความสามารถดีเด่น
3. ความสนใจของคุณ
4. นิสัยของคุณ
5. ผลงานของคุณ
เมื่อค้นพบความสามารถของคุณเองแล้วจะช่วยให้ทราบว่าควรเลือกทานอะไรจึงจะเหมาะสม
คุณสมบัติคุณเหมาะสมกับตำแหน่งใด
ก่อนสมัครงาน ควรทราบก่อนว่าตำแหน่งงานที่จะสมัครนั้นต้องการบุคคลที่มีคุณวุฒิระดับใด มีประสบการณ์อย่างไรบ้าง และ หน้าที่ในตำแหน่งนั้น จะต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็เอาข้อมูลเหล่านั้น มาเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของตัวคุณเอง โดยมีลำดับการพิจารณาดังนี้
1. คุณวุฒิการศึกษา พิจารณาว่าวุฒการศึกษาที่คุณจบจะสมัครทำงานในตำแหน่งใดได้บาง เว้นแต่เขาไม่กำหนดคุณวุฒิหรือสาขาวิชา
2. ลักษณะงาน ถ้าคุณสนใจสมัครงานในตำแหน่งใดก็ตาม หากยังไม่ทราบลักษณะงาน คุณควรโทรศัพท์สอบถามให้แน่ชัดก่อน และควรสมัครงานในตำแหน่งที่มีความรู้ ความสามารถที่จะทำงานได้สำเร็จ มีความถนัดและชอบลักษณะงานนั้น
3. ข้อมูลบริษัทที่จะสมัครงานควรเลือกบริษัทที่ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากที่พักอาศัยประจำมากนัก
หลักการเขียนใบสมัครงาน [APPLICATION FORM]
รูปแบบใบสมัครงานของแต่ละบริษัทจะแตกต่างกันไป บางบริษัทให้กรอกเรื่องราวต่าง ๆ ของผู้สมัครงานเพียงย่อ ๆ สั้น ๆ หน้าเดียว บางแห่งก็ให้กรอกรายละเอียดถี่ยิบ ขึ้นอยู่ว่า บริษัทนั้นต้องการทราบอะไรเกี่ยวกับผู้สมัครงาน มากน้อยเพียงใด เนื่องจากคุณไม่สามารถทราบได้ว่า การพิจารณาใบสมัคงานของแต่ละบริษัทนั้น เขาพิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้งขนาดไหน ดังนั้น คุณควรจะถือหลักละเอียด รอบคอบ และ มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยก่อน ใบสมัคร คือเอกสารของบริษัทที่คุณสมัคงาน อยากรู้เรื่องของคุณ เอกสารทั้งหนังสือแนะนำตัว และ ใบสมัครงาน จะอยู่ในมือของผู้สัมภาษณ์ และใช้เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์พูดคุยกับคุณ ดังนั้น การกรอกใบสมัคของคุณ ก็ควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้าไว้บ้างดังนี้
ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมการสมัคงาน
1. ขั้นเตรียมเอกสานหลักฐานต่าง ๆ
- ข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณเอง เช่น สถานศึกษา วุฒิการศึกษาที่ได้รับตามลำดับ ความรู้ความสามารถพิเศษ ฯลฯ
- สำเนาเอกสารต่าง ๆ คือ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาวุฒิการศึกษา (ถ้าเป็นไปได้ควรนำต้นฉบับไปด้วย) หนังสือรับรองใบกรณีมีประสบการณ์และสำเนาหนังสืออื่น ๆ ที่คุณควรใช้อ้างอิง
- รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมแว่น ไม่สวมหมวก
2. ขั้นตอนการไปสมัครงาน
- การแต่งกาย ควรแต่งกายให้เรียบร้อย งดเว้นการสวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์และรองเท้าแตะ และทรงผมควรหวีให้เรียบร้อย
- สิ่งของเครื่องใช้ อย่าลืมนำเอกสารที่คุณได้เตรียมไว้ตามข้อที่ 1 และที่สำคัญคืออย่าลืม “ปากกา” เพราะถ้าหากขอยืมปากกาจากผู้รับสมัครงาน อาจถูกมองว่าไม่พร้อมที่จะทำงาน ขาดความตั้งใจ จะเป็นผลเสียกับคุณ
3. ขั้นตอนการเขียนใบสมัคร
3.1 อ่านข้อความในใบสมัครให้ตลอดก่อนที่จะลงมือเขียนข้อความอะไรลงไป พร้อมทั้งศึกษาข้อกำหนดต่างๆ ในใบสมัคร ถ้าไม่เข้าใจให้สอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่รับสมัคร
3.2 ก่อนเขียนใบสมัครให้คิดให้ดีอีกครั้งว่าจะสมัครงานในตำแหน่งอะไร แล้วเลือกหาข้อมูลที่จะแสดงถึงความรู้ความสามารถของคุณจากข้อมูลที่คุณเตรียมไว้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่คุณจะสมัคร
3.3 ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการกรอกใบสมัคร
3.4 ถ้าใบสมัครมีข้อความที่จะต้องให้กรอกมาก และต้องการข้อมูลมากกว่าที่คุณได้เตรียมมา ให้กรอกหรือเรียงข้อความที่คุณต้องการโดยกรอกในกระดาษร่างก่อน โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต
3.5 ลอกข้อความที่เตรียมและเรียบเรียงจนจบ เมื่อเรียบร้อยแล้วแน่ใจว่าไม่มีข้อบกพร่อง แล้วจึงเขียนลงใบสมัครให้ครบทุกช่อง
3.6 ความยาวของข้อความที่กรอกลงไปในใบสมัคร ควรสั้นพอดีกับช่องว่างที่เขากำหนดให้ และได้ใจความสมบูรณ์
3.7 การใช้อักษรย่อ ควรใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็น และต้องเป็นอักษรย่อที่ผู้อื่นอ่านแล้วเข้าใจว่าหมายถึงอะไร
3.8 บางบริษัทอาจให้คุณระบุชื่อบุคคลที่คุณจะอ้างอิงได้เพื่อประโยชน์ของบริษัทของเขาที่จะตรวจสอบอะไรบางอย่าง บุคคลที่คุณอ้างอิงนี้จะมีผลต่อการสมัครงานของคุณมาก ดังนั้นการอ้างอิงถึงใครควรจะคำนึงถึงเรื่องดังนี้
- เป็นบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่ที่น่าเชื่อถือ แต่ไม่ใช่เป็นเพื่อนกัน
- คุณควรมีความสนิทสนมกับบุคคลที่อ้างอิงมากพอสมควร ในขณะเดียวกันผู้ที่อ้างอิงนี้ต้องรู้ถึงความรู้ความสามารถของคุณดี (ข้อสำคัญ เมื่อคุณจะอ้างอิงใครก็ตามคุณควรจะแจ้งให้เขาทราบและอนุญาตก่อน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดหรือไม่รู้กันในภายหลัง)
3.9 ประการสุดท้าย ในใบสมัครของบริษัทจะถามว่าต้องการเงินเดือนเท่าใด ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าคุณจะเรียกเงินเท่าใดจึงจะเหมาะสม ขอแนะนำว่าให้ละไว้โดยการขีด เพราะการระบุเงินเดือนที่คุณต้องการไว้สูงหรือต่ำเกินไปจะไม่เป็นผลดีสำหรับคุณ
3.10 ตรวจทานข้อมูลที่กรอกอีกครั้งว่าถูกต้องสมบูรณ์แล้วหรือยัง เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ให้นำส่งเอกสารต่าง ๆ ที่คุณเตรียมมาพร้อมกับแนบรูปถ่ายของคุณให้เจ้าหน้าที่ที่รับสมัครไว้
3.11 อย่าลืมสอบถามเจ้าหน้าที่ของบริษัทว่าจะให้ทำอะไรต่อไป บางแห่งอาจนัดไปให้ทำแบบสอบถามและสัมภาษณ์ในภายหลัง บางแห่งก็อาจให้ทำแบบทดสอบทันทีและสัมภาษณ์เลย คุณควรสอบถามขั้นตอนจนเป็นที่เข้าใจ
ขอย้ำ : ควรกรอกใบสมัครด้วยลายมือตัวบรรจงเป็นระเบียบเรียบร้อย อย่าให้มีคำผิด และ ควรใช้เวลาพอควร ไม่ควรเกิน 15-20 นาที และ จัดเอกสารประกอบให้พร้อม แนบไปกับใบสมัครให้ครบถ้วนด้วย
ข้อผิดพลาดในการเขียนใบสมัครงาน
เมื่อทราบแล้วว่าบริษัทจะพิจารณาอะไรบ้าง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในปัจจุบันผู้สมัครงานจำนวนมากยังไม่ให้ความสำคัญในการเขียนใบสมัครหรือไม่ปฏิบัติตามข้อแนะนำที่กำหนดไว้ในใบสมัคร ทำให้พลาดโอกาสสูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการสมัครงานไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงขอกล่าวถึงข้อผิดพลาดในการกรอกใบสมัครที่ทำให้ผู้สมัครต้องพลาดโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสัมภาษณ์หรือรับเข้าทำงาน ดังนี้
1. ลายมือของผู้สมัครงาน สามารถบ่งบอกถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวกับผู้สมัครงาน ว่าคนทั่วไปสามารถอ่านออกหรือไม่
2. การกรอกข้อมูล ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจาก
- การกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนตามที่ใบสมัครกำหนด
- การกรอกข้อมูลผิดพลาดจากจุดประสงค์ที่ใบสมัครต้องการทราบ
- การกรอกข้อมูลหรือเขียนข้อความผิด ๆ หรือมีการแก้ไขมาก
ขอย้ำว่า การกรอกข้อมูลในใบสมัครงานไม่ครบถ้วนนั้น นอกจากผู้คัดเลือก จะเกิดทัศนคติที่ไม่ดีกับผู้สมัครแล้ว ยังทำให้ผู้สมัครงาน พลาดโอกาสอีกด้วย กรณีการกรอกข้อมูลผิดพลาดจาก วัตถุประสงค์ของใบสมัคร การผิดพลาดเช่นนี้ เป็นการผิดพลาดที่ทำให้เกิดการสื่อสารผิดเพี้ยน จากเจตนารมณ์ของผู้ต้องการข้อมูลและผู้ให้ข้อมูล บางครั้งก็มองดูเป็นเรื่องตลกไป แต่บางครั้งก็ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สมัครงานได้ แนวทางการแก้ไขเรื่องนี้ก็คือ การกรอกข้อมูลในหัวข้อใด ที่ผู้สมัครงานอ่านแล้วไม่เข้าใจ หรือ ไม่แน่ใจว่า ต้องการให้กรอกข้อความว่าอย่างไร ขอให้ผู้สมัครงานสอบถามเจ้าหน้าที่ทันที อย่ากรอกไปตามความเข้าใจของตนเอง
สุดท้าย หวังว่าสิ่งที่นำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ในวันนี้ จะสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการสมัครงานได้เป็นอย่างดี และ สัปดาห์หน้า ผมจะนำเรื่อง “การเขียนใบสมัครงานเป็นภาษาต่างประเทศ” และ “การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน” รวมทั้งการสร้างภาพและการสร้างกระแส มาเสนอต่อท่าน อย่าลืมติดตามอ่านนะครับ.
ทุกวันอังคารติตามชมและรับฟังรายการ “วันนี้ประเทศไทย” ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมสุวรรณภูมิ และรีรันอีกครั้งวันอาทิตย์ เวลา 20.00 – 21.00 น.“ เจาะลึกประเด็นข่าวและตามติดสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ประชาชนรับทราบ ”
โรจนศักดิ แสง ธ ศิริวิไล
ต้องอ่าน ... เขียนได้ดีมาก นี่คือบทความจากซีอีโอ
ของธนาคารโลก
โพสต์ของ Freddy Neo: ข้อความถึงผู้ประท้วงโง่ ๆ ของฮ่องกง
จากคำปราศรัยของ Steve Bannon Peter Navarro และ John Bolton
ในที่สุดสหรัฐฯและกลุ่มประเทศตะวันตกได้ตื่นขึ้นมาพบความจริงที่ว่า 400 ปีที่พวกเขาครองโลก ยึดดินแดนทุกที่ที่พวกเขาไป ;
เอาเปรียบทรัพยากรในทุกที่ เอาผู้คนท้องถิ่นเป็นทาสนั้น
พวกเขาทำได้ดีมาต่อเนื่อง เริ่มจากโปรตุเกสและสเปนจากนั้นฝรั่งเศสและในที่สุดก็อตซิลล่า - บริแทนนิกา.
จักรวรรดิอังกฤษปกครองโดยสหราชอาณาจักรมานานกว่า 200 ปี
จากนั้นกระบอง(พลังอำนาจ)ก็ถูกส่งต่อไปยังสมาชิกใหม่ที่ทรงพลังกว่าของ Anglosphere - America
ในที่สุดตะวันตกก็เป็นผู้ริเริ่มจุดพลุสงครามโลกครั้งที่2 เหมือนพวกโจรคาวบอยปล้นธนาคาร และยิงกันเองกลางทะเลทรายเมื่อแบ่งปันการปล้นไม่ลงตัว
หลังจากปล้นจนอิ่มหมีพีมัน ก็แยกตัวจัดตั้งองค์กรโลก เริ่มกระบวนโลกาภิวัฒน์ ส่งเสริมการค้าเสรี สร้างประชาธิปไตยก้าวหน้า เพื่อป้องกันการเกิดสงครามโลกครั้งใหม่.
สหรัฐฯสามารถจัดการกับผู้ท้าชิง 3 คนได้ คนแรกเยอรมันนี ตามด้วยญี่ปุ่นและถัดมาคือรัสเซีย
จะว่าไปแล้ว พลังที่สามกลุ่มนั้นไม่อาจต่อกรกับอเมริกาได้เลย เยอรมันนีมีกองทัพที่เกรียงไกร แต่เศรษฐกิจอ่อนแอ
ญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งแต่มีประชากรน้อยกว่า1ใน3ของอเมริกา ส่วนรัสเซียมีฐานะทางเศรษฐกิจเพียง25% ของเมกาเท่านั้น.
แล้วจีน ดาวรุ่งเกิดใหม่ก็ถูกจับตามอง ขณะที่โลกตะวันตกตกอยู่ในยุคสงครามเย็น เกิดลัทธิการก่อการร้าย ตามด้วยเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่
เป็นเวลาถึง30ปี จนทรัมป์และพวกสายเหยี่ยวเริ่มตระหนักการผงาดขึ้นมาของจีนได้ชัดเจนขึ้น ประเทศที่มีขนาดประชากรเป็น4เท่าของอเมริกา 2เท่าของกลุ่มตะวันตกทั้งหมด
ประเทศที่สามารถก๊อปปี้เทคโนโลยีของตะวันตกที่เคยครองโลกมานานถึง4ศตวรรษเกือบทั้งหมดได้
ต้องถล่มเสียตอนนี้เลยหรือไร้โอกาสอีกเลย หากตะวันตกไม่หยุดดาวรุ่งจีนเสียแต่ตอนนี้ก็จะไม่มีโอกาส(เอาชนะจีนได้)อีกแล้ว
ทั้งดีโมแครตและรีพับลิคกันเห็นตรงกันในประเด็นนี้ ดังนั้นสงครามการค้าครั้งนี้จึงไม่ธรรมดา จะไม่มีการค้าขายที่ปกติอีกแล้วนับจากนี้ไป
จะเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่ระหว่างตะวันตกกับจีนและจะคงยืดเยื้อยาวนานไปได้20ถึง30ปีเลยทีเดียว
โลกโกลบอลไลซ์จะหดเล็กลง เกิดประเทศอุตสาหกรรมใหม่ได้ยากเพราะจะเผชิญแรงต่อต้านสูงและรุนแรงขึ้น ที่จะป็นเหมือนอย่างจีนใหม่ยากยิ่งขึ้น
บางคนให้ความเห็นว่าเป็นเพราะการบุกเบิกหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนที่ทำลายพวกขี่อูฐ(กลุ่มปิโตรดอลลาร์) เพราะการบุกเบิกนี้จะกันอเมกริกาจากอภิมหาโครงการณ์
ที่เชื่อมโยงภาคพื้นยูเรเซียจากเอเซียยึดโยงเข้ากับรัสเซียยุโรปและแอฟริกาเข้าด้วยกัน
ทำให้ทวีปอเมริกาถูกแปลกแยกออกต่างหาก จึงสร้างความขุ่นเคืองต่ออเมริกาจนต้องคว้ากระบองออกมานำทัพเดินสายทั่วโลกที่จะล้มแบ่งแยกจีนออกจากกันให้ได้
อมเริกาเป็นอสูรร้ายหรือนักบุญ ? คุณต้องเป็นผู้ตัดสิน พิจารณาเอาเอง เมื่อต้นปี1960ที่เกิดการเคลื่อนไหวของสิทธิพลเมืองขึ้น รัฐธรรมนูญไม่ได้ปกป้องพวกผิวสีและคนผิวดำแต่อย่างใด
ประเทศก่อร่างสร้างตัวด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของพวกทาสเพิ่งจะปลดปล่อยเลิกทาสในปี1865
การก่อสร้างทางรถไฟโดยแรงงานกุลีจากจีนที่ขนมาจากกวางตุ้ง จนเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์
สภาคองเกรสถึงจะยอมผ่านกฏหมายการยกเว้นให้กับชาวจีน (ชื่อกฏหมายอธิบายตัวมันเอง ไม่จำเป็นต้องอธิบายใดๆ)
พวกผิวขาว จากยุโรปที่มาตั้งถิ่นฐานก็เริ่มทำลายล้างชนพื้นเมืองท้องถิ่นอเมริกาดั้งเดิม - อินเดียนแดงไง
ในปี 1830 ปธน.คนที่7 สมัยนายแอนดรู แจ๊กสัน (อดีตทหารจอมโหด) สภาคองเกรสผ่านกฏหมายกำจัดพวกอินเดียนแดง
เหตุเพียงเพราะชาวผิวขาวต้องการพื้นที่เพาะปลูกการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์จึงต้องขับไล่อินเดียนแดงให้ไปอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของมิสซิซซิปปี้
แม้ว่าจะมีการรับรองดินแดนของอินเดียนแดงแล้วก็ตาม
ชนเผ่าจึงลุกขึ้นสู้เพื่อมาตุภูมิ ที่สุดถูกทำลายล้างล้มตายไปเป็นอันมาก 1ในชนเผ่าที่ลุกขึ้นสู้คือเผ่าเชอโรกี้ ถูกฆ่าและจับกวาดต้อนไปอยู่อาณาบริเวณโอกลาโฮม่า
ดินแดนรกร้างว่างเปล่า จึงเหมือนถูกปล่อยเกาะในพื้นที่ไม่คุ้นเคยจนล้มตายจากความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บเป็นจำนวนมาก
แล้วก็เกิดสงครามตะวันออกกลางตามด้วยสงครามในเวียดนาม ธุรกิจถล่มลูกระเบิดกันเป็นว่าเล่น ผู้คนพลเรือนล้มตายกันมากมาย
แล้วมีการใช้สารเคมีสำหรับการฆ่าอย่างโหดร้ายในเวียดนาม ที่รู้จักกันในชื่อ ฝนเหลือง ....น่าเศร้า ผ่านมา44ปีแล้ว ที่ผลของมันยังเป็นที่ประหวั่นพรั่นพรึง
ต่อชาวเวียดนามจนทุกวันนี้.
ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งที่ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงกลับไม่ได้ตระหนักเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น กลับพากัน โบกสะบัดธงและร้องเพลงชาติของตะวันตก
รู้ไว้ด้วยชาวฮ่องกงผู้ประท้วงที่โง่เง่าทั้งหลาย อเมริกาไม่ได้ต้องการพวกคุณเลย พวกเขาเพียงต้องการใช้พวกคุณเป็นเบี้ยให้ทำลายความมั่นคงของจีนเท่านั้น
ตื่นได้แล้ว เจ้าพวกปัญญาอ่อน.....
...........................................
Must read...very well written. This is from an CEO of a world bank.
Freddy Neo's post: Message to the stupid protestors of Hong Kong
Listen to the speeches by Steve Bannon Peter Navarro and John Bolton. The US and the collective west have finally woken up to the fact that for 400 years they had dominated the world; grabbed territories wherever they went; exploited resources; enslaved people; they had a good run. First the Portuguese and the Spanish, then the French and finally the Godzilla - Britannica.
The British Empire ruled by Britain for more than 200 years; then the baton was passed on to a new more powerful member of the Anglo sphere - America. The West finally imploded in WW 2 like cowboy bank robbers retreating to the desert and shooting at one another when they failed to agree on sharing the loot.
Then the Collective West came to their senses and decided enough is enough. They decolonized; set up global institutions; embarked on globalization; promoted free trade; advanced democracy; to prevent another world war.
The US managed to bring down 3 challengers; first Germany, Japan, then the Soviet Union. But these 3 powers were not on par with the US. Germany had a powerful military but a weak economy. Japan had a powerful economy but it has only less than one third the population of the US. The Soviet Union has an economy about 25% of the US.
Then came the rise of China under the radar. While the west were distracted first by the Cold War, then the war on terrorism, then the Great Recession. For 30 years, Trump and his hawks finally saw China for what it is, a country with 4 times the US population and twice the population of the Collective West. A country that had copied most of the western technologies that had enabled the west to subjugate the world for 4 centuries.
