หน้าเว็บ

ข่าวประชาสัมพันธ์ อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์




ปชป.เปิดแนวรุกภาคตะวันตก !เฉลิมชัย-อลงกรณ์นำทัพประชาธิปัตย์เปิดตัวผู้สมัครส.ส. เพชรบุรี  24 กุมภาพันธ์นี้เป็นจังหวัดแรก มั่นใจปักธงสีฟ้าแม่พระธรณีทั้ง3เขต



                นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยวันนี้(23 ก.พ.)ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้าโดยจะส่งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกเขตทุกจังหวัดซึ่งได้ทะยอยเปิดตัวผู้สมัครส.ส.เป็นระยะๆพร้อมกับประกาศนโยบายฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุดแรกไปแล้ว
                สำหรับภาคกลางตะวันตกจะมีการเปิดเวทีปราศรัยเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ของจังหวัดเพชรบุรีเป็นจังหวัดแรกในวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 16.00-18.00 น. ที่สนามหน้าโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศโดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคและตนจะเปิดแนวทางการทำงานการเมืองและการพัฒนามิติใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ก้าวใหม่เพชรบุรี ก้าวใหม่ประชาธิปัตย์พร้อมด้วยคำประกาศเจตนารมณ์ของ 4 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้แก่นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันเพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อจังหวัดเพชรบุรี และขอโอกาสให้อดีต ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์คือนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ อดีต ส.ส.เพชรบุรี และส.ส.บัญชีรายชื่อ 6 สมัย  ดร.กัมพล สุภาแพ่ง อดีต ส.ส.เขต 2 เพชรบุรี 3 สมัย  และนายอภิชาติ สุภาแพ่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยพาณิชย์และอดีต ส.ส.เขต 3 เพชรบุรี 4 สมัยลงสมัคร ส.ส.เขต1-2-3และนายอรรถพร พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขอดีต ส.ส.เขต 1 และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2สมัยลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้กลับมาเป็นปากเสียงและตัวแทนของคนเมืองเพชรฯ.อีกครั้งหนึ่งดังเช่นที่ผ่านมา
   “พรรคประชาธิปัตย์ถือได้ว่าเป็นพรรคคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเพชรบุรีนับแต่ปี 2535 เป็นต้นมาโดยเฉพาะ20ปีหลังได้รับความไว้วางใจจากคนเมืองเพชรฯ.ชนะยกจังหวัดแต่มาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2562 เพราะอุบัติเหตุทางการเมืองบางประการและตนไม่ได้ลงสมัคร ส.ส.ในครั้งนั้นวันนี้ตนได้ตัดสินใจกลับมานำทีมประชาธิปัตย์ในจังหวัดเพชรบุรีและจะลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่1ด้วยแนวทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างประชาธิปไตยสายตรงในยุค อุดมการณ์-ทันสมัย ด้วยยุทธศาสตร์ ก้าวใหม่เพชรบุรี ก้าวใหม่ประชาธิปัตย์ภายใต้แนวทางเพชรบุรีโมเดล-เพชรบุรีต้นแบบควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบายพรรคเพื่อยกระดับเพชรบุรีสู่เพดานใหม่ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นพรรคของคนเพชรบุรีด้วยผลงานและอุดมการณ์ที่พิสูจน์แล้วสามารถปักธงสีฟ้าแม่พระธรณีได้อีกครั้งหนึ่งทั้ง3เขตเพราะตลอดเวลาที่ลงพื้นที่ทำงานอย่างหนักและจัดเวทีประชาธิปไตยประชาธิปัตย์ ฟัง-คิด-ทำระดับชุมชนหมู่บ้านตำบลได้รับเสียงตอบรับดีมากจากพี่น้องประชาชนชาวเพชรบุรีนายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด.