To Bannon its now or never. If the west does not stop China's rise now, there will be no other time. Both the Democrats and the Republicans share this same view. So this is NOT a simple trade war. It won't be business as usual henceforth. It will be a new cold war between the West and China, that will persist for the next 20-30 years.
Globalization will be scaled back. Newly industrializing countries will face severe headwinds. It's very difficult to become another China. Some said it was China's belt and road initiative that broke the camel's back. This initiative seeks to exclude the US from the grand project linking the Eurasian land mass and will include Russia and Africa.
The American continent separated by the Atlantic Ocean is excluded. This riled the US and caused it to turn on China with Bannon as the chief ideologue who went on a world mission to demonise China.
Is US a malevolent power or benevolent power? You be the judge. Until the Civil Rights movement in the early 1960 s, the Constitution did not protect the coloured races and black Americans. The country was built on slave labor until their emancipation in 1865. The railroad was built by Chinese coolie labor from Guangdong. When it was completed, Congress promptly passed the Chinese Exclusion Act (name speaks for itself, no explanation needed).
And the white Europeans settlers committed wholesale genocide of the native Americans (Red Indians). In 1830 , at the behest of the 7 th President, Andrew Jackson (ex soldier and scoundrel) Congress passed the Indian Removal Act. The white Europeans wanted the rich farming land and the Act said all Indians must be relocated to the west of the Mississippi, inspite of treaties guaranteeing the IndIans reservation lands.
Those tribes that resisted were forcibly removed or killed. One of the tribes that resisted was the Cherokees. Many were killed, the rest were packed off to the Oklahoma territory, then empty waste land. Many resettled Indians died of starvation and diseases in areas where the land and climate were unfamiliar to them.
And then we have the Middle East and Vietnam where atrocities were committed. Whole sale bombing. Civilian deaths were brushed aside as collateral damage. My God, what a callous dismissal. Then we have the use of agent orange in Vietnam. Until today, 44 years after the Vietnam war, its effects are still be felt by the Vietnamese.
Amazing that these protestors in Hong Kong are waving the old glory and singing the star spangled banner. Face it stupid Honks, the Americans don’t want you. They are using you as a pawn to destabilise China. Wake up, morons!
การนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้การบริหารจัดการองค์กรและธุรกิจ
สวัสดีผู้อ่านวันนี้ผมขอนำบทความวิชาการที่ผมได้นำเสนอ คณะบริหาร มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันพฤหัสที่ 27 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้การบริหารจัดการองค์กรและธุรกิจ นวัตกรรม เป็นสิ่งที่มีบทบาทและความสำคัญอย่างมากในการสร้างศักยภาพการแข่งขันทางการค้าทั้งในระดับธุรกิจ และระดับประเทศ ทั้งนี้เพราะความได้เปรียบในเชิงประสิทธิภาพของการดำเนินงานไม่ใช่สิ่งที่กระทำได้ยากอีกต่อไป และยังกลายเป็นข้อกำหนดพื้นฐานของการประกอบธุรกิจไปแล้ว นวัตกรรมถือว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญของการเป็นผู้ประกอบการสำหรับการสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันโอกาสทางการตลาดและความสำเร็จให้แก่ธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสในการสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ การบริการใหม่ๆที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และความรู้อย่างเข้มข้น กลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและยังสามารถที่จะสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันได้เป็นอย่างดี ด้วยการสร้างความแตกต่างด้านบริการที่ทำให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าได้รับความพึงพอใจอันเกิดจากความสุขทางอารมณ์และความคิด มากกว่าที่จะคำนึงถึงเฉพาะราคาหรือต้นทุนที่เกิดขึ้น เมื่อนวัตกรรมถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน
ของผู้ประกอบการในขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็เป็นกลไกสำคัญในการสร้างนวัตกรรม
ดังนั้นในประเทศที่มีความก้าวหน้าและเพียบพร้อมไปด้วยนวัตกรรมจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการจากการใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานตลอดจนพัฒนาการดำเนินงานของผู้ประกอบการให้มีความสามารถ อย่างไรก็ตามคุณลักษณะของผู้ที่จะสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ต้องมีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่นในการสร้างธุรกิจ มีความกล้าที่จะเสี่ยง มีความรู้และความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ มีความเป็นผู้นำ มีเครือข่ายความร่วมมือ รัฐบาลไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างกรอบทิศทางและผลักดันให้เกิดพัฒนาการนวัตกรรมสู่รูปแบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นด้วยการสร้างโอกาสเพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและเข้าถึงธุรกิจได้อย่างทั่วถึงอาทิ วีดีโอ โซเชียลมีเดีย อีคอมเมิร์ซ และบริการทางการเงินในรูปแบบต่างๆการใช้ระบบเงินมือถือหรือ mobile money ดังนั้นรัฐบาลไทยเดินหน้าตามแผนพัฒนาสังคมนวัตกรรมมีการกำหนดนโยบาย และการวางระเบียบข้อบังคับต่างๆ และส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบดิจิทัลที่จะช่วยเอื้อประโยชน์ต่อผู้คนและธุรกิจของประเทศตลอดไปในอีกหลายปีข้างหน้า นอกจากนี้ ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ อดีตรองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ( Published 2 years ago on 03/12/2016) กล่าวว่าคนไทยกำลังจะพบกับการเปลี่ยนแปลงเรากำลังก้าวเข้าสู่ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างมาก ที่มาจากความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่กำลังจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ เกิดจากการเชื่อมโยงกันระหว่างนวัตกรรมเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง , Big Data Analytics และ AI โดยมี 5G เป็นตัวเชื่อมและประสานสอดคล้องเทคโนโลยีต่างๆเหล่านั้นจะเข้ามาเป็นผู้เปลี่ยนเกมทั้งในชีวิตประจำวัน ,ภาคธุรกิจ ,อุตสาหกรรม และสังคม วงการอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเอื้อประโยชน์ต่อผู้คนและธุรกิจของประเทศตลอดไปในอีกหลายปีข้างหน้า
จากข้อมูลวิจัยของต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ธีรยุส วัฒนาศุภโชค ( 2548) สรุปไว้ว่า ปัจจัยสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมในองค์กรชั้นนำทางด้านนวัตกรรมของโลก อย่างเช่น P&G Sony FedEx General Electric หรือ Dell มี 4 ข้อ คือ
( 1) นวัตกรรมต้องถูกผลักดันมาจากผู้บริหารระดับสูง โดยของบริษัทชั้นนำเกือบทั้งหมดกล่าวว่า วิสัยทัศน์ทางด้านนวัตกรรมของตนถูกมุ่งเน้นอย่างเด่นชัดมาก และมีการผลักดันทุกๆจุดในกิจการในการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
( 2) บริษัทชั้นนำด้านนวัตกรรมนั้นจะมีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน สื่อสารแนวทางเป้าหมายนวัตกรรมสู่พนักงานทั้งหมด รวมถึงมีการยอมรับที่จะทุ่มเททรัพยากรไปยังการทำวิจัยและพัฒนาในด้านดังกล่าว เช่น Sumsung Electronics มีการกำหนดกลยุทธ์อย่างชัดเจนว่าจะมีการมุ่งเน้นนวัตกรรมไปที่การออกแบบ ดังนั้นสินค้ารุ่นใหม่ๆ จะมีการพัฒนาอย่างเด่นชัดทางด้านรูปลักษณ์และการดีไซน์ที่โดดเด่นล้ำสมัย
( 3) บริษัทชั้นนำต้องมีทัศนคติที่มองการลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนระยะยาว เนื่องจากบ่อยครั้งที่การวิจัยพัฒนาเป็นการลงทุนที่ไม่ได้สร้างผลตอบแทนในระยะสั้นทันทีทันใด มักจะต้องมีผลจากการพัฒนาพร้อมอยู่ในกิจการเพื่อรอคอยการพัฒนาให้เป็นสินค้า/บริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอด้วย ดังนั้นจำนวนสิทธิบัตรที่บริษัทคิดค้นขึ้นมาและจดทะเบียนเป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา มีการพัฒนาขึ้นมา แล้วสามารถนำไปสู่ความสำเร็จทางการตลาด สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมาย
( 4) การกระตุ้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมในกิจการก็คือ การสนับสนุน และสร้างแรงจูงใจให้กับบุคลากรในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นโดยการเชื่อมโยงระหว่างความสำเร็จของการพัฒนาสินค้าและบริการดังกล่าวกับผลตอบแทนที่บุคลากรจะได้รับโดยตรง ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของโบนัส เงินรางวัลที่คิดจากเปอร์เซ็นต์ของยอดขายสินค้าใหม่ที่ทำได้ อีกทั้งยังควรต้องให้การสนับสนุนกับบุคลากรโดยการที่ไม่มีการลงโทษหรือเอาผิดใดๆกับผู้ที่พยายามพัฒนานวัตกรรมแล้วเกิดความล้มเหลวไม่สามารถสร้างยอดขายให้กับกิจการได้
ธีรกิติ นวรัตน ณ อยุธยา ( 2552) กล่าวว่า การนำนวัตกรรมมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จแล้ว นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่า นวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจกล่าวคือ การสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวที่เกิดจากการลดราคาเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับ ดรักเกอร์ , ปีเตอร์ เอฟ. ( 2551) กล่าวว่า การสร้างนวัตกรรมถือเป็นหน้าที่หลักของผู้บริหารไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันหรือธุรกิจใหม่ที่เริ่มต้นด้วยคนคนเดียว เนื่องจากเป็นวิธีที่ผู้บริหารใช้สร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเกิดความมั่นคง และเป็นการเพิ่มศักยภาพใหม่ให้กับธุรกิจด้วย โดยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้นำองค์กรภาคธุรกิจไทย 100 ท่าน ในปี 2554 พบว่า การสร้างนวัตกรรมธุรกิจ เป็นแนวโน้มอันดับหนึ่งที่ผู้นำองค์กรลงความเห็นให้ความสำคัญสูงสุดถึงร้อยละ 80 (นวัตกรรม เทรนด์มาแรง , 255) นอกจากนี้นวัตกรรมที่ทรงคุณค่าจริงๆนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยผู้ใช้บริการดังกล่าวต้องให้ความสำคัญกับสิ่งใหม่ที่พัฒนาขึ้นดังกล่าวอย่างมากอีกด้วยจึงจะสามารถพัฒนาขึ้นเป็น “นวัตกรรมแห่งคุณค่า ( Value Innovation)” ขึ้นมาได้แนวคิดการสร้างคุณค่าเป็นแนวคิดทางการตลาดสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าหรือการขับเคลื่อนการตลาดด้วยคุณค่า ( Value Driven Marketing) ให้กับผู้ใช้บริการและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนักการตลาดจะต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้บริการอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ความคิด จิตใจและวิญญาณ แทนที่การตอบสนองความต้องการในแบบเดิม และจะต้องแสวงหาความต้องการเชิงลึกที่แท้จริงของผู้ใช้บริการเพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นวิสัยทัศน์ พันธ์กิจและค่านิยมและดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืน ( Kotler et al.2010) ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะสามารถค้นพบความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการแล้วสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ ตลอดจนส่งมอบให้กับผู้ใช้บริการได้เหนือกว่าคู่แข่งขัน ( Grewal& Levy, 2010)
ประเภทของนวัตกรรม ( Type of Innovation)
Trott ( 2005) ได้สรุปประเภทของนวัตกรรมไว้ 7 ประเภทดังนี้
( 1 ) นวัตกรรมด้านสินค้า ( Product Innovation) คือ การพัฒนาสินค้าใหม่และการปรับปรุงสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำให้สินค้ามีคุณสมบัติที่ดีขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น
( 2) นวัตกรรมด้านกระบวนการ ( Process Innovation) คือ การพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานรูปแบบใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น เป็นกระบวนการใหม่ที่ทำให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น และยังสามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
( 3) นวัตกรรมที่เกี่ยวกับองค์กร ( Organizational Innovation) คือ การปรับโครงสร้างองค์กรใหม่และกระบวนการปฏิบัติงานใหม่ เช่น การปรับเปลี่ยนแผนกการปฏิบัติงานใหม่ การปรับเปลี่ยนระบบการสื่อสารภายในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ และการปรับเปลี่ยนกระบวนการการปฏิบัติงานด้านบัญชี นวัตกรรมที่เกี่ยวกับองค์กรทำให้องค์กรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ( Stakeholders) เกิดความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น
( 4) นวัตกรรมด้านการจัดการ ( Management Innovation) คือ การสร้างสรรค์แนวทางการจัดการรูปแบบใหม่ให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้ดีขึ้น เช่น การนำการจัดการควบคุมคุณภาพรวม ( Total Quality Management) มาใช้ในการควบคุมคุณภาพการปฏิบัติงาน
( 5) นวัตกรรมด้านการผลิต ( Production Innovation) คือ การสร้างสรรค์ระบบการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและต้นทุนต่ำ เช่น Quality Circles, Just in Time
( 6) นวัตกรรมด้านการตลาดและการพาณิชย์ ( Marketing/ Commercial Innovation) คือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทางการตลาด เช่น ข้อตกลงทางการเงินรูปแบบใหม่ วิธีการขายรูปแบบใหม่ เป็นการขายโดยไม่ผ่านคนกลาง และการพาณิชย์เชิงอิเล็กทรอนิคส์ ( e- Commerce)
( 7) นวัตกรรมด้านบริการ ( Service Innovation) เป็นการสร้างสรรค์บริการรูปแบบใหม่ๆ เช่น การให้บริการทางการเงินโดยใช้เทคโนโลยีสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งธนาคารได้นำมาใช้ เรียกว่า e- Banking
Tidd & Bessant ( 2009) กล่าวว่า ถ้าหากว่านวัตกรรมเป็นกระบวนการ นวัตกรรมก็ควรจะมีผลผลิตของกระบวนการในวิถีทางที่ว่ามีโอกาสประเภทใดอยู่บ้างเพื่อที่จะสร้างบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่าง และคว้าเอาคุณค่าจากความคิดนั้นๆมาสู่โลก ซึ่งโดยแก่นแท้แล้วนวัตกรรมเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ( Change) ซึ่งมี 4 มิติ ( Dimension) หรือกรอบแนวคิด ( Framework) ช่องว่างระหว่างแต่ละมิติของนวัตกรรม ( Innovation Space) แสดงถึงระดับของการเปลี่ยนแปลง 2 ระดับ คือ
1) การเพิ่มขึ้นของสิ่งที่แตกต่างและดีขึ้นกว่าเดิมแบบค่อยเป็นค่อยไป ( Incremental – do what we do better) และ 2) การเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน ( Radical) โดยสามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้
1) นวัตกรรมด้านสินค้า ( Product Innovation) คือ การเปลี่ยนแปลงของสินค้าหรือบริการที่องค์กรจะนำเสนอ
2) นวัตกรรมด้านกระบวนการผลิตหรือการดำเนินงาน ( Process Innovation) คือ การเปลี่ยนแปลงวิธีการขององค์กรในการสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการ พร้อมทั้งการส่งมอบ
3) นวัตกรรมด้านการวางตำแหน่งของสินค้า ( Position Innovation) คือ การเปลี่ยนแปลงการนำเสนอของสินค้าหรือบริการ ซึ่งเป็นการแนะนำในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างไปจากเดิม
4) นวัตกรรมด้านกระบวนทัศน์ ( Paradigm Innovation) คือ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรหรือรูปแบบแนวคิดขั้นพื้นฐานขององค์กรในการปฏิบัติงาน ( Mental Model)
Doyle& Bridgewater ( 2000) ได้แบ่งกลยุทธ์นวัตกรรมออกเป็น 4 ประเภท คือ นวัตกรรมที่เกิดจากฝ่ายการตลาดของกิจการ นวัตกรรมที่เกิดจากการครอบครองกิจการ นวัตกรรมที่เกิดจากการประดิษฐ์สิ่งใหม่ และนวัตกรรมที่เน้นตลาดเป็นหลัก ซึ่งมีรูปแบบจุดอ่อน/จุดเด่นดังนี้
รูปแบบจุดอ่อน/จุดเด่นนวัตกรรม
1. นวัตกรรมที่เกิดจากฝ่ายการตลาดของกิจการ ( Marketing Department- led Innovation) ฝ่ายการตลาด “ผูกขาด” บทบาทในการสร้างนวัตกรรมเพียงฝ่ายเดียวในบริษัท ทำให้ไม่ได้รับความคิดสร้างสรรค์ที่ดีจากฝ่ายอื่นๆ ในกิจการ
2. นวัตกรรมที่เกิดจากการครอบครองกิจการ ( Acquisition- led Innovation) ความพยายามในการสร้างนวัตกรรมด้วยวิธีนี้ส่วนใหญ่มักจะล้มเหลว เนื่องจากปัญหาด้านความแตกต่างในวัฒนธรรมองค์กรของทั้งสองกิจการ
3. นวัตกรรมที่เกิดจากการประดิษฐ์ใหม่ ( Invention- led Innovation) คู่แข่งสามารถลอกเลียนแบบได้ จึงไม่สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน
4. นวัตกรรมที่เน้นตลาดเป็นหลัก ( Market- led Innovation) เป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด เนื่องจากถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการเน้นความสำคัญของตลาดเป็นหลักเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ให้คุณค่ากับทั้งลูกค้าและบุคลากรของกิจการอีกด้วย
กล่าวโดยสรุปกลยุทธ์นวัตกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ นวัตกรรมด้านสินค้าคือการเปลี่ยนแปลงของสินค้าหรือบริการ , นวัตกรรมด้านกระบวนการผลิตหรือการดำเนินงาน คือการเปลี่ยนแปลงวิธีการขององค์กรในการสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการ พร้อมทั้งการส่งมอบ , นวัตกรรมด้านการวางตำแหน่งของสินค้า คือ การเปลี่ยนแปลงการนำเสนอของสินค้าหรือบริการซึ่งเป็นการแนะนำในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างไปจากเดิมและนวัตกรรมด้านกระบวนทัศน์ คือ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรขั้นพื้นฐานขององค์กรในการปฏิบัติงาน ดังนั้นจากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดผู้เขียนหวังว่าการนำเสนอบทความนวัตกรรมมาใช้ทางธุรกิจช่วยผู้ประกอบธุรกิจในการสร้างความเจริญเติบโตและผลกำไรทางธุรกิจ มุ่งหาความต้องการสร้างตลาดใหม่ที่มีความสอดคล้องกับแนวคิดการสร้างคุณค่าทางการตลาด เพื่อให้องค์กรประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ และจะทำให้ภาพการดำรงชีวิตของผู้คน สังคม เมืองต่างๆจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตที่ทันสมัยยุคใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่ปีข้างหน้า สุดท้ายนี้ท่านสามารถอ่านได้ที่ https://thailandtoday2020.blogspot.com/
ดร.โรจนศักดิ แสงธศิริวิไล
สถาบันสยามพัฒนาธุรกิจ ( Siam Business Development Institute)
ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือให้อยู่รอดจากวิกฤต “โคโรน่าไวรัส หรือ โควิก 19 ”
นับเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทย จากวิกฤต “โคโรน่าไวรัส หรือ โควิก 19” แม้ว่าการแพร่ระบาดจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับดีจนเป็นที่น่าพอใจ แต่ผลกระทบที่ได้รับจากวิกฤติโควิด- 19 ครั้งนี้ ยังไม่ทราบว่าจะจบลงในเร็ววัน การบริหารราชการโดยรัฐบาลอาจจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมีพิเศษบางอย่างเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูประเทศให้ก้าวต่อไปหลังผ่านพ้นวิกฤตนี้ และหาโอกาสในการสร้างบทบาทจากจุดแข็งของประเทศ รัฐบาลไทยจึงควรที่จะปรับแผนและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับ SMEs ซึ่งมีกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ และมีการจ้างแรงงานประมาณ 14 ล้านคน ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการอยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจการเกษตร มี ความต้องการรับความช่วยเหลือคือเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการตลาด (ประมาณ ร้อยละ 90 ของ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารได้)
วันนี้ผู้เขียนจึงขอนำข้อเสนอเรื่องผู้ประกอบการธุรกิจ SME ร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือให้อยู่รอดจากวิกฤต “โคโรน่าไวรัส หรือ โควิก 19” โดยเสนอมาจากสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ที่ผมเป็นที่ปรึกษา และที่ประชุมเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) จัดประชุมคณะกรรมการบริหารและที่ปรึกษาผ่านระบบ VDO Conference ตามนโยบาย Social Distancing สรุปผลสำรวจ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด- 19 พร้อมยื่นข้อเสนอไปถึงรัฐบาลในระยะสั้นและหลังจากวิกฤต ( Post Covid-19) ดังนี้
(1) เสนอให้รัฐให้ความช่วยเหลือสถานประกอบการ SMEs ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ด้วยการจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง 75% เป็นเวลา 3 เดือน ตามฐานข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อพยุงกิจการของผู้ประกอบการ SMEs และจ่ายเงินช่วยผู้ประกอบการในอัตรา 25% ของเงินที่บริษัทได้ชำระผ่านระบบประกันสังคม (ที่ไม่ใช่เงินกู้)
(2) เสนอให้ธนาคารผ่อนปรนเงื่อนไขในการพิจารณาให้สินเชื่อ โดยพิจารณาจากประวัติการกู้ยืมเงินเดิมของลูกค้าธนาคาร แล้วพิจารณาให้วงเงินเพิ่มเติมโดยไม่ต้องยื่นเรื่องใหม่ จากอัตราส่วนเงินกู้เดิมที่ชำระแล้ว
(3) เสนอให้รัฐใช้กลไกงบประมาณจังหวัดผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดในการให้เงินช่วยเหลือฟื้นฟูเศรษฐกิจของ SMEs ซึ่งส่วนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารได้
(4) เสนอให้เลื่อนการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ( Work Permit) ออกไป 6 เดือน โดยอัตโนมัติ สำหรับแรงงานฝีมือต่างชาติและแรงงานไร้ฝีมือ ที่ไม่สามารถกลับไปต่ออายุได้ตามระยะเวลาเนื่องจากสถานการณ์โควิด- 19
(5) เสนอให้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบนำค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤต 6 เดือน เช่น ค่าเช่าสำนักงาน ไปลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล (มาตรการลดหย่อนด้านภาษี)
(6) เสนอให้รัฐเน้นให้การช่วยเหลือ SMEs ด้านธุรกิจการเกษตรและอุปโภคบริโภค (สินค้าปัจจัยสี่) เพื่อให้รักษาและเพิ่มศักยภาพในการผลิตอาหารของโลก (หลังโควิด- 19) ทั้งกลุ่มปกติและกลุ่มเฉพาะ เช่น ฮาลาล โคเชอร์ เป็นต้น
เช่นเดียวกับบทความ ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง อดีตคณบดี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในหัวข้อ “ประเทศไทยกำลังจะบูมหลังโควิด โดยนำเสนอรัฐบาลเพื่อให้เตรียมความพร้อมในการรองรับและควรมีระบบการบริหารจัดการในการสร้างเมืองเซฟโซน เมืองปลอดภัย เมืองไร้โรค เมืองใหม่ๆ กระจายตัวอยู่ในประเทศทุกจังหวัด มีการสนับสนุนให้เกิดการยกร่างกฎหมายใหม่ๆ ที่ให้โควตา คนเก่งและมีงบประมาณ ในการร่วมพัฒนาประเทศ มีข้อเสนอดังนี้ ( 1) ควรมีการนำเสนอภาพลักษณ์เชิงความน่าลงทุนและศักยภาพที่ดีสู่สายตาชาวโลก , (2) ควรส่งเสริมระบบเอสเอ็มอีไทยให้เข้มแข็งด้วยนวัตกรรม
ใหม่ๆ ปัญญาประดิษฐ์ , (3) ส่งเสริมให้ธุรกิจเล็กๆรากหญ้าเข้าสู่ระบบการจัดการเพื่อประกันความเสี่ยงเมื่อเกิดสภาวะวิกฤติสามารถมีระบบจ่ายเงินชดเชยได้ทุกคน , (4) ส่งเสริมให้เกิดการออมของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงระยะยาวให้มากที่สุด , (5) ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่แรงงานเสถียร ระบบแรงงานสำนักงานที่มีระบบประกันสังคม , (6) ส่งเสริมให้เกิดการสร้างพลังกับนายจ้างคุณภาพ ที่มีระบบให้เกิดความมั่นคง มีรากฐานดีทั้งระบบ , (7) รัฐบาลควรมีกลไกส่งเสริมให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่งทั้งระบบ และ( 7) ส่งเสริมให้คนในชนบท มีบ้านที่น่าอยู่ มีวงจรอาหารและการดำรงชีพที่แม้มีวิกฤติก็ไม่เดือดร้อน มีระบบพึ่งพาตัวเอง เช่น มีบ่อเลี้ยงปลา การเพาะพันธ์อาหาร ปลูกพืช ปลูกยาสมุนไพร ระบบการจัดการพลังงานพื้นฐาน และการอยู่อาศัยที่ไม่ต้องใช้เงินตราเป็นหลัก ก็สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข ผู้เขียนหวังว่าการนำข้อเสนอของสภา SME และบทความผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง อดีตคณบดี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มานำเสนอให้ผู้อ่านได้ทิศทางในการทำธุรกิจ และในการนี้หวังว่าประชาชนชาวไทยทุกคนจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
ดร.โรจนศักดิ แสงธศิริวิไล
นโยบายรัฐบาลแดนมังกร ของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านวันนี้ผมขอเขียนถึงประเทศจีน เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลแดนมังกร นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน "สี จิ้นผิง" เจ้าชายแดง-เดอะ เรด ปรินซ์ ! มือสะอาด ความเป็นผู้นำและความแข็งแกร่งเป็นยอด เรามาดูผลงานหลังจากเข้ามาบริหารประเทศ ท่านได้ประกาศผลงาน 5 ปี และเป้าหมายปี 2563-2593 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยในปี 2559 GDP ของจีนอยู่ที่ 74.4127 ล้านล้านหยวน คิดเป็นร้อยละ 14.8 ของเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจจีนโตเป็นอันดับที่ 2 ของโลก
นอกจากนี้จีนยังวางเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผลักดันการปฏิรูปด้านซัพพลาย (supply side reform) โดยเน้นอุตสาหกรรมการผลิตและธุรกิจการให้บริการที่ทันสมัย รวมถึงขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เช่น internet+, big data รวมทั้ง artificial intelligence และ sharing economy อีกทั้งจีนยังเน้นการเสริมสร้างยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี คุณภาพสินค้า การบินอวกาศ อินเทอร์เน็ต การคมนาคม digital China และ smart city และเร่งฟื้นฟูชนบทเพื่อแก้ไขปัญหาในภาคเกษตรกรรม โดยยังคงเน้นการเปิดประเทศ ภายใต้นโยบาย One Belt One Road หรือเส้นทางสายไหมใหม่เพื่อเชื่อมโยงจีนกับ 3 ทวีป คือ เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา หรือกว่า 65 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมจำนวนประชากรราว 4,500 ล้านคน โดยคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาจีดีพีรวมกันสูงถึง 23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หลังการประกาศนโยบาย One Belt One Road เพียง 4 ปี ก็สามารถทำให้การค้าการลงทุนในแถบเส้นทางสายไหมมีการพัฒนามากขึ้น ตัวเลขของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยระบุว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนในประเทศในแถบเส้นทางสายไหมแล้วกว่า 20 ประเทศ สัดส่วนการลงทุนในภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 20 ในปีที่แล้ว ขณะที่ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชียหรือ AIIB ได้อนุมัติเงินทุนไปแล้ว 21 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 3,490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แน่นอนว่าประเทศไทยของเราจะได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์ของประเทศจีน ทั้งภาครัฐและเอกชน สำหรับภาครัฐ ไทย และจีนได้ตกลงเป็นแนวร่วมในการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ โครงข่ายรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ สนามบิน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ลดต้นทุนการขนส่ง ช่วยสร้างโอกาสทางการค้า รวมถึงการจัดตั้งโครงการ ‘ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ’ หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศจีน โดยจะเป็นเครือข่ายด้านซัพพลายเชนของภูมิภาค อำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจการค้าทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจีนจะใช้เป็นเส้นทางเข้ามายังประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่เรียกว่า CLMVT ( กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย)
สำหรับภาคเอกชนทั้งไทยและจีน ทั้งสองฝ่ายได้ให้ความสำคัญในการร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจของธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ ยิ่งถือเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทย เพราะขณะนี้กลุ่มทุนจีนได้เข้ามาลงทุนในตลาดค้าปลีก และอีคอมเมิร์ซในไทยจำนวนมากขึ้น และหากผู้ประกอบการสามารถผลักดันตัวเองให้เข้าไปเชื่อมโยงกับนโยบายและยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้ ก็ยิ่งทำให้สามารถขยายฐานการตลาดได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ไม่ได้เปิดโอกาสในการทำการค้ากับจีนเท่านั้น แต่เรายังสามารถเปิดตลาดการค้ากับประเทศที่อยู่ตามแนวเส้นทางดังกล่าวนี้ได้อีกด้วย
นอกจากนี้เรามาดูเรื่องจีนกับการออกนโยบายการตอบโต้ต่อการกระทำของสหรัฐฯ ในการประกาศรายชื่อสินค้าของจีนที่จะต้องถูกเรียกเก็บภาษี ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
1. สำนักข่าวซินหวารายงานว่า โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนได้ประกาศแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 61 หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศรายชื่อสินค้าที่จะเรียกเก็บภาษี 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีท่าทีจะลุกลามไปถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจีนเห็นว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่สร้างแรงกดดันและข่มขู่ ถือเป็นการฝ่าฝืนความเข้าใจร่วมกัน ที่ได้พูดคุยและตกลงกันหลายครั้งระหว่างทั้งสองฝ่าย ทำให้จีนรู้สึกผิดหวัง ในการที่สหรัฐฯ ขาดหลักการและเหตุผล ดังนั้น จีนจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้อย่างแข็งกร้าว
2. เหตุผลที่จีนเห็นว่า จำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อท่าทีของสหรัฐฯ
2.1 สหรัฐฯ เป็นผู้เริ่มให้เกิดการต่อสู้ด้านการค้า ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ตลาด ไม่สอดคล้องกับกระแสพัฒนาของโลกในปัจจุบัน ทำลายผลประโยชน์ของประชาชนและวิสาหกิจของทั้งสองประเทศ ทำลายผลประโยชน์ของประชาชนทั่วโลก
2.2 การตอบโต้ของจีนไม่เพียงแต่เพื่อรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศจีนเท่านั้น หากยังเพื่อรักษาและปกป้องระบบการค้าเสรี รักษาและปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของมนุษยชาติอีกด้วย ไม่ว่าบรรยากาศภายนอกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จีนจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ ยืนหยัดการถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยืนหยัดผลักการปฏิรูปและเปิดประเทศสู่ภายนอก ผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยคุณภาพ เร่งการพัฒนาระบบเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน
3. มาตรการตอบโต้ของจีน
3.1เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.61จีนได้ออกมาตอบโต้โดยการประกาศมาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้า (import tariff) จากสหรัฐฯ ในมูลค่าและอัตราเดียวกันกับที่สหรัฐฯ เรียกเก็บที่ 25 % และจะเริ่มบังคับใช้ในวันเดียวกันกับที่สหรัฐฯ คือวันที่ 6 ก.ค. 61 โดยระยะแรกจะเก็บภาษีจากจีน มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 545 รายการ และในระยะที่สองจะมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าขึ้นภาษีต่ออีก เป็นมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกจำนวน 114 รายการ รวมจำนวนสินค้าทั้งสิ้น 659 รายการ ที่มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
3.2 สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หมวดสำคัญที่จะถูกเก็บภาษีจากจีนในชุดแรก ได้แก่ หมวดสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเหลือง ธัญพืช เนื้อวัว เนื้อหมู อาหารทะเล และหมวดยานยนต์ เช่น รถยนต์ออฟโรด (off-road vehicle) รถไฟฟ้า ( electric vehicle) เป็นต้น สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในระยะที่สอง ที่จีนวางแผนขึ้นภาษีจะเน้นที่หมวดพลังงาน เช่น ถ่านหิน น้ำมันดิบ แก๊สโซลีน เป็นต้น
4. ข้อสังเกตเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
4.1 ผลจากการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจีน โดยเฉพาะกรณีที่เป็นสินค้าซึ่งสหรัฐฯ ไม่สามารถหาตลาดนำเข้าใหม่ทดแทนการนำเข้าสินค้าจากจีนได้ทันทีหรือเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มจากการเปลี่ยนรูปแบบการนำเข้าและการผลิต (supplier and production network) ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจและสภาวะการจับจ่ายและกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ กรณีที่ราคาสินค้าถูกปรับเพิ่ม ซึ่งอาจบั่นทอนการบริโภคภาคครัวเรือนของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป
4.2 เศรษฐกิจจีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตโดยเน้นการบริโภคจากภายใน หากภาวะสงครามการค้าทำให้สินค้านำเข้าหลายๆ อย่างมีราคาแพงขึ้นและจีนไม่สามารถหาสินค้าทดแทนได้ทันที ย่อมส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและผู้บริโภคจีนได้เช่นเดียวกับในสหรัฐฯ
บทสรุป ภาวะความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของทั้งจีนและสหรัฐฯ จะถูกบั่นทอนศักยภาพลงจากเรื่องการค้า อันจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตของการค้าโลก ซึ่งหากสงครามการค้ารุนแรงขึ้นและหากเป็นระยะเวลานานจนมีผลต่อต้นทุนการผลิต ก็อาจทำให้ผู้ผลิตต้องปรับเปลี่ยนแผนการผลิตหรือนำเข้า โดยอาจผลิตในประเทศมากขึ้นและทำให้มูลค่าการค้าสินค้าขั้นกลางของโลกลดลง แต่สำหรับประเทศไทย ได้มีการวิเคราะห์กันว่าจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ว่าไทยจะอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และจีนในสินค้าหลายรายการก็ตาม เนื่องจากสินค้าที่จะได้รับผลกระทบก็ยังมีสัดส่วนมูลค่าน้อยเมื่อเทียบกับการส่งออกโดยรวมทั้งหมดของไทย โดยเฉพาะความเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมที่อยู่ในนโยบาย Made in China 2025 ซึ่งเน้นไปที่สินค้าไฮเทค นอกจากนี้ ผู้ส่งออกไทยก็ยังมีการกระจายสินค้าไปยังตลาดส่งออกอื่นๆ
สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบคุณ พันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล KU. 40 และท่านสามารถอ่านได้ที่ www.dr.rojanasak.com และพบกันใหม่ครับโชคดีทุกท่าน
ดร.โรจนศักดิ แสงธศิริวิไล
สถาบันสยามพัฒนาธุรกิจ
ขอไว้อาลัยการจากไปท่านวิชัย ศรีวัฒนประภา และอนาคตอาณาจักรมูลค่านับแสนล้าน “ เครือคิงเพาเวอร์ ”
ผมขอเขียนประวัติ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา หรือ เจ้าสัววิชัย เกิดวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2501 เป็นบุตรของนายวิวัฒน์ รักศรีอักษร (ชื่อเดิม: ซื้อ หลี่เม้ง) กับนางประภาศร รักศรีอักษร แต่เดิม เจ้าสัววิชัย นามสกุล "รักศรีอักษร" ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสกุล “ ศรีวัฒนประภา ” ให้เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 55 เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วงศ์ตระกูล ทั้งนี้ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาวูดลอว์น สหรัฐอเมริกา และศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ททอร์ป สหรัฐอเมริกา ด้านชีวิตครอบครัว นายวิชัยสมรสกับนางเอมอร มีบุตรทั้งหมด 4 คน นางสาววรมาศ ศรีวัฒนประภา , นายอภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา , นางสาวอรุณรุ่ง ศรีวัฒนประภา และ นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นรองประธานสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ และมีส่วนช่วยในการบริหารทีมฟุตบอลจนก้าวสู่ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อปี 2015 – 2016 ด้านการทำงาน นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เป็นนักธุรกิจชาวไทยที่มีผลงานการบริหารธุรกิจมามากมาย เคยทำงานด้านธุรกิจต่างๆ ทั้งกิจการของตนเองและร่วมบริหาร เช่น บริษัท ศรีอักษร (1980) จำกัด , กรรมการบริษัท ไทยนิชิกาวา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด , กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูโรป้าปริ๊นซ์ จำกัด (มหาชน) , กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดาวน์ทาวน์ ดี.เอฟ.เอส.(ไทยแลนด์) จำกัด และ กรรมการบริษัท ยูโรป้าปริ๊นซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ปัจจุบัน เจ้าสัววิชัย เป็นประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ และมีสถานะทางสังคมเป็น นายกสมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย และประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ โดยเข้าไปซื้อกิจการในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งช่วงแรกถือหุ้น 51% ก่อนที่ในปีเดียวกันได้เข้าถือหุ้นเพิ่มเป็น 100% มูลค่าการซื้อขายทั้งหมดอยู่ที่ราว 40 ล้านปอนด์ และในปี พ.ศ. 2554 ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสโมสรอย่างเต็มตัว ทั้งนี้ นิตยสารฟอร์บส ระบุว่า ในปี 2560 นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย โดยมีทรัพย์สินทั้งหมด 4,700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 155,000 ล้านบาท
หลังเกิดเหตุการณ์ช็อกโลก กรณีการสูญเสียนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ในโศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ตกนอกสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ประเทศอังกฤษ เมื่อช่วงหัวค่ำของวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น กระทั่งเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์, สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ และสโมสรฟุตบอลโอเอช ลูเวิน ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า ด้วยความเสียใจและความอาลัยอย่างสุดซึ้งที่ทางสโมสรได้รับการยืนยันว่านายวิชัยเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้รวม 5 ศพ ตามมาด้วยการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่สร้างความสูญเสียครั้งนี้ โดยหน่วยงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศ (เอเอไอบี) ในเมืองฟาร์นโบโรห์ ทางใต้ของอังกฤษ ซึ่งมีหน้าที่สอบสวนอุบัติเหตุของอากาศยานพลเรือนทั่วประเทศอังกฤษ ได้กู้ข้อมูลจากกล่องดำเฮลิคอปเตอร์ เอดับเบิลยู 169 ของเจ้าสัววิชัย ที่ประสบอุบัติเหตุตกข้างสนามกีฬาคิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม การวิเคราะห์เบื้องต้นเผยว่า กล่องดำเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวซึ่งบันทึกข้อมูลการบินและเสียงนักบินได้รับความร้อนอย่างรุนแรงจากไฟไหม้หลังประสบอุบัติเหตุ โดยเจ้าหน้าที่เอเอไอบีกำลังทำงานร่วมกับตำรวจในที่เกิดเหตุเมืองเลสเตอร์ ล่าสุด เดลีสตาร์ สื่ออังกฤษรายงานสาเหตุเฮลิคอปเตอร์เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และ คิง เพาเวอร์ ว่าน่าจะเกิดจากนกเป็นต้นเหตุ แม้ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุการตกของเฮลิคอปเตอร์ของเจ้าสัววิชัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่มีการคาดการณ์ไปต่างๆ นานา โดยเดลีสตาร์ระบุว่า ทฤษฎีหนึ่งที่อาจจะทำให้เครื่องบินตก อาจเป็นเพราะเฮลิคอปเตอร์ชนเข้ากับนกที่ถูกดึงดูดด้วยแสงไฟของสนามแข่งขัน ซึ่งนกเพียงแค่ตัวเดียวก็เพียงพอที่ทำให้เกิดศกนาฏกรรมขึ้น โดยเรื่องดังกล่าว เดลีสตาร์นำมาจากบทเว็บบอร์ดของกลุ่มนักบินอาชีพออนไลน์ที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ขึ้นมา นักบินชาวออสเตรเลียรายหนึ่งซึ่งมีส่วนร่วมในพิธีเปิดกีฬาคอมมอนเวลธ์เกมส์ 2006 ที่นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียเขียนไว้ว่า เดิมทีโปรดิวเซอร์จัดงานวางแผนใช้สะพานโบลเต ซึ่งเป็นสะพานยาวที่สุดในออสเตรเลีย เป็นส่วนหนึ่งในพิธี แต่สุดท้ายต้องเลิกไป เมื่อพบว่าเมื่อฝูงนกนางนวลมหาศาลอาจสร้างปัญหา และบอกว่านี่เป็นสิ่งที่เขาคิดว่าอาจเป็นไปได้ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งในหน้าร้อน หรือฤดูใบไม้ผลิโดยนักบินรายหนึ่ งเข้ามาร่วมสนทนาด้วยและเขียนว่า “ สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครรู้ แต่ที่แย่ที่สุดคือเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับเฮลิคอปเตอร์ใหม่ซึ่งได้รับการดูแลโดยเลโอนาร์โด เฮลิคอปเตอร์ ”