เนชั่นฟันธง อลงกรณ์ พลบุตร เต็ง1 การเลือกตั้ง เขต 1 เพชรบุรี






อลงกรณ์มั่นใจประชาธิปัตย์คัมแบ็ค ประชาชนขานรับนโยบายธนาคารหมู่บ้านชุมชน2ล้านตอบโจทย์ใหญ่ 5 ข้อ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเงินสะพัด4ปี 3.6 ล้านล้านบาท



          นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวแสดงความมั่นใจถึงอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์วันนี้ว่า  พรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นพรรคทางเลือกหลักของประเทศอีกครั้งหนึ่งด้วยผลงาน นโยบายและความสามารถในการบริหารที่พิสูจน์แล้ว4ปียุคอุดมการณ์-ทันสมัยทำได้ไว ทำได้จริงโดยเฉพาะนโยบายธนาคารหมู่บ้าน-ธนาคารชุมชน 2 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการขานรับดีมากจากเวทีฟัง คิด ทำระดับหมู่บ้านและชุมชนเพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและเป็นเมกกะโปรเจคทางเศรษฐกิจที่กระจายเม็ดเงิน 160,000 ล้านบาทลงไปถึงฐานรากคือหมู่บ้านและชุมชน 80,000แห่งใน77จังหวัดทั่วประเทศสามารถตอบโจทย์ 5 ข้อของประชาชนและประเทศได้แก่
          1.แก้หนี้ แก้จน สร้างงาน สร้างเงิน สร้างอาชีพ
          2.สร้างระบบการออมและสินเชื่อชุมชน
          3.สร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้านและชุมชน
          4.วางโครงสร้างระบบการเงินฐานรากใหม่
          5.กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ
        เป็นครั้งแรกของประเทศที่มีการวางรากฐานของระบบสถาบันการเงินระดับหมู่บ้านและชุมชนในรูปแบบธนาคารหมู่บ้านและธนาคารชุมชนพร้อมกันทั่วประเทศ76จัวหวัดและกรุงเทพมหานครด้วยทุนประเดิมเริ่มต้นแห่งละ2ล้านบาทจำนวน 8 หมื่นหมู่บ้านและชุมชนคิดเป็นเงิน 160,000 ล้านบาทโดยในทางเศรษฐศาสตร์เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ5รอบซึ่งจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างน้อย 9 แสนล้านบาทต่อปี หรือ 3.6 ล้านล้านบาทใน 4 ปีแรกเป็นการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจและยังเป็นการวางรากฐานระบบการเงินใหม่ของประเทศในระดับฐานรากครอบคลุมทุกจังหวัด
   เท่าที่พรรคประชาธิปัตย์จัดเวทีระดับหมู่บ้านและชุมชน ปรากฎว่าประชาชนพึงพอใจและชื่นชอบนโยบายนี้เพราะตรงกับความต้องการของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นค่าครองชีพสูงลูกหลานว่างงานการค้าซบเซาเป็นหนี้นอกระบบมากขึ้นจากผลกระทบของวิกฤติโควิดและสงครามรัสเซีย-ยูเครน
       นอกจากนี้การบริหารด้วยแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยชุมชนของชุมชนเพื่อชุมชนจะทำให้หมู่บ้านและชุมชนเข้มแข็งขึ้นนายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด.
ข่าวดีต้อนรับปีใหม่ ชาวนาเกลือมีเฮ !!!















                 “อลงกรณ์เผยบอร์ดเกลือเห็นชอบโครงการรักษาเสถียรภาพราคาเกลือโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือปีการผลิต 2565/66 รองรับปริมาณเกลือทะเลปีหน้า 5 แสนตัน มอบสถาบันเกลือทะเลไทย(Salt Academy) ผนึกการยางฯ.วิจัยแผ่นยางปูนาเกลือ พร้อมเร่งขับเคลื่อน4แนวทางยกระดับรายได้ชาวนาเกลือและมาตรฐานการผลิต