ทางด้านคุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ลูกชายของ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ผู้ล่วงลับ ยืนยันเมื่อวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าสโมสรได้จัดเตรียมแผนการสร้างรูปปั้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับท่าน ไว้ที่บริเวณหน้าสนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ช่วงที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้สร้างรูปปั้น "คุณวิชัย" ที่หน้าสนามเหย้าของสโมสร โดยล่าสุด คุณอัยยวัฒน์ เปิดเผยว่าตนได้หารือกับสมาชิกครอบครัวศรีวัฒนประภา และสโมสรเลสเตอร์แล้ว และได้เห็นพ้องตรงกันว่าจะทำทุกอย่างที่เหมาะสมเพื่อเป็นเกียรติให้กับท่าน "เราคงไม่สามารถตอบแทนสิ่งที่ท่านได้ทำเอาให้เพื่อเรา สำหรับผมในฐานะลูกชายของท่าน และเราในฐานะที่เป็นครอบครัวของท่าน รวมถึงทุกๆ คนที่เกี่ยวพันกับเลสเตอร์ ซิตี้ เราพร้อมที่จะทุ่มทเพื่อทำในสิ่งที่เป็นเกียรติให้กับความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ของท่าน และคอยดูแลรักษามรดกที่ท่านได้สร้างเอาไว้" ตลอดช่วงเวลา 8 ปีที่คุณวิชัยเข้ามาเทกโอเวอร์ เลสเตอร์ เขาพาทีมปรับโฉมอย่างมหาศาล ก้าวขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีก จากนั้นยังทะยานขึ้นไปครองแชมป์พรีเมียร์ลีก แล้วก็พา "เดอะ ฟ็อกซ์" ไปลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นอกจากนั้นแล้วคุณวิชัยยังทำเพื่อชุมชุนบริจาคเงินหลายล้านปอนด์ให้กับชุมชน ทำให้บรรดาแฟนๆของทีมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้บรรดาเหล่านักฟุตบอลสโมสร เลสเตอร์ เขาแสดงให้เห็นถึง เรื่องความสูญเสีย มีผลกระทบต่อสโมสรได้รับความนับถืออย่างมาก และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะรับมือได้ง่ายๆ เลย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อนักเตะเลสเตอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกๆ คนในวงการฟุตบอลด้วย มันมีผลกับทุกคนจริงๆ"
หลังการจากไปของ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ผู้พลิกประวัติศาสตร์ให้กับทีมจากทีมเล็ก หนี้สินมหาศาล เอาตัวรอดแต่ละฤดูกาลด้วยการหนีตกชั้น สู่การเป็นทีมชั้นนำของลีก และคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ทั้งที่มีอัตราต่อรองถึง 5000 - 1 ซึ่งการสูญเสียครั้งนี้นำมาซึ่งความเศร้าโศกของแฟนบอลจำนวนมาก ทำให้ชาวเลสเตอร์ ภาคภูมิใจในฐานะแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศ บรรดาแฟนบอล เลสเตอร์ ซิตี้ จำนวนมากพร้อมใจกันเสนอให้ สโมสร เปลี่ยนชื่อสนาม หรือ อัฒจันทร์เป็นชื่อของ เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรผู้ล่วงลับ และเริ่มเกิดกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะทวีตเตอร์ ที่แฟนบอลต่างเรียกร้องให้ทีม เปลี่ยนชื่อสนามจาก คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ตามชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย ผู้สนับสนุนของทีม ซึ่งใช้ชื่อนี้มาตั้งแต่ปี 2011 เป็นชื่อของ นายวิชัย เพื่อสดุดีคุณงามความดีที่ เจ้าสัววิชัย ได้สร้างให้กับสโมสร และเมืองเลสเตอร์ และบรรยากาศก่อนการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี พบกับ เบิร์นลีย์ ที่เป็นการกลับมาลงแข่งขันในบ้านตัวเองเกมแรก หลังจากที่ประธานสโมสร คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิต โดยแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี กว่า 20,000 คน ร่วมเดินขบวนสดุดีเพื่อเป็นเกียรติให้กับคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา จากจัตุรัสจูบิลี่ไปจนถึงสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม รวมเป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นจากความคิดของแฟนบอลเด็ก 2 คน และบรรยากาศในช่วงลงอบอุ่นร่างกาย เหล่านักเตะก็ได้ใส่เสื้อที่มีรูปของคุณวิชัยลงมาวอร์มอัพกันด้วย และทางสโมสรเลสเตอร์ ซิตี ได้ขอร้องให้แฟนบอลเข้ามาในสนามก่อนเวลา เพราะจะมีพิธีการกล่าวคำอาลัย และมี VTR 15 นาทีที่เกี่ยวกับคุณวิชัย โดยหลังจบเกม คุณต๊อบ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และคุณต้อล อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา ก็ได้เดินขอบคุณแฟนบอลทั่วทั้งสนาม ซึ่งคุณต๊อบ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ก็ได้บอกว่าจะเดินหน้าสานงานต่อของคุณพ่อให้สำเร็จ
อนาคตอาณาจักรมูลค่านับแสนล้านที่สร้างขึ้นโดย วิชัย ศรีวัฒนประภามาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี จากธุรกิจดิวตีฟรีรายใหญ่เพียงผู้เดียวในประเทศถึงคราวที่ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อร่างสร้างตัวมา เมื่อผู้ปลุกปั้นธุรกิจนี้ต้องจากไปอย่างไม่คาดฝัน วันที่ไร้เงาวิชัย นักธุรกิจผู้มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับนักการเมืองโดยไม่แบ่งค่ายรวมทั้งกลุ่มผู้มีอำนาจทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว อนาคตอาณาจักรธุรกิจคิง เพาเวอร์ จะเป็นเช่นไร อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ด้านความเสี่ยงและนักวิชาการด้านการเมืองบอกว่า นี่คืออาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจตระกูลศรีวัฒนประภา ที่ถือว่ามีความมั่งคั่งเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศจากการจัดอันดับความมั่งคั่งโดยนิตยสารฟอร์บส์ วิชัยถือเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของไทยในปี 2561 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1.62 แสนล้านบาท หากพิจารณาโครงสร้างธุรกิจของเครือคิง เพาเวอร์ ธุรกิจเกี่ยวข้องกับธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีและอากร หรือ "ดิวตี้ ฟรี" สร้างเม็ดเงินมากที่สุด (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ผลประกอบการของธุรกิจในเครือคิง เพาเวอร์ ที่ ในปี 2560 รายได้รวมจากบริษัทในเครือ 9 แห่ง มีกว่า 104,520 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิมากกว่า 7,873 ล้านบาท) มาดูธุรกิจเกี่ยวข้องกับดิวตี้ฟรีมีอะไรบ้าง (1) บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีรายได้รวม 56,151 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,944 ล้านบาท, ( 2) บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด มีรายได้รวม 35,633 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,838 ล้านบาท , ( 3) บริษัทคิง เพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด มีรายได้รวม 5,467 ล้านบาท กำไรสุทธิ 248 ล้านบาท , ( 4) บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด มีรายได้รวม 5,324 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,764 ล้านบาท , ( 5) บริษัท คิง เพาเวอร์ มาเก็ตติ้ง แอนด์ เมเนจเมนท์ จำกัด มีรายได้รวม 404 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 144 ล้านบาท , ( 6) บริษัท คิง เพาเวอร์ โฮเทล เมเนจเมนท์ จำกัด มีรายได้รวม 665 ล้านบาท กำไรสุทธิ 42 ล้านบาท , ( 7) บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มีรายได้รวม 863 ล้านบาท กำไรสุทธิ 117 ล้านบาท , ( 8) บริษัท คิง เพาเวอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด มีรายได้รวม 9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 703,535 บาท , ( 9) บริษัท คิง เพาเวอร์ เอวิเอชั่น จำกัด มีรายได้รวม 216,701 บาท กำไรสุทธิ 162,083 บาท , และ (10) บริษัท คิง เพาเวอร์ มหานคร จำกัด ยังไม่มีการรายงานรายได้และกำไร เนื่องจากเพิ่งก่อตั้งเมื่อ เมื่อ 11 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา
มาดูบทสัมภาษณ์ที่แต่ละท่านให้ความเห็นกับอาณาจักสนล้านของเจ้าสัววิชัย อย่างไรบ้างมาดุความคิดเห็น นายจอร์จ แม็คคลาวด์ นักวิเคราะห์อิสระด้านความเสี่ยงทางการเมือง ให้สัมภาษณ์ บีบีซีไทย กล่าวว่า การที่นายวิชัยสามารถรักษาสัมปทานได้จนถึงทุกวันนี้ ล้วนเป็นผลพวงมาจากความสัมพันธ์ทางการเมืองที่มีต่อรัฐบาลยุคต่าง ๆ"นี่เป็นสัมปทานรัฐบาลที่ได้กำไรมากที่สุดแห่งหนึ่งในไทย และแม้กระทั่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรากำลังพูดถึงธุรกิจที่ทำง่ายมาก มันไม่ต้องการการลงทุน เทคโนโลยี หรือนวัตกรรม มันเป็แค่การเปิดร้านขายของหลาย ๆ ร้านในสนามบิน ถือว่าเป็นเครื่องปั๊มเงินเลยแหละ" นายแม็คคลาวด์ กล่าว
ขณะเดียวกัน บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระและที่ปรึกษาศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ บีบีซีไทยว่า ในแง่กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจนั้น เจ้าของคิง เพาเวอร์ ก็ไม่ได้แตกต่างจากนักธุรกิจคนอื่นด้วย "กลยุทธ์แทงกั๊ก" ที่จะสามารถสานสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มมีอำนาจได้ทุกฝ่าย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นของวิชัย ความมีน้ำใจของวิชัยต่อทุกวงการ ทำให้คิง เพาเวอร์ผ่านร้อน ผ่านหนาว ไม่หวั่นไหวต่อคลื่นลมทางการเมือง ไม่ว่าใครขึ้นมามีอำนาจ รศ.ดร.สมชายมองว่า ในเรื่องการบริหารงานลูกทั้ง 4 คนของวิชัยได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการบริหารงานในธุรกิจระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งน่าจะทำให้พวกเขาเข้าใจในธุรกิจบางแล้ว ยกตัวอย่าง อัยยวัฒน์ ที่ตอนนี้ยังเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และรองประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ นอกจากนี้ที่ผ่านมายังจ้างผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ บริหารงานในธุรกิจต่าง ๆ มาแล้วไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม หรือค้าปลีก สโมสรฟุตบอลในต่างประเทศ อย่างเลสเตอร์ ซิตี้ประสบความสำเร็จได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2559 "แต่คำถามใหญ่คือ บารมีหรือการสานต่อและรักษาความสัมพันธ์ทางการเมืองกับผู้มีอำนาจจะเป็นอย่างไร ณ ตอนนี้ยังเป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้" รศ.ดร. สมชายกล่าว สุดท้ายนี้ท่านสามารถอ่านได้ที่ www.dr.rojanasak.com และพบกันใหม่ฉบับหน้า โชคดีทุกท่าน
ดร.โรจนศักดิ แสงธศิริวิไล
สถาบันสยามพัฒนาธุรกิจ (Siam Business Development Institute)
บทบาทสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEไทย
สวัสดีวันนี้ผมขอเขียนเกี่ยวกับผู้ประกอบการ SME ปัจจุบันสถานการณ์ที่เป็นอยู่ จะเห็นว่าสภาพแวดล้อมการส่งเสริม SME ยังไม่อำนวยต่อการปรับโครงสร้างผู้ประกอบการ แม้ว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริม SME แต่ภารกิจในการส่งเสริม SME กระจัดกระจายอยู่ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ( SME Bank) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( BOI) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ฯลฯ ถึงแม้จะมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการวางแผนส่งเสริม SME ของประเทศ และมีหน้าที่ประสานงานด้านการส่งเสริมกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้หนุนเสริมกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังไม่สามารถทำให้เกิดการบูรณาการงานส่งเสริม SME ได้ เนื่องจากสาเหตุหลายประการดังนี้
(1) สสว. จะถูกออกแบบมาให้เป็นผู้จัดทำนโยบายและแผนการส่งเสริม SME ในภาพรวมทั้งประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายกลับกำหนดให้ สสว. เป็นผู้เข้ามาดำเนินโครงการส่งเสริมเองด้วย แต่โครงการที่เสนอมาจำนวนมากเป็นโครงการที่แต่ละหน่วยงานเสนอมาตามความถนัดหรือความต้องการของตนเอง
(2) สสว. เป็นจัดสรรงบประมาณเป็นแบบรายปีทำให้โครงการส่งเสริม SME ส่วนมากมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า บางโครงการอาจยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของ SME อย่างแท้จริง และโครงการส่งเสริม SME ที่มีอยู่จำนวนมาก ขาดการประเมินผลกระทบหลังเสร็จสิ้นโครงการ
จากที่กล่าวมาข้างต้นผู้เขียนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็ม
อี) โดยเป็นที่ปรึกษา ทำให้ผู้เขียนทราบถึงการทำงาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEไทย มาดูประวัติความเป็นมาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ดังนี้
สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของภาคีเครือข่ายที่ประกอบไปด้วยสมาคม มูลนิธิ ชมรม และกลุ่มคลัสเตอร์ต่างๆ กว่า 30 องค์กร ในปี 2557 (ปัจจุบันมีภาคีเครือข่ายกว่า 150 องค์กร) มีสมาชิกรวมกันไม่น้อยกว่า 20,000 ราย ซึ่งล้วนเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ( SMEs) ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสะท้อนปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของ SMEs (Voice of SMEs) ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมุ่งหมายที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ SMEs ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การเข้าถึงแหล่งเงินทุน (2) ด้านการตลาด และ (3 ) องค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งปัจจุบัน คุณไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ดำรงตำแหน่งประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) คนที่ 4 โดยเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2560 ด้วยนโยบายที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน
วิสัยทัศน์
สร้างโอกาส SMEs ไทย สู่ความเป็นเลิศ เพื่อก้าวไกลสู่สากล ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
พันธกิจ
จัดทำแผนแม่บท แผนปฏิบัติ ข้อบังคับและกฎระเบียบของวิสาหกิจ
เพิ่มช่องทางการขายและการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
บูรณาการความร่วมมือของวิสาหกิจกับภาครัฐ เอกชน และวิชาการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ
พัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร ยกระดับองค์ความรู้ งานวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม พลังงาน โลจิสติกส์และซัพพลายเชน และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
เชื่อมโยงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยที่เหมาะสมทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ศูนย์ข้อมูลสนับสนุน จัดทำสถิติ และรายงานประจำปี นำเสนอต่อภาครัฐ
กิจกรรม/โครงการที่ผ่านมาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี)
ผลักดันร่างพระราชบัญญัติสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
เข้าร่วมเป็นเครือข่ายรวมพลังสร้างความเข้มแข็ง SMEs ไทย ด้วยบัญชีชุดเดียว ของกรมสรรพากร
การจัดสัมมนา “ไขทุกปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs” โดยความร่วมมือของธนาคารรัฐ ธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนเครดิตบูโร และ บสย.
การนำผู้ประกอบการ SMEs ไปสำรวจและทดลองตลาดทั้งในและต่างประเทศ
โครงการ How to Success Funding? ที่ให้คำปรึกษาด้านการเงินฟรี 100 ราย ให้กับ SMEs โดยที่ปรึกษาทางการเงินที่มากประสบการณ์
ผลักดันโครงการ SMEs Smart Province ผ่านบันทึกข้อตกลงร่วมมือของภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดสกลนคร ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดสกลนคร
SMEs Roundtable EP.1 เรื่อง พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว
SMEs Roundtable EP.2 การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs
ร่วมกลุ่มผู้ประกอบการเหล็กแก้ไขปัญหาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการประกาศใช้กฎหมาย AD และ AC
ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ Halal Industry Development Corporation (Malaysia)
โครงการ Clinic of Financial and Counseling for SMEs (นำร่องจังหวัดขอนแก่น)
12. ร่วมเป็นคณะทำงานทบทวนความเหมาะสมของหลักเกณฑ์ ( Regulatory Guillotine Working Group) ของธนาคารแห่งประเทศไทย
13. โครงการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า SMEs กับ บมจ.อสมท ( MCOT), Shop Channel, Trust City, ตลาดต่อยอด และ IMPAC
มาดูความคิดเห็นท่านไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ได้กล่าวถึงปัญหาของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ( SMEs) ของไทยนั้นเป็นปัญหาเรื้อรังมานานเนื่องมาจากประเทศไทยไม่มีนิยามโครงสร้างของ SMEs ที่เป็นเอกภาพ โดยส่วนมากใช้ตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม แต่หลายหน่วยงานนิยามต่างออกไป ประกอบกับการที่ภาครัฐไม่เข้าใจธรรมชาติของ SMEs และการที่หน่วยงานภาครัฐไม่บูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุน SMEs ให้ร่วมกันขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันทำให้การดำเนินโครงการต่างๆ กระจัดกระจายและไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งไม่มีผู้แทนของ SMEs ภาคเอกชนที่ชัดเจน ทำให้การส่งผ่านความช่วยเหลือจากภาครัฐนั้นไม่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้และไม่ทั่วถึง ซึ่ง SMEs มีปัญหา 3 ประเด็นปัญหาหลัก ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การตลาด และองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจ และท่านไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา คือ การสร้างความเข้มแข็งจากระดับจังหวัด ด้วยโครงการ SMEs Smart Province ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) เพื่อพัฒนาสินค้าเด่นของจังหวัดมาสร้างเป็น Brand Province โดยบูรณาการความร่วมมือโดยใช้กลไกทุกภาคส่วนของจังหวัดในการขับเคลื่อนทั้งระบบ คือ ภาครัฐ ได้แก่ จังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัด) อุตสาหกรรมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด สสว.จังหวัด ภาคเอกชน ได้แก่ สภาเอสเอ็มอีจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด หอการค้าจังหวัด สมาคม มูลนิธิ วิสาหกิจชุมชน และบริษัทประชารัฐฯ ภาคการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัย มทร. และ มรภ. ในจังหวัด และภาคสถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารรัฐที่อยู่ในจังหวัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขใน 3 ประเด็นปัญหาหลักของ SMEs คือ