                โดยนายอลงกรณ์ ได้กล่าวสรุปถึงผลการดำเนินการการพัฒนาเกลือทะเลในปี2565 รวมถึงกิจกรรมการสืบทอดและฟื้นฟูประเพณีทำขวัญเกลือและพิธีแรกนาเกลือ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของเกลือทะเลไทยและเป็นหนึ่งในแนวทางการส่งเสริมSoft power ตลอดจนการคุ้มครองเกลือทะเลไทยจากการค้าระหว่างประเทศ การแสวงหาโอกาสในการส่งออก การพัฒนามาตรฐานเกลือ เพื่อเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค รวมทั้งการใช้ผลผลิตจากนาเกลือไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ เช่น การใช้ขี้แดดนาเกลือเพื่อเป็นปุ๋ยให้กับพืช ตลอดจนการแปรรูปเกลือเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เกลือ เช่น เกลือสปา สบู่เกลือ การให้ความสำคัญของการสร้างแบรนด์ การพัฒนานาเกลือเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว การช่วยเหลือเกษตรกรกรณีเกิดภัยพิบัติ การสนับสนุนแหล่งสินเชื่อเงินทุนให้กับเกษตรกร ฯลฯ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมและขอบคุณคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยและหน่วยงานจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการบูรณาการการทำงานเชิงรุกจากทุกภาคส่วนร่วมกัน ตลอดจนการสร้างระบบและโครงสร้างการพัฒนาเกลือทะเลไทยอย่างยั่งยืน มีการจัดตั้งสถาบันเกลือทะเลไทยซึ่งเป็นศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์AIC)ประเภทศูนย์ความเป็นเลิศด้านเกลือ ในการยกระดับการพัฒนาเกลือทะเลไทยสู่มาตรฐานสากล




เฉลิมชัยผนึกจีนพัฒนาระบบโลจิสติกส์รถไฟไทย - ลาว - จีน 


            อลงกรณ์ถกจีนเร่งแก้ปัญหาการจองขบวนรถไฟ-ตู้สินค้าและอัตราค่าขนส่ง เสนอตั้งศูนย์บริการรถไฟไทย ลาว จีนครบวงจร พร้อมร่วมพัฒนาCIQขยายเป้าหมายขนส่งไปจีนสู่เอเซียกลาง ตะวันออกกลางและยุโรป  
             ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ภายหลังคณะผู้แทนจีนจากมณฑลยูนนานนำโดยนายหลิว จิงซิน ประธานสถาบันวิจัยโลจิสติกส์นานาชาติแห่งคุนหมิง เอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (China Kunming South Asia & Southeast Asia International Logistics Research Institute: SSILR) และคณะผู้ให้บริการโลจิสติกส์ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน สมาคมธุรกิจการค้าส่งออกนำเข้าแห่งมณฑลยูนนาน นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย เข้าพบหารือความร่วมมือในประเด็นระบบการบริหารจุดตรวจปล่อย CIQ (Customs Immigration Quarantine) และการขนส่งสินค้าเกษตรจากไทยผ่านลาวไปยังประเทศจีนด้วยระบบขนส่งทางรถไฟสายจีน-ลาว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานด้านโลจิสติส์ร่วมกัน โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (115) ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตรเชื่อมไทย-เชื่อมโลกจึงแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตร มีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีเกษตรฯ เป็นประธานมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภาคการเกษตร ภายใต้วิสัยทัศน์ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เกษตรของภูมิภาคอาเซียนซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในประเด็นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรสนับสนุนการค้าและการเปิดตลาดการค้าสินค้าเกษตรกับจีนเนื่องจากเป็นตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยใหญ่ที่สุด โดยระบบโลจิสติกส์เป็นหัวใจสำคัญของการขนส่งสินค้าเกษตร จึงมอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานการทำงานทุกระดับเพื่อขยายความร่วมมือและเร่งผลักดันขยายมูลค่าและปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมให้การสนับสนุนและยินดีในความร่วมมือกับจีนในการเดินหน้าร่วมกันผลักดันการนำเข้า-ส่งออก สินค้าเกษตรด้วยระบบรางคือเส้นทางรถไฟสายจีน-ลาว ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในการเพิ่มปริมาณและมูลค่าในตลาดจีนและมีแผนดำเนินการขยายการลำเลียงขนส่งผ่านจีนไปยังเอเซียกลาง ตะวันออกกลางและยุโรปซึ่งได้ประสานงานกับภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศที่เกี่ยวข้องไปแล้วล่วงหน้าตั้งแต่ปลายปี2562จนถึงปัจจุบัน
             นอกจากนี้บริษัทจากประเทศจีนมีความสนใจต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรกว่า 1 แสนตัน โดยเฉพาะปลาแช่แข็ง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมด้านการประมง จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะขยายการส่งออกสินค้าประมงของไทยไปตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่  ทางด้านนายอลงกรณ์กล่าวภายหลังการประชุมกับสถาบันวิจัยโลจิสติกส์ คุนหมิงฯ.และคณะผู้ให้บริการโลจิสติกส์และการค้าจีนตามที่รัฐมนตรีเกษตรฯ.มอบหมายว่า บรรยากาศการเจรจาของทั้ง2ฝ่ายเป็นไปอย่างกระตือรือร้นที่จะเพิ่มการขนส่งทางรางบนเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีนซึ่งเปิดบริการตั้งแต่วันที่3ธันวาคม2564และประเทศไทยได้เริ่มใช้บริการทันทีภายใน1เดือนโดยเฉพาะการขนส่งสินค้าเกษตร ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันในประเด็นสำคัญ อาทิ
                1. การเพิ่มจำนวนขบวนรถไฟและตู้สินค้าทั้งแคร่ ตู้สินค้าปกติและตู้สินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิและระบบการจองขบวนรถและตู้สินค้าตามมาตรฐานสากลเพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าให้มากขึ้น
                 2. การพัฒนาระบบการบริหารจุดตรวจปล่อย CIQ (Customs Immigration Quarantine)โดยพิจารณาตัวอย่างการบริหารจัดการด่านตรวจพืชที่ประสบความสำเร็จ เช่น ด่านตรวจพืชลาดกระบัง และด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบังเพื่อให้เป็นด่านตรวจที่เบ็ดเสร็จเกิดความรวดเร็ว
                 3.การกำหนดราคาค่าระวางขนส่งอย่างเหมาะสมเป็นธรรมและควรถูกว่าการขนส่งทางรถ และ ควรมีอัตราค่าระวางแบบรายย่อยและอัตราค่าระวางพิเศษสำหรับการเหมาขบวนรถและการจองตู้สินค้าล็อตใหญ่ซึ่งมอบสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยพิจารณาจัดตั้งศูนย์บริการการขนส่งรถไฟ-ไทย-ลาว-จีนเพื่อเป็นศูนย์กลางการจองขบวนรถและตู้สินค้าแบบครบวงจร
                4.ความร่วมมือด้านมาตรการไดนามิกซีโร่โควิดป้องกันการปนเปื้อนโควิด
                 “เส้นทางรถไฟลาว จีน ถือเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการค้าระหว่างประเทศด้วยระบบโลจิสติกส์ ในการขนส่งสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากไทยไปสู่จีน และจะขยายไปยังเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และยุโรป ถือเป็นเส้นทางโอกาสแห่งอนาคต โดยจะบูรณาการทำงานเชิงรุกร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเต็มกำลัง  ทั้งนี้ คณะผู้ให้บริการโลจิสติกส์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ถือเป็นคณะแรกจากจีนที่เดินทางมาเยือนไทย ภายหลังจากเส้นทางรถไฟ ไทย ลาว จีน เปิดอย่างเป็นทางการ โดยทางจีนได้แสคงความพึงพอใจในการหารือร่วมกันและพร้อมให้ความร่วมมือ โดยจะนำผลการหารือในครั้งนี้ไปรายงานต่อรัฐบาลจีน ต่อไป
                สำหรับระบบการบริหารจุดตรวจปล่อย CIQ (Customs Immigration Quarantine) ปัจจุบันมีพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างไทยและจีน โดยมีสาระสำคัญในการระบุจุดนำเข้าและจุดส่งออกผลไม้ของแต่ละประเทศในภาคผนวก โดยไม่จำกัดเส้นทางในการขนส่งผลไม้ระหว่างกัน โดยได้ลงนามร่วมกันผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 และกำหนดจุดนำเข้าและส่งออกผลไม้ ระหว่างไทยและจีนที่เป็นปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 16 ด่าน โดยมีด่านนำเข้า-ส่งออกของจีน ประกอบด้วย 1) โหย่วอี้กว่าน 2) โม่ฮาน 3) ตงซิง 4) ด่านรถไฟผิงเสียง 5) ด่านรถไฟโม่ฮาน (มีการขนผลไม้ล็อตแรก 3 ธ.ค. 65) 6) เหอโข่ว (เอกชนจีนอยู่ระหว่างการเตรียมจัดซื้อและจัดการด้านโลจิสติกส์ในการขนส่งผลไม้ไทย) 7) ด่านรถไฟเหอโข่ว (ยังไม่สามารถรับผลไม้จากไทย) 8) หลงปัง (ยังไม่สามารถรับผลไม้จากไทย) 9)  เทียนเป่า (ยังไม่สามารถรับผลไม้จากไทย) และ 10) สุยโข่ว (ยังไม่สามารถรับผลไม้จากไทย) ส่วนด่านนำเข้า-ส่งออกของไทย ประกอบด้วย 1) เชียงของ 2) มุกดาหาร 3) นครพนม 4) บ้านผักกาด 5) บึงกาฬ และ 6) หนองคาย
                 ส่วนความคืบหน้าการขนส่งสินค้าเกษตรจากไทยผ่านลาวไปจีนด้วยระบบราง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ด่านรถไฟโม่ฮาน ได้ถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อสถานที่ควบคุมตรวจสอบผลไม้นำเข้า (List of Designated Supervision Sites for Imported Fruits) ของ GACC แล้ว โดยในวันที่ 3 ธันวาคม 2565 (ครบรอบ 1 ปีการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟลาว-จีน) ได้มีการขนส่งสินค้าผลไม้ผ่านทางเส้นทางรถไฟดังกล่าว โดยมีกิจกรรมพิธีต้อนรับขบวนรถไฟขนส่งผลไม้ไทยขบวนแรกผ่านด่านรถไฟโม่ฮาน.