1. การตลาด โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ด้วยการรับรองระบบคุณภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การได้รับรองตรามาตรฐานฮาลาล และการสร้าง Brand Province โดยความร่วมมือกับบริษัทประชารัฐฯ ในการสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายแบบออฟไลน์ในจังหวัดและในกรุงเทพฯ และแบบออนไลน์ ได้แก่ ภาครัฐผ่านโทรทัศน์ อสมท. และภาคเอกชนอื่นๆ
2. ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยร่วมมือกับธนาคารในการให้ความรู้กับ SMEs ในการเตรียมตัวขอสินเชื่อธนาคาร และการเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีเดียวโดยการจัดอบรมให้กับผู้ประกอบการทั้งที่เข้าระบบแล้วและยังไม่เข้าระบบให้ทราบแนวทางและการเตรียมตัวเพื่อสามารถเข้าถึงแหล่งทุนภาคสถาบันการเงินในอนาคตได้
3. การให้องค์ความรู้ โดยสถาบันการศึกษากับนักศึกษาเพื่อให้ออกมาเป็นผู้ประกอบการที่มีความพร้อม และ/หรือลูกจ้างที่มีคุณภาพ รวมทั้งการสนับสนุนให้ความรู้กับผู้ปกครองที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าสู่ระบบ และให้ความรู้ทางด้านวิชาการกับผู้ประกอบการในท้องถิ่นด้านนวัตกรรม การเข้าสู่ดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ เป็นต้น ตลอดจนแนวทางความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในการติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้ประกอบการ SMEs ด้วยการเปิดสอนการศึกษาไร้ปริญญา ( Non Degree Education) และ Bio Tech บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ
ทั้งนี้ท่านไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ได้กล่าวว่าจำเป็นที่จะต้องมีตัวกลางในการประสานให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนไปด้วยกันอย่างสมดุลแบบเสริมแรงกันลักษณะเดียวกับฟันเฟืองที่หมุนส่งกำลังกันจึงจะสามารถทำให้การบูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนา SMEs เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อจังหวัดมีความเข้มแข็งก็ขยายผลไปยังกลุ่มจังหวัด ภาพรวมของประเทศ และผลักดันไปยังภูมิภาคต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) จัดสเสวนา Dinner Talk SMEs DinnerTalk 2018 : “SMEs ไทยสู่อนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง “วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2561 เวลา 17.00 - 21.00 น. ณ โรงแรมยู สาธรขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมงานเสวนาในวันดังกล่าว ท่านติดตามข้อมูลข่าวสาร SMEs ที่ FB : Thai SMEs Council ที่ https://www.facebook.com/ThaiSMEsCouncil และ Line@ Thai SMEs Council https://line.me/R/ti/p/%40 hdk5024 f
สุดท้ายนี้ท่านสามารถอ่านได้ที่ www.dr.rojanasak.com และพบกันใหม่ฉบับหน้า โชคดีทุกท่าน
ดร.โรจนศักดิ แสงธศิริวิไล
สงครามการค้าระหว่าง พญามักร ปะทะ พญาอินทรีย์
ปัญหาสงครามการค้าระหว่างพญามักร (จีน) ปะทะ พญาอินทรีย์ (อเมริกา) ทั้งสองต่างขู่กันไปมาว่าจะคว่ำบาตรทางการค้าระหว่างกัน สหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีจีนด้วยมาตรการจำกัดสินค้าจากจีนหลายร้อยชนิด ฝ่ายจีนก็ตอบโต้กลับด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันปัญหาดั่งกล่าวสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจโลกพอสมควร แม้แต่ตลาดหุ้นก็ได้ผลกระทบปัญหาดั่งกล่าวเช่นกัน เริ่มตั่งแต่การกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ถูกยกกลับขึ้นมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังหลังจาก ทรัมป์เริ่มต้นการเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยการประกาศถอนตัวจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP (Trans-Pacific Partnership) ตามมาด้วยการออกคำสั่งพิเศษที่มุ่งเป้าตรวจสอบพฤติกรรมคู่ค้าที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ ซึ่งไทยก็เป็น 1 ใน 16 ประเทศที่ถูกเพ่งเล็งอย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดด้านการกีดกันทางค้าได้เริ่มลดลง เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์ได้หันไปให้ความสำคัญกับการยกเลิกกฎหมายประกันสุขภาพ Obamacare และการผลักดันนโยบายการปฏิรูปภาษีมากขึ้น จนสามารถออกกฎหมายภาษีฉบับใหม่ได้สำเร็จในที่สุด จนกระทั่งมาถึงปีนี้ ทรัมป์ จึงกลับมาให้ความสำคัญกับมาตรการกีดกันทางการค้าอีกครั้ง เพื่อตอกย้ำถึงนโยบายที่เคยโฆษณาไว้ในตอนหาเสียงว่าอเมริกาต้องมาก่อน ( America First) และเริ่มมาตรการต่างๆ ดังนี้
1. มาตรการเซฟการ์ดเก็บภาษีการนำเข้าเครื่องซักผ้าและแผงโซลาร์ เพื่อปกป้องผู้ผลิตสหรัฐฯ สืบเนื่องจากที่คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ ( USITC) ยื่นข้อเสนอเยียวยาการค้าที่ไม่เป็นธรรม ( unfair trade practices) ตามมาตรา 201 กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3-4 ปี ทั้งนี้ สำหรับเครื่องซักผ้า การคิดภาษีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยเครื่องซักผ้าจำนวน 1.2 ล้านเครื่องแรกที่มีการนำเข้าต่อปีจะคิดภาษี 20% แต่ในส่วนที่เกินจากนี้ จะเก็บภาษีเพิ่มเป็น 50% สำหรับแผงโซลาร์จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้า 30% หากมีการนำเข้าเกิน 2.5 กิกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีในปีถัดไปของสินค้าทั้ง 2 ชนิดจะลดลงปีละ 2-5%
2. มาตรการเซฟการ์ดป้องกันการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม ให้สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กจากทุกประเทศ
ในอัตรา 25% และอะลูมิเนียมในอัตรา 10% เพิ่มเติมจากมาตรการภาษีทั้งหมดที่มีการเรียกเก็บอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ในระยะแรกการนำเข้าเหล็กจากแคนาดา และเม็กซิโกจะได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าวก่อนเพื่อรอดูผลการเจรจา NAFTA ครั้งใหม่
3. การเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนตามข้อหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
( USTR) พิจารณาเก็บภาษีนำเข้า ( tariff) ที่อัตรา 25% สำหรับสินค้าจากจีนมูลค่าราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าราว 2.5% ของการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นผลมาจากการตรวจสอบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของจีน ตามมาตรา 301 ของกฎหมาย Trade Act of 1947) ซึ่งระบุว่าทางการจีนได้มีพฤติกรรมและมีนโยบายที่ก่อให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ให้กับจีนและก่อให้เกิดการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลเสียต่อการค้าของสหรัฐฯ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2018 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศรายชื่อสินค้านำเข้าจากจีนที่จะถูกเก็บภาษีนำเข้า ( import tariff) ที่อัตรา 25% สืบเนื่องมาจากการตรวจสอบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ( Trade Act of 1947) โดยมีสินค้าจีนที่จะเริ่มถูกเก็บภาษีตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2018 มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 818 รายการ และสินค้าจีนมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกจำนวน 284 รายการที่จะเริ่มถูกเก็บภาษีหลังจากนั้น รวมจำนวนสินค้าทั้งสิ้น 1,102 รายการ ที่มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
จีนตอบโต้ต่อการกระทำของสหรัฐฯ ในการประกาศรายชื่อสินค้าของจีนที่จะต้องถูกเรียกเก็บภาษี ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศรายชื่อสินค้าที่จะเรียกเก็บภาษี ๕๐ ,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีท่าทีจะลุกลามไปถึง ๒๐๐ ,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจีนเห็นว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่สร้างแรงกดดันและข่มขู่ ถือเป็นการฝ่าฝืนความเข้าใจร่วมกัน ที่ได้พูดคุยและตกลงกันหลายครั้งระหว่างทั้งสองฝ่าย ทำให้จีนรู้สึกผิดหวัง ในการที่สหรัฐฯ ขาดหลักการและเหตุผล ดังนั้น จีนจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้ ซึ่งทางรัฐบาลจีนให้เหตุผลการตอบโต้ดั่งนี้ คือสหรัฐฯ เป็นผู้เริ่มให้เกิดการต่อสู้ด้านการค้า ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ตลาด ไม่สอดคล้องกับกระแสพัฒนาของโลกในปัจจุบัน ทำลายผลประโยชน์ของประชาชนและวิสาหกิจของทั้งสองประเทศ ทำลายผลประโยชน์ของประชาชนทั่วโลก การตอบโต้ของจีนไม่เพียงแต่เพื่อรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศจีนเท่านั้นยังเพื่อรักษาและปกป้องระบบการค้าเสรี รักษาและปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของมนุษยชาติอีกด้วย ไม่ว่าบรรยากาศภายนอกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จีนจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ ยืนหยัดการถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยืนหยัดผลักการปฏิรูปและเปิดประเทศ
ล่าสุดจีนได้ออกมาตอบโต้รอบที่ 2 หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในมูลค่าและอัตราเดียวกันที่ 25% และจะเริ่มบังคับใช้ในวันเดียวกันกับที่สหรัฐฯ จะเก็บภาษีจากจีน มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 545 รายการ และจะมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มหลังจากนั้น หากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าขึ้นภาษีต่ออีก มูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกจำนวน 114 รายการ รวมจำนวนสินค้าทั้งสิ้น 659 รายการ ที่มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หากพิจารณาในมาตรการประกาศเก็บภาษีทั้งจีนละสหรัฐอเมริกา จะเห็นว่าทางการสหรัฐฯ ได้มีการแก้ไขรายชื่อสินค้าและประกาศรายชื่อออกมารอบใหม่ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ (รูปที่1) ได้แก่ 1) สินค้าที่จะเริ่มถูกเก็บภาษีตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2018 จำนวน 818 รายการ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของ 1,333 รายการที่เคยถูกระบุเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เช่น ชิ้นส่วนอากาศยาน เครื่องจักรและชิ้นส่วน ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น และ 2) สินค้าที่จะถูกเก็บภาษีหลังจากนี้ (ยังไม่ระบุวันที่แน่นอนเนื่องจากอยู่ในระหว่างการพิจารณา) จำนวน 284 รายการ มูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นรายชื่อที่แก้ไขเพิ่มเติมจากรายการก่อนหน้านี้ โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมเน้นไปที่สินค้าที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย Made in China 2025 และมีการตัดสินค้าอุปโภคบริโภคบางหมวดในรายชื่อเดิมออก เช่น เครื่องปรินเตอร์ โทรทัศน์ เป็นต้น เนื่องจากต้องการลดผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดกับผู้บริโภคสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มีสินค้าสำคัญที่ถูกระบุอยู่ในรายการที่เปิดเผยขึ้นใหม่ในระยะที่ 2 เช่น เซมิคอนดักเตอร์ พลาสติก เหล็กโครงสร้าง เป็นต้น ส่วนทางการจีนประกาศตอบโต้การกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ ในมูลค่าเท่ากัน ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่สินค้าเกษตร ยานยนต์ และพลังงาน ทางการจีนประกาศตอบโต้ด้วยมาตรการขึ้นกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในทำนองเดียวกันซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยในระยะแรกจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่อัตรา 25% มูลค่ารวม 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 545 รายการ และจะบังคับใช้ในวันเดียวกันคือ 6 กรกฎาคม 2018นี้ พร้อมกับเตรียมรายชื่อสินค้าในระยะที่ 2 เช่นเดียวกับสหรัฐฯ มูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกราว 114 รายการ เพื่อตอบโต้การขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ รอบต่อไปในทันทีด้วยเช่นกัน โดยมีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หมวดสำคัญที่จะถูกเก็บภาษีจากจีนในชุดแรก ได้แก่ หมวดสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเหลือง ธัญพืช เนื้อวัว เนื้อหมู อาหารทะเล และหมวดยานยนต์ เช่น รถยนต์ออฟโรด ( off-road vehicle) รถไฟฟ้า ( electric vehicle) เป็นต้น
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา
ประเด็นปัญหาดั่งกล่าวสร้าง ความตึงเครียดจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ไม่ประสบผลจะนำไปสู่สงครามการค้าและทำให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น ผลจากการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจีนโดยเฉพาะกรณีที่เป็นสินค้าซึ่งสหรัฐฯ ไม่สามารถหาตลาดนำเข้าใหม่ทดแทนการนำเข้าสินค้าจากจีนได้ทันทีหรือเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มจากการเปลี่ยนรูปแบบการนำเข้าและการผลิต ( supplier and production network) ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจและสภาวะการจับจ่ายและกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ กรณีที่ราคาสินค้าถูกปรับเพิ่ม ซึ่งอาจบั่นทอนการบริโภคภาคครัวเรือนของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป และ เศรษฐกิจจีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตโดยเน้นการบริโภคจากภายใน หากภาวะสงครามการค้าทำให้สินค้านำเข้าหลายๆ อย่างมีราคาแพงขึ้นและจีนไม่สามารถหาสินค้าทดแทนได้ทันที ย่อมส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและผู้บริโภคจีนได้เช่นเดียวกับในสหรัฐฯ ดังนั้น ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจทั้งสองจะถูกบั่นทอนศักยภาพลงจากเรื่องการค้าจึงมีเพิ่มขึ้น และในท้ายที่สุด ยังสามารถส่งผลกระทบต่อภาพรวมการค้าโลกได้หากการกีดกันส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตของการค้าโลก
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยยังคงจำกัดในปีนี้ เนื่องจากสินค้าหลายชนิดที่จะถูกเก็บภาษีทั้งจากสหรัฐฯ และจีนเป็นสินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของหลายประเทศ โดยการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าขั้นกลางที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานของสินค้าดังกล่าว อาทิ การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ที่จะมีการออกแบบและผลิตชิพจากสหรัฐฯ ก่อนถูกส่งไปทดสอบและบรรจุในจีน และจะถูกส่งกลับเข้ามาในสหรัฐฯ อีกครั้ง ซึ่งหากมีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าดังกล่าวก็อาจทำให้ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบและต้องปรับเปลี่ยนแผนการผลิต และยังมีสินค้าอื่นๆ
สำหรับมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆที่ยังต้องจับตามองทิศทางในอนาคต
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีทีท่าต้องการเดินหน้าการกีดกันทางค้าเพื่อลดการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อไป สำหรับมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ที่อาจสร้างความกังวลและยังต้องจับตาในระยะต่อไป ได้แก่
1) มาตรการควบคุมการลงทุนจากจีน ( investment restriction) ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากการสอบสวนตามมาตรการ 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ( Trade Act of 1947) เช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทจากจีนเข้าไปลงทุนหรือซื้อบริษัทในสหรัฐฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีโดยง่าย ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะประกาศมาตรการดังกล่าวในวันที่ 30 มิถุนายน 2018 นี้
2) มาตรการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วน โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้มีคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์ รถบรรทุก และส่วนประกอบยานยนต์ โดยใช้มาตรา 232 ว่าด้วยเรื่องความมั่นคงของชาติของกฎหมาย Trade Expansion Act 1962 ซึ่งเป็นมาตราเดียวกับที่ใช้ขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในช่วงที่ผ่านมา และมีแผนที่จะเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ที่อัตรา 25% หากพบว่าภาวะการค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความเสียเปรียบต่อสหรัฐฯและกระทบกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศผลการสืบสวนได้ช่วงต้นปี 2019 เพื่อพิจารณาการเก็บภาษีนำเข้าต่อไป
หากข้อพิพาทการค้าลุกลามไปกว่านี้พญามังกรจะกดดันพญาอินทรีย์ ดังนี้
จากปัญหาดั่งกล่าวทั้งสองประเทศใช้นโยบายการตอบโต้แบบฟันต่อฟัน ตาต่อตา เรามาดูจะพบว่าทางรับบาลจีนเริ่มมีมาตรการตอบโต้ถูกรูปแบบ เริ่มตั่งแต่
1.กดดันบริษัทสหรัฐฯ มีหลายวิธีที่จะสามารถกดดันบริษัทสหรัฐฯ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความยุ่งยากในกระบวนการภาษีศุลกากร กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ขึ้น หรือทำให้บริษัทต่างชาติเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นหากมาดำเนินธุรกิจในจีน"ในอดีต จีนเคยทำแบบนี้นี้มาก่อน และเห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ทำให้บริษัทอเมริกันกังวล" แมรี เลิฟลี อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ กล่าวกับบีบีซีภาคภาษาสเปน"แต่กลยุทธ์นี้จะทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียหาย ทำให้แนวโน้มที่ผู้ส่งออกจะลงทุนในตลาดจีนและสหรัฐฯ น้อยลง นอกจากนี้ ยังจะทำให้เกิดการแข่งขันน้อยลง ทำให้ราคาสูงขึ้น และทำให้ผู้ซื้อมีตัวเลือกน้อยลงอีกด้วย"
2. โดดเดี่ยวสหรัฐฯ ประธานาธิบดีจีนสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปอย่างไม่มีกำหนด ต่างจากประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ที่มีเวลาบริหารงานอย่างจำกัด นั่นหมายความว่าผู้นำจีนไม่ได้มีความกดดันที่จะบริหารงานให้ได้ผลลัพธ์อย่างทันทีทันใด ในเรื่องการค้า ผู้นำจีนสามารถค่อย ๆ รวบรวมเครือข่ายประเทศอื่น ๆ ให้เป็นพันธมิตรและทิ้งให้สหรัฐฯ อยู่อย่างโดดเดี่ยว นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่ากลยุทธ์ดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เห็นได้จากที่จีนได้เริ่มสร้างสัมพันธ์และดำเนินข้อตกลงกับประเทศในยุโรป เอเชีย และละตินอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมา บ้างเชื่อว่าจีนสามารถจะเป็นผู้นำในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ( TPP) ซึ่งไม่ได้หยุดดำเนินการไปในขณะนี้หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนการสนับสนุนของสหรัฐฯ ไปเหตุผลหนึ่งที่เครือข่ายพันธมิตรใหม่อาจเกิดขึ้นได้คือ จีนไม่ใช่เพียงประเทศเดียวที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แคนาดาและเม็กซิโก ล้วนตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน และเป็นสมาชิก TPP ด้วย
3. ลดค่าเงินหยวน หากจีนอยากจะตอบโต้สหรัฐฯแบบซึ่งหน้า รุนแรง ก็อาจเลือกใช้การลดค่าเงินหยวนได้ ค่าเงินหยวนที่อ่อนลงจะทำให้ราคาสินค้าส่งออกของจีนถูกลง ได้เปรียบในการแข่งขัน และจะทำให้ราคาสินค้าอเมริกันแพงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่โดนภาษีนำเข้าสูง ทว่า แม้กลยุทธ์ปรับค่าเงินจะสร้างผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว นี่อาจจะเป็นดาบสองคมได้ การกะเก็งในตลาดเงินตราว่าจะเกิดการลดค่าเงิน อาจส่งผลให้มูลค่าหยวนลดลงต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ระบบการเงินของจีนไร้เสถียรภาพในที่สุดค่าเงินหยวนที่ต่ำลงจะทำให้มาตรการภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯมีผลกระทบต่อจีนลดลง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ก็อาจจะตอบโต้โดยเพิ่มอัตราภาษีขึ้นไปอีก
4. ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จีนถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นมูลค่ารวม 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าจีนอาจลดการถือครองพันธบัตรเพื่อเป็นการตอบโต้ในอนาคต การขายพันธบัตรออกมามาก ๆ จะทำให้ตลาดการเงินโลกปั่นป่วน ทำให้มูลค่าพันธบัตรลดลงมาก และทำให้ต้นทุนในการกู้ของบริษัทและผู้บริโภคในสหรัฐฯ สูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงในที่สุด
บทสรุป ภาวะความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของทั้งจีนและสหรัฐฯ
แนวทางแก้ปัญหาทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ต้องมีการเจรจาในเรื่องประเด็นของสงครามการค้ากันใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ ผลกระทบในเรื่องนี้กำลังจะลุกลามใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และจะถูกบั่นทอนศักยภาพลงจากเรื่องการค้า อันจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตของการค้าโลก ซึ่งหากสงครามการค้ารุนแรงขึ้นและหากเป็นระยะเวลานานจนมีผลต่อต้นทุนการผลิต ก็อาจทำให้ผู้ผลิตต้องปรับเปลี่ยนแผนการผลิตหรือนำเข้า โดยอาจผลิตในประเทศมากขึ้นและทำให้มูลค่าการค้าสินค้าขั้นกลางของโลกลดลง นอกจากนี้บริษัทฮ่องกงเตรียมย้ายฐานการผลิตมา ASEAN หรือแม้แต่บริษัทสหรัฐเองเริ่มรายงานถึงค่าใช้จ่ายจากเรื่องสงครามการค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่มี Supply Chain จากประเทศจีน อย่าง Apple หรือ Cisco ฯลฯ ได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะว่ามีฐานการผลิตในจีน ส่วนบริษัทในจีนก็เดือดร้อนเช่นกัน โดยเฉพาะบริษัทที่ผลิตสินค้าไอทีสำหรับส่งไปประกอบอีกที เช่น Sunny Optical หรือ AAC ที่มีฐานผลิตในจีนที่ต้องส่งออกไปสหรัฐ ถ้าหากเรื่องอัตราภาษีที่แต่ละฝ่ายกำหนดมาแล้วทำให้บริษัทเหล่านี้เดือดร้อน การผลักภาระดังกล่าวย่อมตกอยู่กับผู้บริโภค ซึ่งสุดท้ายแล้วสินค้าสำเร็จรูปบางอย่างย่อมมีราคาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าไอที
ขณะเดียวกันเรามามุมของนักวิเคราะห์ที่มีมุมมองที่แตกต่างกัน เริ่มตั่งแต่ (1) Kerry Craig นักวิเคราะห์จาก JPMorgan Asset Management มองว่ายังไงเรื่องนี้ไม่มีผู้ชนะแน่นอน และยังสร้างความตึงเครียดอีกด้วย ส่วนเรื่องของการเจรจา เขามองว่าการตอบโต้ระหว่างกันยิ่งทำให้การเจรจาในเรื่องนี้ยากเข้าไปกว่าเดิม , (2) Patrick Bennett นักวิเคราะห์จาก Canadian Imperial Bank of Commerce มองว่า เรื่องนี้จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐแย่เข้าไปอีกโดยเขารู้สึกว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของสงครามการค้า แต่สำหรับ Rajiv Biswas นักวิเคราะห์ของ IHS Markit กลับมองต่างว่า สหรัฐตั้งใจเล่นเกมนี้เพื่อบีบให้จีนไปเจรจาในเวทีองค์การการค้าโลก หรือ WTO โดยเฉพาะเรื่องของสินค้าไอทีที่ละเมิดลิขสิทธิ์
สำหรับประเทศไทยได้มีการวิเคราะห์กันว่าจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ว่าไทยจะอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และจีนในสินค้าหลายรายการก็ตาม เนื่องจากสินค้าที่จะได้รับผลกระทบก็ยังมีสัดส่วนมูลค่าน้อยเมื่อเทียบกับการส่งออกโดยรวมทั้งหมดของไทย โดยเฉพาะความเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมที่อยู่ในนโยบาย Made in China 2025 ซึ่งเน้นไปที่สินค้าไฮเทค นอกจากนี้ ผู้ส่งออกไทยก็ยังมีการกระจายสินค้าไปยังตลาดส่งออกอื่นๆ และคิดว่า องค์การการค้าโลก หรือ WTO ต้องเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องดั่งกล่าว จะอ้างว่าการตั้งกำแพงภาษีนั้นอยู่ภายใต้กฏหมายในประเทศ
สุดท้ายนี้ท่านสามารถอ่านได้ที่ www.dr.rojanasak.com และพบกันใหม่ฉบับหน้า โชคดีทุกท่าน
ดร.โรจนศักดิ แสงธศิริวิไล
สถาบันสยามพัฒนาธุรกิจ ( Siam Business Development Institute)
13 ชีวิต "ทีมหมูป่า" ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ สะดุดีจ่าแซม วีระบุรุษถ้ำหลวง
สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครั้งนี้ผมต้องหยิบปากกาขึ้นมาเขียนเรื่องราวที่เป็นชื่นชมทั้งคนไทยในประเทศและต่างประเทศ เป็นข่าวที่โด่งดั่งไปทั่วโลกนั้นคือข่าว 13 ชีวิต "ทีมหมูป่า" ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง- ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ผุ้เขียนขอลำดับเหตุการณ์ภารกิจช่วย 13 ชีวิต "ทีมหมูป่า" ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะเวลาตั้งแต่วันแรกจนจบภารกิจ 18 วัน ดังนี้
เริ่มตั่งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2561 เมื่อเวลา 19.30 น. นายนพรัตน์ กันทะวงค์ โค้ชทีมฟุตบอลเยาวชนท้องถิ่น ได้รับแจ้งจากผู้ปกครองว่า เด็กนักเรียนที่ไปฝึกซ้อมฟุตบอลยังไม่กลับบ้าน จึงได้ออกตามหาจากสนามซ้อมฟุตบอลไปจนถึงบริเวณหน้าถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย พบรถจักรยาน 2 ล้อ จำนวน 11 คัน และจยย. 1 คันจอดอยู่ บางคันยังมีสัมภาระกระเป๋าวางไว้ที่รถ คาดว่าทั้งหมดได้เข้าไปเที่ยวในถ้ำแล้วเกิดหลงทางหาทางออกมาไม่ได้ จึงรีบประสานงานเจ้าหน้าที่ช่วยค้นหา นักฟุตบอลเยาวชน-โค้ช 13 คน หายตัวในถ้ำหลวงฯ เชียงราย ยังหาตัวไม่พบ
วันที่ 24 มิถุนายน 2561 เจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักประดาน้ำ 5 ชุดผลัดเปลี่ยนกันค้นหา พบเพียงรองเท้าและกระเป๋าเครื่องใช้ของกลุ่มคนหายอยู่ในถ้ำลึกไปประมาณ 2 กิโลเมตร ทำให้คาดว่าผู้สูญหายทั้งหมดอาจไปติดอยู่ในโพรงถ้ำช่วงที่เลยน้ำท่วมขังเข้าไป แต่ยังไม่พบตัวหรือติดต่อกับผู้สูญหายทั้งหมดได้
วันที่ 25 มิถุนายน 2561 หน่วยซีล จำนวน 17 นาย ออกจากฐานทัพเรือสัตหีบโดยเครื่องบินกองทัพเรือ RTN2112 แบบเครื่อง E135 บินจากสนามบินอู่ตะเภาลงที่แม่ฟ้าหลวง เชียงรายเวลา 01.45 น. พร้อมเครื่องมือและสคูลบาร์ พร้อมปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหาย พบทางลอดเข้าถึงห้องโถงใหญ่หลังม่านน้ำ เดินสำรวจภายในบริเวณนั้นที่มีความลึก 7 กิโลเมตร พบร่องรอยเด็กๆ แต่ยังไม่พบตัว
วันที่ 26 มิถุนายน 2561 ระดับน้ำในถ้ำหลวงสูงขึ้น 1 เมตร เนื่องจากฝนตกอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นอุปสรรคในการค้นหา แม้ว่าตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาจะมีการระดมสูบระบายน้ำออกจากถ้ำบางส่วน เจ้าหน้าที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ และเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมอวกาศและทะเล สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 13 คน พร้อมด้วยยานสำรวจใต้น้ำ 1 เครื่อง และโดรนติดกล้องตรวจจับความร้อนบินสำรวจ 2 ลำ กรมชลฯ ส่งเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่องระบายน้ำถ้ำหลวง ชาวบ้านยินดีเป็นพื้นที่รับน้ำ
วันที่ 27 มิถุนายน 2561 เจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าไปสำรวจและหาโพรง หรือปล่องอากาศ ที่เชื่อมไปถึงข้างในถ้ำได้ เนื่องจากไม่สามารถใช้ ฮ.บินสำรวจได้ เพราะสภาพอากาศปิด และมีฝนตกไม่หยุด
วันที่ 28 มิถุนายน 2561 เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องมือเจาะถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อระบายน้ำที่ขังอยู่ในถ้ำออกมา
วันที่ 29 มิถุนายน 2561 หย่อนกล่องยังชีพ พร้อมแผนที่ 20-30 กล่อง ไปยังปากปล่องที่บ้านผาหมี เพื่อให้กล่องยังชีพลอยไปตามกระแสน้ำ และหวังว่าจะช่วย 13 ชีวิต ติดต่อกลับมา ภายในกล่องมีอาหารที่เก็บไว้ได้นาน มีแผนที่เพื่อให้มาร์กตำแหน่ง และโทรศัพท์มือถือ สำหรับติดต่อกลับมา เพื่อทีมปฏิบัติการชุดค้นหาช่วยเหลือจะได้ไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งทาง กสท.ได้โยงสายสัญญาณเข้าไปในถ้ำหลวง
วันที่ 30 มิถุนายน 2561 สูบน้ำได้ค่อนข้างดี แต่ขณะนี้ยังถือว่าระบายน้ำได้แค่ 30-40% ของกำลังทั้งหมดที่มี ส่วนน้ำที่ระบายออกมาใส เพราะดินที่น้ำเซาะมาด้วยตกตะกอนหมดแล้ว แปลว่าไม่มีน้ำไหลเข้ามาเพิ่มมากนัก และเมื่อมีการสูบน้ำออก ทำให้น้ำในถ้ำลดลงเร็วกว่าที่เคย
วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ เผยวันนี้หน่วยซีลต้องผ่านจุดวิกฤติ สามแยก เพื่อเข้าใกล้หาดพัทยาไปให้ได้ ซึ่งเป็นจุดที่คาดว่าเด็กๆ จะติดอยู่หน่วยซีลเข้าใกล้ทีมหมูป่า อีก 1.1 กม. ถึงสามแยกก่อนพัทยาบีช
วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยืนยันเมื่อเวลา 22.32 น. พบเจอ 13 ชีวิตทีมหมู่ป่าอะคาเดมี ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง ทุกคนยังปลอดภัย โดยพบที่เนินนมสาว อยู่ห่างจากเนินพัทยาภายในถ้ำหลวงประมาณ 400 เมตร พบแล้ว! 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง ผู้ว่าฯ เชียงรายยัน ทุกคนปลอดภัย
วันที่ 3 กรกฎาคม 2561 ตลอดทั้งวัน นักดำน้ำอาสา และนักดำน้ำต่างชาติ ได้ลำเลียงขวดอากาศไปยังโถง 3 และนำสายโทรศัพท์ไปถึงหาดพัทยา เพื่อให้ทั้ง 13 คน ได้ติดต่อสื่อสารกับครอบครัว แต่เกิดอุปสรรคล่าช้า ทำให้ยังไปไม่ถึง ทีมนักดำน้ำของหน่วยซีล 9 นาย เข้ารับผิดชอบการดูแลเด็กๆ พร้อมด้วย พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน หรือ หมอภาคย์ แพทย์ทหาร และ พยาบาลหน่วยซีลอีก 1 นาย 4 กรกฎาคม 2561
วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 การทำงานของเจ้าหน้าที่ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปในถ้ำ เพียงใส่ชูชีพได้ถึงบริเวณโถง 3 โดยไม่ต้องดำน้ำ แต่จากโถง 3 ไปถึงเนินนมสาว ยังมีระดับน้ำลึกซึ่งต้องใช้หน้ากากดำน้ำ และเป็นหน้าที่ในการทำงานของชุดประดาน้ำสัญญาณดี เจ้าหน้าที่ทำงานในถ้ำหลวง ได้ถึงโถง 3 โดยไม่ต้องดำน้ำ
วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 พล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้ว ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ เปิดเผยว่า จ่าเอกสมาน กุนัน อายุ 38 ปี นักทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือ หน่วยซีล ที่รับภารกิจให้ลำเลียงขวดอากาศจากโถงสาม ภายในถ้ำหลวงไปยังจุดต่างๆ บริเวณสามแยก ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (5 ก.ค.) เวลาเริ่มดำน้ำ 20.37 น. เมื่อเสร็จภารกิจ ขณะดำน้ำกลับได้หมดสติในน้ำ คู่ดำน้ำได้ทำการปฐมพยาบาล ( CPR) แต่ไม่ได้สติ จึงนำกลับมายังโถงสามเพื่อปฐมพยาบาลอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้สติและเสียชีวิตลงในเวลาประมาณ 01.00 น. ซีลนอกราชการ "จ.อ.สมาน กุนัน" เสียชีวิต ขณะดำน้ำภายในถ้ำหลวง
วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 เพจเฟซบุ๊ก Thai NavySEAL เผยแพร่ภาพซึ่งเป็นกระดาษเขียนด้วยลายมือ ระบุว่า เป็นข้อความจากทีมหมูป่าและโค้ช ฝากทีมนักดำน้ำต่างชาติ ออกมาจากเนินนมสาว เมื่อคืนวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 เด็กๆ บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง แข็งแรงทุกคน ออกไปอยากกินอาหารหลายอย่าง ออกไปอยากกลับบ้านเลย คุณครูอย่าให้งานเยอะ ส่วนทีมซีลและหมอภาคย์ ที่ดูแลน้องๆ อยู่ สบายดีทุกคน เปิดจดหมาย "ทีมหมูป่า" ฝากถึงคนนอกถ้ำ "โค้ชเอก" ขอโทษผู้ปกครอง
วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ ยืนยันว่าได้ส่งทีมหมูป่า 4 คนแรกออกจากถ้ำหลวงถึงรพ.เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนการพาออกมาจากถ้ำนั้น ให้เด็กสวมหน้ากากแบบเต็มใบเชื่อมต่อกับถังอากาศ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำประกบออกมาตลอดทาง โดย 2 คนแรกออกมาเวลาประมาณ 17.40 น. คนที่ 3 ประมาณ 19.40 น. จากนั้นคนที่ 4 เวลา 19.50 น. ทุกคนปลอดภัย
วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ผอ.ศอร. แถลงภารกิจพาหมูป่ากลับบ้านวันที่ 2 โดยยืนยันว่าในวันนี้สามารถช่วยนำพาเด็กๆ ทีมหมูป่า อะคาเดมี ออกมาได้อีก 4 คน ตามแผนการที่ได้วางเอาไว้เผยเบื้องหลัง ช่วย 4 ชีวิตทีมหมูป่าออกถ้ำ ใช้นักดำน้ำ 90 คน ปฏิบัติการกว่า 7 ชั่วโมง
วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 นำตัวสมาชิกทีมหมูป่าคนที่ 9 10 11 และ 12 ออกจากถ้ำหลวง ก่อนที่จะนำตัวคนที่ 13 ซึ่งน่าจะเป็น "โค้ชเอก" ที่ออกมาเป็นคนสุดท้าย ไปยังโรงพยาบาลสนาม ก่อนและส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ถือว่าเป็นการจบภารกิจซึ่งผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
จากเหตุการณ์ดั้งกล่าวที่เกิดขึ้น ทำให้ จ.อ.สมาน กุนัน หรือ “จ่าแซม ” เสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่า ภายในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย จ่าแซม รับภารกิจที่ถ้ำหลวง วันที่ 5 กรกฎคม 2561 ให้ลำเลียงขวดอากาศ จากโถง 3 ไปยังจุดต่างๆ บริเวณสามแยก เริ่มดำน้ำเมื่อเวลา 20.37น.เมื่อเสร็จภารกิจ ขณะดำน้ำกลับ ได้หมดสติในน้ำ คู่ดำน้ำได้ทำการปฐมพยาบาล ( CPR) แต่ไม่ได้สติ จึงนำกลับมายังโถงสามเพื่อปฐมพยาบาลอีกครั้ง แต่ จ.อ.สมาน ก็ไม่ได้สติและเสียชีวิตลงเวลาประมาณ 01.00 น. ผู้เขียนขอนำเสนอประวัติของท่านให้ผู้อ่านได้รับทราบโดยสังเขปดังนี้ ประวัติของ จ.อ.สมาน กุนัน หรือ จ่าแซม นักทำลายใต้น้ำจู่โจมนอกราชการ รุ่นที่ 30 อายุ 38 ปี เป็นอดีตทหาร แต่ลาออกจากราชการ ปัจจุบัน จ่าแซม เป็นเจ้าหน้าที่ตระเวนระงับเหตุฝ่ายรักษาความปลอดภัย(รปภ.) ท่าอากาศสุวรรณภูมิ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จ่าแซม เคยคว้าแชมป์โอเวอร์วอล หรือ การแข่งขันกีฬาผจญภัย รายการ "ดิไอบิสเกาะสมุย โทรฟี่ 2110" ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่ง ว่ายน้ำ พายเรือคายัค ระยะทาง 43.45 กิโลเมตร และปั่นจักรยาน จากผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 103 ทีม จึงนับได้ว่าจ่าแซม เป็นกีฬาที่แข็งแรงมากที่สุดคนหนึ่ง และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า จ่าเอก สมาน กุนัน ทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ ชั้นที่ ๓ สังกัดกองเรือยุทธการ เป็นผู้ที่ประกอบคุณงามความดี และได้อุทิศความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จนกระทั่งตนเองเสียชีวิต มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ต่อสาธารณชน องค์กร และนานาประเทศ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕ และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศ นาวาตรี เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ จ่าเอก สมาน กุนัน และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก เป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
นอกจากนี้ผู้เขียนขอนำเสนอเกร็ดประวัติถ้ำหลวงมาให้ผู้อ่านได้ทราบโดยสังเขป ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน มีความกว้างใหญ่และลึกมาก มีความยาวประมาณ 10 กิโลเมตรโดยปกติถ้ำนี้ จะไม่ค่อยมีคนเข้าไปข้างใน เพราะดูลึกลับและน่ากลัวมาก ชาวบ้านแถวนี้รู้ดีถึงอาถรรพ์ และความลี้ลับที่อยู่ภายในถ้ำ จึงไม่มีใครย่างกรายเข้ามา แม้จะเป็นในเวลากลางวัน ถ้ำนี้มีตำนานเล่าขานถึงความลี้ลับมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตำนานของ เจ้าแม่ดอยนางนอน หรือ ตำนานเจ้าปู่พญานาค ผู้ดูแลรักษาถ้ำแห่งนี้ การที่จะเข้าไปในถ้ำแห่งนี้ (ตามความเชื่อ) ต้องขออนุญาต จากผู้ที่ดูแลถ้ำ และเข้าไปชมด้วยความสงบ ห้ามส่งเสียงดัง และพูดจาในสิ่งที่ไม่ ถ้ำนี้จะแตกต่างจากทุกถ้ำที่ไปมาเพราะทุกอณูของถ้ำ เหมือนมีชีวิต และเหมือนกำลังจับตามองผู้ที่เข้ามาทุกฝีก้าว ถ้ำนี้ไม่มีใครที่กล้าเข้ามาพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งๆที่อยู่ในเขตอุทยาน ขุนน้ำนางนอน ซึ่งต่างจากถ้ำที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง กลับได้รับการดูแลอย่างดี …
ขณะเดียวกันรัฐบาลขอพระราชานุญาตใช้พระลานพระราชวังดุสิตเป็นสถานที่จัดเลี้ยงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายและผู้ช่วยมีส่วนช่วยเหลือนักฟุตบอลและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี 13คน ออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชานุญาตแล้ว โดยรัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินงานในวันพุธที่ 1 ส.ค. ระหว่างเวลา 18.00 - 21.00 น. โดยงานดั่งกล่าวใช้ชื่อว่า “ ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน United As One “ สำหรับชาวต่างชาติที่มาช่วยในงานนี้ที่เดินทางกลับประเทศไปแล้ว เขาคงไม่กลับมา แต่จะเชิญทางสถานทูตประเทศจองเขามาร่วม โดยงานดังกล่าวนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาร่วมด้วย และต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้รวบรวมสรรพกำลังเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ ด้วยการบูรณการความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั้งไทยและต่างประเทศประเทศที่เข้าร่วมภารกิจช่วยหมูป่า ประกอบด้วย ประเทศไทย , ลาว , อังกฤษ , สหรัฐอเมริกา , ออสเตรเลีย , เมียนมา , จีน , ญี่ปุ่น , เยอรมัน , เนเธอร์แลนด์ , เบลเยี่ยม ,เกาหลีใต้ , ฟินแลนด์ , ยูเครน , ฝรั่งเศษ , สาธารณรัฐเช็ก , รัสเซีย , อิสราเอล , อิตาลี , ฟิลิปปินส์ , สวีเดน , และเดนมารก์ จนภารกิจการค้นหาและกู้ภัยประสบความสำเร็จ และจากเหตุการณ์ดังกล่าวประเทศไทยและทั่วโลกมีความภาคภูมิใจที่เข้ามาช่วยเหลือโดยคิดเพียงแต่คำว่า “ต้องช่วย 13 ชีวิตออกจากถ้ำให้สำเร็จ ” เป็นปรากฎการณ์ที่จะเป็นต้นแบบแห่งการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเมื่อยามมีภัยพิบัติเกิดขึ้น นอกจากนี้ทางด้านรัฐบาล ได้ทำหนังสือขอบคุณประเทศต่างๆไปยังผุ้นำของแต่ละประเทศแล้วและทำประกาศนียบัตรมอบให้ทุกคนที่ช่วยเหลือและได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาอำนวยความสะดวกหากผู้ที่มาช่วยเหลือครั้งนี้ต้อองการท่องเที่ยวในประเทศไทย งานนี้ผมขอชื่นชมผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ในฐานะผู้บัญชาการช่วยเหลือในครั้งนี้ที่นำทีมปฎิบัติงานช่วย 13 ชีวิตได้ยอดเยี่ยม ทำงานอย่างรอบคอบ ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบบังคับจากสภาพอากาศในช่วงมรสุม มีการหยุดพักการปฎิบัติสลับเปลี่ยนทีมเป็นระยะ มีการวางแผนที่ดี และทำได้สำเร็จตามแผน มีความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งการประสานงานร่วมกับทีมช่วยเหลือจากทั่วโลกได้ดีและขอให้ท่านมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่สูงขึ้นครับ
ดร.โรจนศักดิ แสงธศิริวิไล
CRM ทิศทางการตลาดแนวใหม่ในยุค
e-Commerce
CRM คือเครื่องมือการจัดการความสัมพันธ์ชนิดหนึ่งซึ่งมีมานานแล้วเสมือนเป็น
"เหล้าเก่าในขวดใหม่" และปัจจุบันธุรกิจเปลี่ยนจากตลาดของผู้ผลิต
มาเป็นขึ้นอยู่กับลูกค้า จึงเริ่มเน้นนำมาใช้เพื่อมุ่งหวังในการสร้างลูกค้าใหม่ ,
รักษาลูกค้าเดิมไว้และทำกำไรให้กับตัวเราและลูกค้า
เพราะปัจจุบันถือว่าลูกค้าอยู่ได้บริษัทถึงจะอยู่ได้
ต้องทราบว่าลูกค้าของบริษัทขายสินค้าอย่างไรแก่ลูกค้าของเขาอีกต่อหนึ่ง
ซึ่งก่อนหน้านี้จะเป็นเพียงซื้อขายกันแล้วก็จบ หรือให้บริการก็ต่อเมื่อลูกค้าของบริษัทร้องขอเท่านั้น
แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอ ถือได้ว่าต้องรวม ( integrate) ระหว่างกระบวนการแต่ละขั้นตอนจากต้นจนจบตั้งแต่ผลิตถึงจำหน่ายสุดท้าย
( process), บุคลากร ( human), และ technology
รวมกันแล้วเป็นสิ่งไม่ตาย ( living thing) เสมือนเป็น
spirit, ความเชื่อ และจิตใจของพนักงานในบริษัทที่จะ success
โดยความร่วมมือจากทุก ๆแผนก
มุ่งที่ลูกค้าเน้นให้ข้อมูลที่ลูกค้าอยากจะรู้หรือสงสัย โดยการวัด และ
feedback มิใช่สรุปจากตัวเอง โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น e-Commerce,
โทรศัพท์สอบถามปัญหา , ข่าวสารทางจดหมาย
เป็นต้น
การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า หรือ ?
Customer Relationship Management (CRM) : ทิศทางการตลาดแนวใหม่ในยุค
e-Commerce นอกจากนี้ CRM มีความสำคัญขึ้นมาเนื่องจาก
technology ทางด้าน computer, internet ที่สามารถเข้ามารองรับงานทางด้านการให้บริการข่าวสาร และข้อมูลแก่ลูกค้าได้อย่างเต็มที่
ประโยชน์ของ CRM
ที่จะได้รับคือเป็นการจัดการเพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ
( satisfy customer)?และนำไปสู่ความซื่อสัตย์ในการซื้อสินค้า
และบริการจากผู้ขายรายเดิม ( loyalty customer) นอกจากนี้ลูกค้าจะต้องได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น
มุ่งเน้นลูกค้าหลัก หรือลูกค้าสำคัญ จะเห็นว่าเดิมเป็นการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว
แต่ปัจจุบันขาย solution หรือ system ซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้า
พร้อมส่งให้ลูกค้าพร้อมสินค้าของบริษัท หรือเมื่อมี interaction จาก access point ใด ๆ
e-Commerce
เป็นเครื่องมือหรือช่องทางซึ่งใช้จุดเด่นของ
technology มาช่วย CRM โดย e-Commerce
หมายถึง Internet แล้วยังหมายถึงการดำเนินธุรกิจโดยใช้รูปแบบทาง
electronic เข้ามาช่วย เช่น software ทางบัญชีแทนระบบเอกสาร
โดยต้องให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ ( strategy) ที่ตั้งไว้ก่อน
มีทั้งรูปแบบที่ถูกกฎหมาย และผิดกฎหมายเช่น เมื่อลูกค้าสั่งซื้อยาจาก homepage
แต่เวลาจัดส่งจะแจ้งเป็นสินค้าตัวอย่าง หรือเอกสาร
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือภาษีระหว่างประเทศ ? ซึ่ง e-Commerce
มีข้อดีคือ เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลกแบบไร้พรมแดน , เป็นสือที่รวดเร็ว , ช่วยลดต้นทุนเนื่องจากใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แทนพนักงานที่ต้องเพิ่มขึ้น
หรือมี Webpage แทนหน้าร้านจริง ๆ
สามารถขายได้ทั้งสินค้าและข้อมูล และเปิดบริการได้ตลอด 24
ชั่วโมง
การจัดตั้งระบบ CRM
ต้องเริ่มต้นที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนทุกแผนกต้องร่วมมือกัน
ทำงานด้วยกัน เพื่อสนองความต้องการลูกค้าแต่ละคน ( individual)?เพื่อให้ได้เป้าหมายรวมคือคุณภาพสูง ราคาต่ำ และลูกค้ามีความพึ่งพอใจ
อย่างสะดวก และสม่ำเสมอ ( consistent) โดยใช้ communication
และ coordination นำมาเลือกเน้นกลยุทธ์ 1 อย่าง จาก 3 อย่าง ออกมา เพราะไม่สามารถทำทั้ง 3 อย่างพร้อมกันคือเลือก
1.การหาลูกค้าใหม่ เช่นผลิตภัณฑ์มี innovation,? มีความสะดวก
2.การเพิ่มกำไร เช่น ลด cost ให้ลูกค้า
3.การรักษาลูกค้าเก่าไว้ เน้นเป็นกลุ่มที่สำคัญ หรือกลุ่มหลัก
เช่นบริการหลังการขาย เมื่อเลือกเน้นกลยุทธ์ได้แล้วจึงนำฐานข้อมูล และ technologh
ที่เหมาะสมมาดำเนินงานให้เน้นการรวมอย่างมีประสิทธิภาพของ
ความรู้ในตัวลูกค้า , การติดต่อ , การต่อเชื่อมในแต่ละกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น
จนจบถึงขั้นตอนสุดท้าย , การให้บริการร่วมจากบริษัทในเครือทั้งหมด
เพื่อให้ได้ application และความสะดวก เช่นใช้ e-Commerce
แล้วต้องเน้นที่ลูกค้า
เมื่อได้เป้าหมายแล้วต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด
โดยต้องมีผู้บริหารกำกับดูแลโดยเฉพาะ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับผู้บริหารระดับสูง
เพราะเกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงาน , งบประมาณในการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้เพื่อช่วยให้เกิดความสะดวกในการ
ติดต่อสือสาร และต้องใช้เวลานานเป็นปี ๆ
การทำงานต้องพิจารณาทุกกระบวนการถึงการแก้ไขปัญหาหรือตอบคำถามได้ทันทีเมื่อ มี interact
ซึ่งการแก้ไขหรือคำตอบได้เตรียมตัวไว้เรียบร้อยแล้วทุก ๆ access
point แต่อย่างไรก็ตามการทำ CRM จะมีแรงต้านเนื่องจากการเมือง
เช่น ต้องตัดผ่านทุกแผนกให้ร่วมมือกัน แต่หัวหน้าขึ้นไปอาจไม่เข้าใจ , จากวัฒนธรรม เช่น การสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจ , จากองค์กร
เช่น ผังองค์การต้องหารือกันให้เข้าใจก่อนเริ่มทำระบบ
ตัวอย่างของการนำระบบ computer เข้ามาใช้ในเรื่อง
CRM
คือ ระบบ call
center ซึ่งช่วยในการตอบคำถาม หรือข้อสงสัยของลูกค้าโดยการจัดทำเป็น
voice menu ไว้ให้ลูกค้าเลือกเมื่อโทรศัพท์ติดต่อเข้ามา
แต่ถ้าลูกค้าต้องการจะพูดคุยกับพนักงานก็สามารถเลือกได้
ซึ่งระบบนี้สามารถให้บริการลูกค้าให้มากขึ้น และสามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง อันนำมาซึ่งความพึงพอใจของลูกค้า อย่างไรก็ตาม
วิทยากรได้สรุปความเห็นว่า การจะนำ CRM มาใช้ในองค์กร
ควรต้องคำนึงถึงรูปแบบ และความพร้อมขององค์กรด้วย ไม่จำเป็นว่าจะต้องนำระบบ computer
เข้ามาใช้จึงจะสามารถสร้าง relationship กับลูกค้าได้
แต่ยังมีอีกหลาย ๆวิธี เช่นการพบปะพูดคุยกับลูกค้า , การโทรศัพท์เพื่อสอบถามปัญหาจากลูกค้า ,
การส่งแบบสอบถาม หรือข้อมูลข่าวสารต่าง ๆให้ลูกค้าทราบ เป็นต้น
แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะสร้าง
relationship กับลูกค้าคือ "ทุกคนในองค์กรต้องร่วมมือร่วมใจกันในการที่จะให้บริการลูกค้าให้ดีที่สุด" ขอขอบคุณ
ดร.สามารถ เผ่าภคะ ( The Chinese University of HongKong) และคุณนิธิธร
ตั้งสืบกุล ( CRM ASEAN Manager) ที่ให้องค์ความรู้เรื่องนี้
ที่มา : http://www.marketingbyte.com/
สร้างคนให้คิดเเบบเถ้าเเก่ใหญ่ - Marketeer #THEEXCLUSIVE ธนินท์ เจียรวนนท์
VIDEO
โฆษณาสินค้าอย่างไรให้มียอดการขายเพิ่มขึ้น
การโฆษณา
หมายถึงรูปแบบการให้ข่าวสารเกี่ยวกับสินค้า บริการหรือความคิด
โดยไม่ใช้บุคคลและต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อจูงใจโดยหวังผลทางด้านยอดขาย
และสามารถระบุผู้เป็นเจ้าของชิ้นงานโฆษณานั้นได้
ประเภทของการโฆษณา
1. จัดตามประเภทกลุ่มเป้าหมาย
( By Target Audience) แบ่งออกได้ดังนี้
1.1 การโฆษณาที่มุ่งสู่ผู้บริโภค
( Consumer Advertising)
1.2
การโฆษณาที่มุ่งสู่หน่วยธุรกิจ ( Business Advertising)
2. จัดตามประเภทอาณาบริเวณทางภูมิศาสตร์
( By Geographic)
2.1 การโฆษณาที่มุ่งต่างประเทศ ( International
Advertising)
2.2 การโฆษณาระดับชาติ ( National
Advertising)
2.3 การโฆษณาในเขตใดเขตหนึ่ง ( Regional
Advertising)
2.4 การโฆษณาระดับท้องถิ่น ( Local
Advertising)
3. จัดตามประเภทสื่อ ( By
Medium)
3.1 ทางโทรทัศน์
3.2 ทางวิทยุ
3.3 ทางนิตยสาร
3.4 โดยใช้จดหมายตรง
3.5 นอกสถานที่
4. จัดตามประเภทเนื้อหา
หรือ จุดมุ่งหมาย ( By Content or Purpose)
4.1
การโฆษณาผลิตภัณฑ์กับการโฆษณาสถาบัน
(Product Versus Institutional Advertising)
4.2
การโฆษณาเพื่อหวังผลทางการค้ากับการโฆษณาที่ไม่หวังผลทางการค้า (Commercial Versus Noncommercial Advertising)
4.3 การโฆษณาให้เกิดกระทำกับการโฆษณาให้เกิดการรับรู้ (Action Versus Awareness Advertising)
การตัดสินใจที่สำคัญในกระบวนการโฆษณา
1.การตัดสินใจเกี่ยวกับตลาดเป้าหมาย
หรือผู้ฟัง ( Market) คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ผู้ฟัง ผู้ชม
2.การตัดสินใจกำหนดวัตถุประสงค์ของการโฆษณา
2.1 เพื่อแจ้งข่าวสาร ( To Inform)
2.2
เพื่อจูงใจ ( To Persuade)
2.3
เพื่อเตือนความจำ ( To Remind)
3.การตัดสินใจเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณการโฆษณา
4.การตัดสินใจสร้างสรรงานโฆษณา
5.การตัดสินใจเลือกสื่อโฆษณา
ได้แก่ สื่อโฆษณา โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร จดหมายตรง
สื่อโฆษณานอกสถานที่
6.การตัดสินใจการวิจัยและวัดผลการโฆษณา
การส่งเสริมการขาย ( Sales Promotion)
หมายถึง
การจูงใจโดยเสนอคุณค่าพิเศษแก่ผู้บริโภค คนกลาง หรือ หน่วยการขาย เพื่อเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ในทันที
นอกเหนือจากกิจกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ
1. การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่ผู้บริโภค
( Consumer Promotion )
1.1 การแจกคูปอง ( Coupons)
1.2 การลดราคา ( Price Off)
1.3 การรับประกันให้เงินคืน ( Refund)
1.4 การคืนเงิน ( Rabates)
1.5 การให้ของแถม ( Premiums)
1.6 การแจกตัวอย่างสินค้า ( Sampling)
1.7 การเสนอขายโดยรวมผลิตภัณฑ์ ( Combination
Offers)
1.8 การแข่งขัน ( Contest) และการชิงรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ( Sweeptakes)
1.9 การจัดแสดงสินค้า ณ จุดซื้อ ( Point
of Purchase Display)
1.10 แสตมป์การค้าและแผนการต่อเนื่อง
( Trading Stamp and Continuity Plan)
2. การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่คนกลาง
( Trade or Dealer Promotion)
2.1 ข้อตกลงการค้า ( Trade deals)
2.2 ส่วนลด ( Discount)
2.3 ส่วนยอมให้ ( Allowances)
2.4 การโฆษณาร่วมกัน ( Cooperative
Advertising)
2.5 การแถมตัวอย่างแก่คนกลาง ( Dealer
Free Goods)
2.6 การแข่งขันทางการขาย ( Sales
Contest)
3. การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่พนักงานขาย
( Sales Forces Promotion )
3.1 การแข่งขันทางการขาย ( Sales
Contest)
3.2 การฝึกอบรมการขาย ( Sales
Training)
3.3 การมอบอุปกรณ์ช่วยขาย ( Selling
Aids)
3.4 การกำหนดโควต้าการขาย ( Sales
Quota)
3.5
การให้สิ่งจูงใจจากการหาลูกค้าใหม่ ( New Customer Incentives)
การประชาสัมพันธ์
หมายถึง
ความพยายามที่มีการวางแผน โดยกิจการหนึ่งเพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อองค์การ ให้เกิดกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
วิธีการประชาสัมพันธ์ที่นิยมใช้มีดังนี้
1.การใช้สิ่งพิมพ์ ( Publication)
2.การใช้เหตุการณ์พิเศษ ( Events)
3.การให้ข่าว ( News)
4.การกล่าวสุนทรพจน์ ( Speeches)
5.การให้บริการชุมชนและสังคม ( Public and Social Services
Activities)
6.การใช้สื่อเฉพาะ ( Identify Media)
รอบรู้เรื่องประกัน ป้ายโฆษณาหล่นทับ
พายุฝนฟ้าคะนองแบบนี้
สิ่งที่ต้องระวัง ก็คือ
บรรดาป้ายโฆษณาขนาดใหญ่จะพังทับบ้านเรือนและทรัพย์สินบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ตั้งป้ายโฆษณา
ให้ได้รับความเสียหาย ดังนั้น จึงมีคำถามว่า หากเจ้าของป้ายโฆษณาสามารถทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่เกิดจากป้ายโฆษณาได้หรือไม่
และถ้าได้การประกันภัยป้ายโฆษณาให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากภัยอะไรบ้าง รวมถึงถ้าป้ายโฆษณาพังลงมาโดนรถยนต์ที่กำลังวิ่งอยู่บนท้องถนน
ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย และรถยนต์คันนั้นได้ทำประกันภัยประเภทหนึ่งไว้กับบริษัทประกันภัยไว้
ความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์จะต้องเรียกร้องเอาจากบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณา
หรือจากบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์
เกี่ยวกับเรื่องนี้
กรมการประกันภัย ชี้แจงว่า เจ้าของป้ายโฆษณาอาจทำประกันภัยความเสียหาย
หรือสูญหายที่เกิดแก่ป้ายโฆษณา
และประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกอันเกิดจากป้ายโฆษณาได้
โดยการประกันภัยป้ายโฆษณา
เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความเสียหายอันเกิดจากภัย ดังต่อไปนี้
1.ความสูญเสีย
หรือความเสียหายที่เกิดแก่ป้ายโฆษณา หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของป้ายโฆษณา
ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากเหตุภายนอก อัคคีภัย ฟ้าผ่า ภัยระเบิด
หรือจากการลักทรัพย์
2.ความเสียหายต่อความบาดเจ็บ
หรือการเสียชีวิตของบุคคลภายนอก หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
อันเป็นผลมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากป้ายโฆษณา
ส่วนกรณีที่ป้ายโฆษณาที่พังลงมาโดนรถยนต์ได้รับความเสียหาย
เจ้าของรถยนต์สามารถจะเลือกเอาได้ว่า
จะเรียกร้องเอาจากบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณา
หรือจากบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ประเภทหนึ่ง สมมติว่า
เลือกที่จะเรียกร้องเอากับบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณาจนครบถ้วนตามที่เสียหายจริงแล้ว
ก็จะไม่สามารถเรียกร้องเอาจากบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ได้อีก
แต่ถ้าค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องได้จากบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณายังไม่ครบถ้วนตามที่เสียหายจริง
ก็สามารถจะเรียกร้องเอาจากบริษัทที่รับประกันภัยความเสียหาย
หรือสูญหายต่อรถยนต์ในส่วนที่ยังไม่คุ้มกับความเสียหายได้อีก
ในทางกลับกัน
ถ้าเจ้าของรถยนต์เลือกที่จะเรียกร้องเอากับบริษัทที่รับประกันรถยนต์จนได้รับค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนตามจำนวนที่เสียหายแล้ว
ก็ไม่สามารถเรียกร้องเอากับบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณาได้อีก
และสิทธิที่จะเรียกร้องเอากับบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณาได้นั้น
ได้โอนไปเป็นของบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 880 แต่ถ้าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องได้จากบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ยังไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่เสียหายแล้ว
ก็สามารถจะเรียกร้องเอาจากบริษัทที่รับประกันภัยโฆษณาในส่วนที่ยังไม่คุ้มกับความเสียหายได้อีก
โฆษณาสินค้าอย่างไรให้มียอดการขายเพิ่มขึ้น
การโฆษณา หมายถึงรูปแบบการให้ข่าวสารเกี่ยวกับสินค้า บริการหรือความคิด
โดยไม่ใช้บุคคลและต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อจูงใจโดยหวังผลทางด้านยอดขาย
และสามารถระบุผู้เป็นเจ้าของชิ้นงานโฆษณานั้นได้
ประเภทของการโฆษณา
1. จัดตามประเภทกลุ่มเป้าหมาย ( By
Target Audience) แบ่งออกได้ดังนี้
1.1 การโฆษณาที่มุ่งสู่ผู้บริโภค ( Consumer Advertising)
1.2 การโฆษณาที่มุ่งสู่หน่วยธุรกิจ ( Business Advertising)
2. จัดตามประเภทอาณาบริเวณทางภูมิศาสตร์ ( By
Geographic)
2.1 การโฆษณาที่มุ่งต่างประเทศ ( International Advertising)
2.2 การโฆษณาระดับชาติ ( National Advertising)
2.3 การโฆษณาในเขตใดเขตหนึ่ง ( Regional Advertising)
2.4 การโฆษณาระดับท้องถิ่น ( Local Advertising)
3. จัดตามประเภทสื่อ ( By Medium)
3.1 ทางโทรทัศน์
3.2 ทางวิทยุ
3.3 ทางนิตยสาร
3.4 โดยใช้จดหมายตรง
3.5 นอกสถานที่
4. จัดตามประเภทเนื้อหา หรือ จุดมุ่งหมาย ( By
Content or Purpose)
4.1 การโฆษณาผลิตภัณฑ์กับการโฆษณาสถาบัน ( Product Versus
Institutional Advertising)
4.2 การโฆษณาเพื่อหวังผลทางการค้ากับการโฆษณาที่ไม่หวังผลทางการค้า ( Commercial
Versus Noncommercial Advertising)
4.3 การโฆษณาให้เกิดกระทำกับการโฆษณาให้เกิดการรับรู้ ( Action
Versus Awareness Advertising)
การตัดสินใจที่สำคัญในกระบวนการโฆษณา
1.การตัดสินใจเกี่ยวกับตลาดเป้าหมาย หรือผู้ฟัง
( Market) คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ผู้ฟัง ผู้ชม
2.การตัดสินใจกำหนดวัตถุประสงค์ของการโฆษณา
2.1 เพื่อแจ้งข่าวสาร ( To Inform)
2.2 เพื่อจูงใจ ( To Persuade)
2.3 เพื่อเตือนความจำ ( To Remind)
3.การตัดสินใจเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณการโฆษณา
4.การตัดสินใจสร้างสรรงานโฆษณา
5.การตัดสินใจเลือกสื่อโฆษณา ได้แก่ สื่อโฆษณา
โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร จดหมายตรง สื่อโฆษณานอกสถานที่
6.การตัดสินใจการวิจัยและวัดผลการโฆษณา
การส่งเสริมการขาย ( Sales Promotion)
หมายถึง การจูงใจโดยเสนอคุณค่าพิเศษแก่ผู้บริโภค คนกลาง หรือ หน่วยการขาย
เพื่อเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ในทันที นอกเหนือจากกิจกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ
1. การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่ผู้บริโภค ( Consumer
Promotion)
1.1 การแจกคูปอง ( Coupons)
1.2 การลดราคา ( Price Off)
1.3 การรับประกันให้เงินคืน ( Refund)
1.4 การคืนเงิน ( Rabates)
1.5 การให้ของแถม ( Premiums)
1.6 การแจกตัวอย่างสินค้า ( Sampling)
1.7 การเสนอขายโดยรวมผลิตภัณฑ์ ( Combination Offers)
1.8 การแข่งขัน ( Contest) และการชิงรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ( Sweeptakes)
1.9 การจัดแสดงสินค้า ณ จุดซื้อ ( Point of Purchase Display)
1.10 แสตมป์การค้าและแผนการต่อเนื่อง ( Trading Stamp and Continuity
Plan)
2. การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่คนกลาง ( Trade
or Dealer Promotion)
2.1 ข้อตกลงการค้า ( Trade deals)
2.2 ส่วนลด ( Discount)
2.3 ส่วนยอมให้ ( Allowances)
2.4 การโฆษณาร่วมกัน ( Cooperative Advertising)
2.5 การแถมตัวอย่างแก่คนกลาง ( Dealer Free Goods)
2.6 การแข่งขันทางการขาย ( Sales Contest)
3. การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่พนักงานขาย ( Sales
Forces Promotion)
3.1 การแข่งขันทางการขาย ( Sales Contest)
3.2 การฝึกอบรมการขาย ( Sales Training)
3.3 การมอบอุปกรณ์ช่วยขาย ( Selling Aids)
3.4 การกำหนดโควต้าการขาย ( Sales Quota)
3.5 การให้สิ่งจูงใจจากการหาลูกค้าใหม่ ( New Customer Incentives)
การประชาสัมพันธ์
หมายถึง ความพยายามที่มีการวางแผน
โดยกิจการหนึ่งเพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อองค์การ ให้เกิดกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
วิธีการประชาสัมพันธ์ที่นิยมใช้มีดังนี้
1.การใช้สิ่งพิมพ์ ( Publication)
2.การใช้เหตุการณ์พิเศษ ( Events)
3.การให้ข่าว ( News)
4.การกล่าวสุนทรพจน์ ( Speeches)
5.การให้บริการชุมชนและสังคม ( Public
and Social Services Activities)
6.การใช้สื่อเฉพาะ ( Identify Media)
รอบรู้เรื่องประกัน ป้ายโฆษณาหล่นทับ
พายุฝนฟ้าคะนองแบบนี้ สิ่งที่ต้องระวัง ก็คือ
บรรดาป้ายโฆษณาขนาดใหญ่จะพังทับบ้านเรือนและทรัพย์สินบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ตั้งป้ายโฆษณา
ให้ได้รับความเสียหาย ดังนั้น จึงมีคำถามว่า
หากเจ้าของป้ายโฆษณาสามารถทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่เกิดจากป้ายโฆษณาได้หรือไม่
และถ้าได้การประกันภัยป้ายโฆษณาให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากภัยอะไรบ้าง
รวมถึงถ้าป้ายโฆษณาพังลงมาโดนรถยนต์ที่กำลังวิ่งอยู่บนท้องถนน
ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย
และรถยนต์คันนั้นได้ทำประกันภัยประเภทหนึ่งไว้กับบริษัทประกันภัยไว้
ความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์จะต้องเรียกร้องเอาจากบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณา
หรือจากบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์
เกี่ยวกับเรื่องนี้ กรมการประกันภัย ชี้แจงว่า
เจ้าของป้ายโฆษณาอาจทำประกันภัยความเสียหาย หรือสูญหายที่เกิดแก่ป้ายโฆษณา
และประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกอันเกิดจากป้ายโฆษณาได้
โดยการประกันภัยป้ายโฆษณา
เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความเสียหายอันเกิดจากภัย ดังต่อไปนี้
1.ความสูญเสีย หรือความเสียหายที่เกิดแก่ป้ายโฆษณา
หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของป้ายโฆษณา ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากเหตุภายนอก อัคคีภัย ฟ้าผ่า ภัยระเบิด
หรือจากการลักทรัพย์
2.ความเสียหายต่อความบาดเจ็บ หรือการเสียชีวิตของบุคคลภายนอก
หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก อันเป็นผลมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากป้ายโฆษณา
ส่วนกรณีที่ป้ายโฆษณาที่พังลงมาโดนรถยนต์ได้รับความเสียหาย
เจ้าของรถยนต์สามารถจะเลือกเอาได้ว่า
จะเรียกร้องเอาจากบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณา
หรือจากบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ประเภทหนึ่ง สมมติว่า
เลือกที่จะเรียกร้องเอากับบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณาจนครบถ้วนตามที่เสียหายจริงแล้ว
ก็จะไม่สามารถเรียกร้องเอาจากบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ได้อีก
แต่ถ้าค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องได้จากบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณายังไม่ครบถ้วนตามที่เสียหายจริง
ก็สามารถจะเรียกร้องเอาจากบริษัทที่รับประกันภัยความเสียหาย
หรือสูญหายต่อรถยนต์ในส่วนที่ยังไม่คุ้มกับความเสียหายได้อีก ในทางกลับกัน
ถ้าเจ้าของรถยนต์เลือกที่จะเรียกร้องเอากับบริษัทที่รับประกันรถยนต์จนได้รับค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนตามจำนวนที่เสียหายแล้ว
ก็ไม่สามารถเรียกร้องเอากับบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณาได้อีก
และสิทธิที่จะเรียกร้องเอากับบริษัทที่รับประกันภัยป้ายโฆษณาได้นั้น
ได้โอนไปเป็นของบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 880
แต่ถ้าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องได้จากบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ยังไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่เสียหายแล้ว
ก็สามารถจะเรียกร้องเอาจากบริษัทที่รับประกันภัยโฆษณาในส่วนที่ยังไม่คุ้มกับความเสียหายได้อีก
ที่มาของข้อมูลที่นำมาเสนอ : http://cyberlab.lh1. ku.ac.th/elearn/faculty/admin/admin09/ UntitledFrameset-total.htm
ขอขอบพระคุณ
16
วิธีการสร้างแรงดึงดูดให้ลูกค้าสนใจสินค้าท่า น
ถึงเวลาที่จะคิดการตลาดธุรกิจขนาดเล็กที่จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กการตลาดบางครั้งสามารถ
daunting แต่ใช้เวลาเหล่านี้
20 ความคิดและดำเนินการดังนี้
1.ชื่อสินค้าธุรกิจของคุณอย่างชัดเจน ตรวจสอบให้แน่ใจชื่อธุรกิจหรือโลโก้ของคุณอย่างชัดเจนระบุประโยชน์สูงสุดของสิ่งที่คุณจะนำเสนอในทางที่จะอุทธรณ์ไปยังตลาดของคุณ ; ให้มันง่ายสั้นและน่าจดจำ
2. เห็นได้ในทุกสถานที่ที่เหมาะสม
คิดเกี่ยวกับการที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณไปและพยายามที่จะจัดในการโฆษณาด้วยการแสดงโปสเตอร์แผ่นพับหรือมี
สำหรับตลาดเยาวชนให้ใช้ Twitter, Facebook, YouTube หรือแหล่งข้อมูลออนไลน์อื่น
ๆ สำหรับผู้ใหญ่และครอบครัวของเด็กก็อาจจะมีซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น , ห้องสมุด , ห้องออกกำลังกายหรือ
"แม่และเด็กวัยหัดเดิน" กลุ่ม สำหรับตลาดระดับสูง , หรือโฆษณาในแผ่นกระดาษหรือท้องถิ่นฟรีบัตรกำนัลส่วนลดอาจจะมีโปรโมชั่น
3. ให้ความรู้ของคุณไป
สิ่งที่คุณรู้เกี่ยวกับธุรกิจของคุณและธุรกิจของคุณเป็นที่น่าสนใจ
และมีโอกาสที่มีคุณค่ากับคนอื่น ๆ ใด ๆ ออกไป
หากคุณสามารถที่จะเปิดเผย "เทคนิคของการค้า" ที่จะช่วยให้พวกเขาให้ดีที่สุดใช้ในสิ่งที่คุณขาย
ความรู้ของคุณเพื่อตั้งค่าสำหรับตัวเอง
แต่ส่วนมากของลูกค้าของคุณจะรู้สึกพอใจว่าคุณยินดีที่จะเปิดและซื่อสัตย์กับพวกเขา
4. สร้างความพึงพอใจในการใช้สินค้า ซึ่งจะเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีค่ามาก --
และไม่มีอย่างแรง ให้แน่ใจว่าลูกค้าของท่านทั้งหมด 100%
ทำให้คุณมีความสุขและความพึงพอใจกับบริการที่ท่านได้ให้ไว้กับพวกเขาและพวกเขาจะกลายเป็นทูตของธุรกิจของคุณ
5 .ตรวจสอบการแข่งขัน
การใช้เพื่อนหรือจ่าย" Mystery
Shopper"เพื่อเรียกร้องให้ธุรกิจอื่น ๆ
ในพื้นที่ของคุณเพื่อดูว่าพวกเขาทำงาน
ได้รับถือของวรรณกรรมโฆษณาของพวกเขาและเปรียบเทียบข้อเสนอนี้กับคุณ
ตรวจสอบเว็บไซต์ของตน คุณสามารถทำอะไรเพื่อทำให้ธุรกิจของคุณโดดเด่น ?