เฉลิมชัยเดินหน้าพัฒนาประจวบคีรีขันธ์เป็นมหานครสับปะรดของโลกหลังไทยยืนหนึ่งแชมป์โลกส่งออกสับปะรด



                นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นประธานเปิดงานและบรรยายในการประชุมใหญ่ครั้งที่38ของสหกรณ์ชาวไร่สับปะรดสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. นายอำเภอสามร้อยยอด สหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่วนราชการต่างๆ นายชาญชัย ธนะกมลประดิษฐ์ ประธานและคณะกรรมการอำนวยการสหกรณ์และสมาชิกให้การต้อนรับ 

            โดยนายอลงกรณ์กล่าวบรรยายว่าสถานการณ์การเพาะปลูกและผลผลิตสับปะรดในปี 2565 มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 457,255 ไร่ คิดเป็นปริมาณผลผลิต 1.772 ล้านตัน โดยแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี เพชรบุรี พิษณุโลกและระยอง ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก3ปีที่ผ่านมาร้อยละ 0.39 ร้อยละ 2.68 และร้อยละ 2.27 ตามลำดับ  ทางด้านราคาตั้งแต่ปี 2563 ถึงต้นปี 2564 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีทำให้เกษตรกรรายใหม่ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่าศักยภาพของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋องเป็นอันดับ1ของโลกด้วยมูลค่า2หมื่นล้านบาทครองสัดส่วนตลาดโลก32%ตามมาด้วยฟิลิปปินส์22% ซึ่งพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดและมีโรงงานสับปะรดมากที่สุดคือประจวบคีรีขันธ์จึงเป็นเสมือนมหานครสับปะรดของไทยและของโลก โดยการบริหารจัดการสับปะรดเชิงโครงสร้างและระบบ และการกำหนดแผนและเป้าหมายการเป็นมหานครสับปะรดของโลก ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติที่มีรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์เป็นประธาน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน ได้ปรับแผนเดิมเป็นแผนใหม่รับมือวิกฤติโควิด19เมรียกว่าแผนพัฒนาสับปะรดปี2563-2565 พร้อมกับจัดทำแผนพัฒนาสับปะรด5ปี(2566-2570)เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตการแปรรูปและการตลาด

                สำหรับการขับเคลื่อนสำคัญในปีหน้าคือการจัดตั้งมหานครสับปะรด Pineapple Metropolice”ที่ประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่แหล่งผลิตหลักจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และการยกร่างกฎหมายการพัฒนาผลไม้เศรษฐกิจ (สับปะรด ทุเรียน ลำไย ฯลฯ) มีกองทุนพัฒนาผลไม้เป็นกลไกสำคัญเพื่อยกระดับรายได้ของชาวไร่สับปะรดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสับปะรดตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำอย่างยั่งยืนด้วยแนวทางเกษตรมูลค่าสูง.