6. ให้ส่วนลด
จัดทำใบราคาพิเศษที่จะใช้ที่ร้านค้าหรือธุรกิจของคุณ
(อาจจะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เคลื่อนย้ายบางอย่างช้าลงหรือในวันหนึ่งเมื่อการค้าของคุณมักจะหย่อน)
เพิ่มวันหมดอายุในการสร้างความรู้สึกเร่งด่วน
คุณอาจรวมถึงบัตรกำนัลส่วนลดในการโฆษณาของคุณไปยังมือลูกค้าแต่ละรายหรือจดหมายไปยังลูกค้าก่อน
7.
ให้สิ่งที่ได้กับลูกค้าไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์สินค้าเพื่อให้ลูกค้าชอบ
ซึ่งอาจทำได้โดยทำสินค้าแถม หรือสินค้าตัวอย่างให้ลูกค้าทดลองโดยแถมไปกับตัวสินค้า
8. เชื่อมโยงการสั่งซื้อสินค้า
เสนอข้อเสนอที่ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสินค้า ที่ราคาลดลง
นี้สามารถกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ทั้งสองเมื่อพวกเขาจะเป็นอย่างอื่นเพียง
แต่มีซื้อหนึ่ง
9. แบบแผนความภักดีหรือรางวัล
ออกบัตรที่จะประทับเวลาลูกค้าซื้อแต่ละครั้งด้วยบัตรเต็ม entitling ลูกค้าไปยังผลิตภัณฑ์ฟรีหรือส่วนลดในการซื้อถัดไป
10. การแข่งขัน
เริ่มการแข่งขันและเลือกรางวัลที่น่าตื่นเต้นจากช่วงของผลิตภัณฑ์หรือบริการซึ่งจะไม่เสียค่าใช้จ่าย
แต่อย่างมากที่จะเป็นที่น่าสนใจให้กับลูกค้าที่มีศักยภาพของคุณ
โฆษณาการแข่งขันกันอย่างแพร่หลายในท้องถิ่นให้ส่งข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กดท้องถิ่นและวิทยุและหากเหมาะสมให้คนแน่ใจว่ามีการโทรในธุรกิจของคุณเพื่อป้อน
-- ที่ช่วยให้คุณมีโอกาสที่จะโปรโมทธุรกิจของคุณแก่ผู้ซื้อ
11. Open House Host เชิญชวนลูกค้าที่มีศักยภาพ
ทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของคุณ
และได้รับส่วนลดในการซื้อสินค้าดังกล่าวไปใช้
12 .เข้าร่วมให้บริการจองห้องพักออนไลน์
หากคุณดำเนินธุรกิจการต้อนรับ (โรงแรม , บาร์ , ผับ , ร้านกาแฟ ? r caf) พิจารณาเข้าร่วมเป็นหนึ่งในบริการจองห้องพักออนไลน์
และยังสามารถนำเสนอข้อเสนอพิเศษผ่านทางเว็บไซต์บางแห่ง
นี้อาจจะเป็นดาบสองคมของหลักสูตรว่าเป็นเว็บไซต์ที่อาจจะยังดำเนินการแสดงความคิดเห็นจากลูกค้าของคุณ
-- แต่ถ้าคุณให้บริการที่มีคุณภาพสูงและอาหารที่ยอดเยี่ยมและเครื่องดื่มการแสดงความคิดเห็นที่ดีจะช่วยเพิ่มชื่อเสียงของคุณ
13. ดำเนินการสำรวจ
ความพึงพอใจที่ลูกค้ามาใช้บริการโดยออกแบบกรอกแบบสำรวจสั้น ๆ
เกี่ยวกับการให้บริการ สินค้า การจัดบูธสินค้าป็นอย่างไร ทำเลสถานที่
การให้บริการของพนักงานขายสินค้าเป้นอย่างไร
14 .ทำบัตรสมาชิกของธุรกิจคุณให้กับลูกค้า
ซึ่งเป็นวิธีการสร้างแรงซื้อสินค้าโดยให้ส่วนลดในการซื้อสินค้า และยังเป็น
วิธีการสร้างฐานข้อมูลสำหรับกิจกรรมการตลาดในอนาคตอีก
15 .โบรชัวร์หรือใบปลิวการแนะนำสินค้า
ในการแจกจ่ายกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่จุดขายของคุณ โดยเน้นการจูงใจซื้อสินค้าในราคาพิเศษ
16.
การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของท้องถิ่นและกิจกรรม
หากมีกิจกรรมของชุมชนในเมืองของคุณให้แน่ใจว่าคุณจะมีการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของคุณ
--
บางทีคุณอาจจะมีกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กเพื่อให้ออกไปหรือมือออกบัตรกำนัลเป็นส่วนลดในธุรกิจของคุณ
หากมีกิจกรรมการกุศลในท้องถิ่นมีส่วนร่วมด้วยตัวคุณเอง
8 บทเรียนธุรกิจ จาก Richard Branson สุดยอด
CEO
การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ
ไม่ใช่เรื่องง่ายและก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินความสามารถของผู้ที่มุ่งมั่น ทุ่มเท
อดทนต่ออุปสรรคต่างๆ Richard Branson ผู้ก่อตั้งบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง
Virgin ซึ่งกว่าที่เขาจะพบกับความสำเร็จดังเช่นปัจจุบัน
เขาต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ล้มลุกคลุกคลานมานับไม่ถ้วน ในวันนี้! ได้นำ 8
บทเรียนสำคัญทางธุรกิจของชายผู้นี้ มาฝากให้เป็นแนวคิดนำไปปรับใช้ในธุรกิจกันครับ
1.มองโลกในแง่ดี
ส่วนสำคัญที่ทำให้ Richard
Branson ประสบความสำเร็จได้นั้นก็คือ
เขาเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี และพร้อมที่จะเปิดใจคว้าโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ
ถึงแม้ว่าโอกาสเหล่านั้นจะช่วยทำให้เขาประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็ตาม
แต่สำหรับเขาแล้วการคิดแง่ดี มันย่อมดีกว่าการที่เรานั่งอยู่เฉยๆ
โดยที่ไม่ได้ทำอะไร แล้วปล่อยให้โอกาสหลุดรอยไป
2.ธุรกิจเปรียบเสมือนภาพสะท้อน
การเป็นเจ้าของกิจการ คุณจะต้องทำงานหนักกว่าอาชีพอื่นๆ หลายเท่า
เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ใจรักและความตั้งใจซึ่งจะสะท้อนออกมาผ่านสิ่งที่คุณทำ
เช่น หากคุณนำสินค้าที่ไม่ดีมาขาย หรือขาด Service mind หลังการขาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้
จะเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจของคุณเป็นอย่างไร
3.ลงมือทำ
หนทางลัดในการเรียนรู้ คือการลงมือทำ เพราะประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้
คือครูที่ดีที่สุดของคุณ ซึ่งตัวของ Richard Branson เอง ก็ได้พยายามทำสิ่งต่างๆ
ด้วยตัวเองอยู่เสมอ เพราะต่อให้คุณจะต้องล้มเหลวอีกกี่ครั้ง
คุณก็จะสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดนี้ และหาวิธีแก้ไขที่ถูกต้องได้
และจะทำให้คุณเกิดการเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการลงมือทำด้วยตัวเอง
4.ตั้งเป้าหมายท้าทายความสามารถ
ในธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะประกอบกิจการใด
คุณควรที่จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เสมอ และถ้าอยากประสบความสำเร็จเหนือผู้อื่น
การตั้งเป้าหมายที่ทำได้ยากเกินความสามารถของคุณ
ถือเป็นความท้าทายและช่วยผลักดันให้พัฒนาตัวเองมากขึ้น เพราะหากคุณทำได้สำเร็จ
นอกจากคุณจะมีความสุขแล้ว ยังช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นอีกด้วย
5.ต้องซื่อสัตย์
ความซื่อสัตย์และความภักดี ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ
ดังนั้นการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน รวมถึงการเลือกคู่ค้าทางธุรกิจ
คุณจะต้องพยายามเฟ้นหาผู้ที่มีความซื่อสัตย์ จริงใจ
พร้อมที่จะอยู่กับคุณในช่วงที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย
และในช่วงที่ธุรกิจของคุณกำลังลำบาก
6.กล้าได้กล้าเสีย
บางครั้งความสำเร็จ
ก็มาจากการที่คุณกล้าที่จะเสี่ยงและลงมือทำอะไรในสิ่งที่คู่แข่งยังไม่ทำ
เพราะมันจะเป็นโอกาสที่ดี ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้ อาทิเช่น
การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา หรือการคิดสูตรเมนูอาหารใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครทำ
ออกมาสู่ตลาด
7.ลงทุนในธุรกิจใหม่
แม้ว่าการลงทุนขยายกิจการจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้าได้
แต่การลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ก็สามารถช่วยให้คุณประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้เช่นกัน
อีกทั้งยังช่วยกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจได้อีกด้วย เพราะหากธุรกิจเดิมของคุณถึงคราวต้องปิดตัว
หรือหมดความนิยมไป คุณก็ยังมีอีกธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้
8.ใช้สมาร์ทโฟนแต่พอดี
จริงอยู่ที่สมาร์ทโฟน เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวก
ให้กับการทำธุรกิจในปัจจุบันง่ายขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Richard Branson ก็ได้แนะนำว่า
เราไม่ควรตกเป็นทาสของเทคโนโลยีมากจนเกินไป ควรที่บริหารเวลาการใช้แต่พอดี
เพื่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน
สุดท้ายนี้หวังว่า ทั้ง 8 บทเรียนจาก Richard Branson ที่เรานำมาฝากให้
จะช่วยให้คนทำธุรกิจทุกๆ คน ประสบความสำเร็จได้ครับ
เทคนิคเด็ด วิธีช่วยปิดการขายเร็วๆ
การขายในยุคการแข่งขันสูงที่ควบคู่กับเศรษฐกิจฝืดๆ
แบบนี้ คงยากหรือไม่ก็ตัดสินใจนาน
กว่าที่ลูกค้าจะยอมควักเงินออกจากกระเป๋ามาซื้อสินค้าของคุณ
เราเลยมีสูตรการปิดการขายที่ควรลองนำไปใช้ดู
ไม่แน่ยอดขายของคุณอาจจะดีขึ้นก็เป็นได้
เทคนิคการปิดการขายยุคนี้ อาจต้องอาศัยเรื่องของโปรโมชั่นหนักหน่อย
ไม่ว่าจะเป็นลด แลก แจก หรือแถม ล้วนสร้างแรงกระตุ้นและจูงใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี
แต่ทีนี้ คุณอาจต้องมีลูกเล่นในการเสนอโปรโมชั่นต่อลูกค้า สำหรับเทคนิคแรกที่แนะนำก็คือ กลยุทธ์ “ของแถม ” นั่นเอง
ถือเป็นกลยุทธ์ที่ถูกใช้ในการปิดการขายที่อมตะนิรันดร์กาลมาก
เพราะถูกใช้มาทุกยุคทุกสมัย เพราะใครๆ ก็ชอบของแถม
ไม่ว่าจะเป็นของแถมที่มีมูลค่าสูงหรือของแถมเล็กๆ น้อยๆ
เพราะจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองได้รับอะไรที่คุ้มค่ามากกว่าปกติ
แต่รูปแบบของแถมอาจเปลี่ยนไปตามกาลเทศะและความเหมาะสม ซึ่งคุณ
1. Give people
deadline to order. ต้องมีการกำหนด
วันสิ้นสุดโปรโมชั่น เช่น บอกลูกค้าว่า ถ้าซื้อก่อนสิ้นเดือนนี้ จะได้ราคาพิเศษ
หรือได้ของแถม เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ซื้อทำการตัดสินใจซื้อโดยเร็ว
ภายในเงื่อนกำหนดเวลานั้น
2. Offer people a
money back guarantee. “รับประกัน
ไม่พอใจยินดีคืนเงิน ” เป็นข้อเสนอที่ควรจะมีไว้ให้ลูกค้า
หากคุณมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นในตัวสินค้าของลูกค้า
และหากคุณมีสินค้าที่มีคุณภาพดีจริงๆ
การรับประกันจะช่วยให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น
แต่ควรกำหนดช่วงเวลาไว้ด้วย เช่น 30 วัน , 60 วัน , 1 ปี หรือ ตลอดอายุการใช้งาน
3. Offer a free
on-site repair service for products you sell. เมื่อลูกค้าคิดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อสินค้าไม่สามารถใช้งานได้
อาจจะต้องนำสินค้าส่งซ่อมที่ศูนย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่อยากเจอจริงๆ ดังนั้น
การเสนอเงื่อนไขนี้ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และช่วยเพิ่มความมั่นใจ
และแก้ปัญหาให้ลูกค้าในอนาคตได้ช่วยให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อได้เร็วยิ่งขึ้น
4. Publish
testimonials on your ad copy. ใส่คำชมของลูกค้าที่เคยใช้งานสินค้ามาแล้ว
ไว้ในโฆษณาด้วย ข้อมูลเหล่านี้จะให้ความน่าเชื่อถือได้ดี หากมีจำนวนยิ่งมากเท่าใด
ยิ่งดี ข้อสำคัญคือ ต้องใช้ ข้อมูลจริง ชื่อนามสกุลจริง ที่อยู่ หรือ บริษัทจริงๆ
และหากเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว
จะยิ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ดียิ่งขึ้น
5. Give people free bonuses. ของแถมใครๆ
ก็ชอบ ควรจะมีของแถมเล็กๆ น้อยๆ ให้กับลูกค้าที่ซื้อสินค้าด้วย
เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า ได้มากกว่า ที่เสียไป เช่น หนังสือที่เกี่ยวข้องกับสินค้า
เช่น ซื้อโน้ตบุ๊ค แถมหนังสือ ดูแลโน้ตบุ๊ค อย่างถูกวิธี , ซื้อบ้านมือสอง
จัดแต่งสวนตามความชอบ เป็นต้น
6. Allow people
to make money reselling the product or service. ควรเปิดโอกาสให้ลูกค้า
สามารถได้รับเปอร์เซ็นต์ จากการแนะนำให้เพื่อนๆ ให้ซื้อสินค้าหรือบริการ
ในภายหลังได้อีก หรือ เรียกว่า Affiliate
Program ซึ่งหากจะให้ได้ผล Affiliate Program จะต้องไปรับผลประโยชน์ที่ดึงดูดมากพอ
7. Offer free 24 hour help with all products you
sell. หากลูกค้ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้สินค้า
หรือบริการของท่าน อย่างรอไม่ได้ ควรจะมีบริการ Call Center หรือ 7/24 Support ( 7
วันต่อสัปดาห์ 24 ชั่วโมงต่อวัน ) ให้กับลูกค้าเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการช่วยเหลือ
ให้ข้อมูล การแก้ปัญหาในเบื้องต้นก่อน ง่ายๆ
อาจจะใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือของท่านเอง เป็นหมายเลข 7/24 Support ก็ได้
และหรืออาจจะเป็นทางอีเมล์ หรือ Fax
ควรมีการแจ้งไว้ด้วยว่า จะตอบกลับภายในกี่ชั่วโมง
หรือกี่วัน
8. Provide free
shipping with all orders. ให้บริการ สินค้าทุกชิ้นส่งถึงบ้านฟรี
หรือ หากไม่สามารถทำได้
ก็ควรกำหนดวงเงินสั่งซื้อสินค้าขั้นต่ำที่จะได้รับบริการนี้ เช่น สั่งซื้อครบ 500
บาท ค่าส่งฟรี เป็นต้น
9. Give away a free sample of your
product. แจกสินค้าทดลองให้ใช้ฟรี (ถ้าทำได้)
เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหมือนกับการให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ก่อน
หากสินค้าดี ลูกค้าพอใจ เค้าก็ยินดีที่จะสั่งซื้อ โดยไม่ต้องรีรอเลย
เพราะใช้งานได้ดีจริงๆ อยู่แล้ว
10. Offer a buy one get one free deal. ถ้าคุณมีสินค้ามากกว่า
1 รายการ การเสนอเงื่อนไข ซื้อ 1 แถม 1 หรือ ซื้อ 1 แล้ว ลดทันที 50%
เมื่อซื้อสินค้าชิ้นต่อไป จะเป็นการส่งเสริมให้ลูกค้า อยากจะซื้อสินค้าอื่นๆ
เพิ่มเติมอีก จะช่วยเร่งยอดขายได้อีกมากเลยทีเดียว ความจริง
เราก็เคยเห็นเทคนิคในการขายในรูปแบบที่กล่าวมาแล้วกันอยู่แล้ว
ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เพียงแต่ หากเรานำเทคนิคเหล่านี้
มาประยุกต์ใช้กับการขายของเราเอง ก็จะช่วยกระตุ้นความสนใจให้กับตัวสินค้าได้ดี
และช่วยเร่งให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เป็นอย่างดี