อลงกรณ์ชงฟรุ้ทบอร์ดเห็นชอบโครงการจัดตั้งมหานครผลไม้(Fruit Metropolis)”และกองทุนผลไม้แห่งชาติเพื่อยกระดับจันทบุรีและภาคตะวันออกเป็นฮับผลไม้โลก



     นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาโครงการมหานครผลไม้ และการขนส่งผลไม้ผ่านสนามบินจันทบุรี เปิดเผยวันนี้ภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะทำงานศึกษาโครงการมหานครผลไม้ และการขนส่งผลไม้ผ่านสนามบินจันทบุรี ว่า คณะทำงานฯ.จะเสนอฟรุ้ทบอร์ด(Fruit Board)พิจารณาเห็นชอบพิมพ์เขียวแนวทางการพัฒนาโครงการจัดตั้งมหานครผลไม้(Fruit Metropolis Blueprint) และหลักการแห่งร่างกฎหมายกองทุนผลไม้แห่งชาติ(National Fruit Fund)รวมทั้งแนวทางการพัฒนาสนามบินจันทบุรีในการประชุมฟรุ้ทบอร์ดครั้งต่อไปคาดว่าเป็นปลายเดือนหน้าหรือต้นเดือนมกราคมเพื่อยกระดับจันทบุรี ภาคตะวันออกเป็นฮับผลไม้โลกในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำการผลิตและส่งออกผลไม้และผลิตภัณฑ์ผลไม้ของโลกโดยปีที่ผ่านมาสามารถส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 2 แสนล้านบาท
    โครงการมหานครผลไม้มุ่งต่อยอดการพัฒนาจากฐานศักยภาพปัจจุบันของจังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราดและจังหวัดอื่นๆในภาคตะวันออกเชื่อมโยงกับศักยภาพของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก(Eastern Economic Corridor)โดยจะจัดตั้งบนพื้นที่ของรัฐในอำเภอนายายอามและอำเภอท่าใหม่ของจังหวัดจันทบุรีพร้อมกับการพัฒนาสนามบินจันทบุรีเป็นสนามบินพาณิชย์
โดยโครงการมหานครผลไม้ประกอบไปด้วยการแบ่งโซนพื้นที่และองค์ประกอบสำคัญเช่น
1.ศูนย์บริหารจัดการผลไม้ครบวงจร
2.ศูนย์ธุรกิจ แสดงสินค้าและการประชุม
3. ศูนย์การค้าอีคอมเมิร์ซและการประมูลออนไลน์
4.ศูนย์แปรรูปผลไม้
5.ศูนย์โลจิสติกส์ การขนส่งและคลังสินค้า
6.ศูนย์รวบรวมคัดแยกและบรรจุผลไม้สด
7. ศูนย์ห้องเย็น(Cold Chain Center)
8.ศูนย์ปฎิบัติการแล็ปกลาง
9.ศูนย์ตรวจรับรองคุณภาพผลไม้
10.ศูนย์วิจัยและพัฒนาโดยสถาบันผลไม้(Fruit Academy)จัดตั้งภายใต้ระบบAIC(ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม-Agritech and Innovation Center)
   นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า การบริหารจัดการจะใช้รูปแบบPPPและการลงทุนของภาคเอกชนเป็นหลักเน้นการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มสู่เกษตรมูลค่าสูงโดย
ต่อยอดและเชื่อมโยงเสริมศักยภาพปัจจุบันของตลาดผลไม้และระบบการค้าการส่งออกที่มีอยู่เดิมเพิ่มในส่วนที่ขาดมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางผลไม้ของโลก รวมทั้งการสร้างแพลตฟอร์มเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐภาคเอกชนภาควิชาการและภาคเกษตรกรชาวสวนผลไม้ภายในประเทศและต่างประเทศที่เป็นตลาดสำคัญเช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ฮ่องกง อาเซียน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ดูไบ ซาอุดีอาระเบีย เนเธอร์แลนด์และอียู ฯลฯ ในรูปแบบคล้ายคลึง FKIIของญี่ปุ่นและโมเดลFood Valleyของเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้ในฐานะประธานกรกอ.จะนำโครงการมหานครผลไม้เข้าสู่การพิจารณาของการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กรกอ.)ครั้งหน้าเพื่อเชิญชวนผู้ประกอบการโรงงานกลุ่มคลัสเตอร์แปรรูปผลไม้และเวชสำอางค์ที่สนใจมาลงทุน
  นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าในการพัฒนาและปรับปรุงสนามบินท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และเห็นว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นสนามบินพาณิชย์เพื่อการขนส่ง การค้าและการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดนอกเขตอีอีซี.โดยช่วงแรกจะใช้สนามบินอู่ตะเภา สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและสนามบินจังหวัดตราดไปพลางก่อนโดยจะมีหนังสือขอการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคมรวมทั้งการขยายระบบรางมายังโครงการมหานครผลไม้ด้วย
    “เพื่อให้การพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทยภายใต้โครงการมหานครผลไม้สู่การเป็นฮับผลไม้โลกจึงต้องมีทีมทำงานจากหลายภาคส่วนซึ่งจะได้ทาบทามมาร่วมงานเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะคณะบุคคลที่มีส่วนในการผลักดันโครงการมหานครผลไม้มาเสริมทีมขับเคลื่อนโครงการเข่น นายวิชัย โภชนกิจ อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน ที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. ดร.สาโรจน์ วสุวานิช ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ นายวิชัย นายธิติ เอกบุญยืน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรี นายธีระ วงษ์เจริญ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ. นายชายพงษ์ นิยมกิจ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย นายชรัตน์ เนรัญชร ผู้นำYoung Smart Farmerและคณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. นางปภาวี สุธาวิวัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย และ นายมณฑล ปริวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่(MAFTA) ผู้แทนสมาคมทุเรียนไทย (TDA) และบุคคลอื่นๆจากภาครัฐภาคเอกชนภาควิชาการ ศูนย์AICและภาคเกษตรกร นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด
   สำหรับการประชุมคณะทำงานศึกษาโครงการมหานครผลไม้ และการขนส่งผลไม้ผ่านสนามบินจันทบุรีผ่านระบบการประชุมทางไกล zoom cloud meeting มีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ นายธีระ วงษ์เจริญ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ. นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. นายธีระ สลักเพชร อดีตรัฐมนตรีวัฒนธรรม นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธุ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายสมเกียรติ  มณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน นายชูชาติ วัฒนวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพืชสวน กรมวิชาการเกษตร นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย นางปภาวี สุธาวิวัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย และ นายมณฑล ปริวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่(MAFTA)
ผู้แทนสมาคมทุเรียนไทย (TDA) คุณชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานคณะกรรมการบริหาร CTPI นางกัลยา ส่งรอด ผ.อ. กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจกรเกษตร นางปัทมา นามวงศ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี น.ส.ธารารัตน์ โพธิ์ศรี เกษตรและสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี ผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมี น.ส.เพ็ญระพี ทองอินทร์ ผู้อำนวยกลุ่มส่งเสริมไม้ผล สำนักสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเลขานุการการประชุม.






"อลงกรณ์ดึงอตก.ผนึกกทม.และการเคหะเร่งเปิดตลาดเกษตรกร(Farmer Market) 50 เขตและตลาดน้ำคลองบางซื่อภายใต้โครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง(Urban Agriculture)เน้นเกษตรปลอดภัยอาหารปลอดภัย




                นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมฯ ครั้งที่ 5/2565 ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting วันนี้ว่าที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ได้ดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

                1. ความคืบหน้าโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นและการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบัน กทม. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ภาคประชาชน ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ กทม. แล้ว 177,246 ต้น โดยมีเป้าหมายปลูกให้ครบ 1 ล้านต้น ภายใน 4 ปี ในพื้นที่ทั้ง 50 เขต รวมทั้งพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตสวนสาธารณะของ กทม.ด้วย ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดพื้นที่กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการกรรมการโครงการธนาคารสีเขียว(Green Bank)รวมทั้งมอบหมายให้คณะทำงานอื่นๆเช่นคณะทำงานโรงเรียน-วิทยาลัยสีเขียว(Green  School-Green College) คณะทำงานมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) เป็นต้นร่วมสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ในกรุงเทพมหานครและอาจเพิ่มโครงการเป็น2ล้านต้นตามข้อเสนอของผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

                2. การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการปลูกผักสวนครัวเกษตรพอเพียงในสวนสาธารณะนำร่อง 5 แห่ง ได้แก่ 1) สวนจตุจักร เขตจตุจักร มีการทำศูนย์เรียนรู้ปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร และเลี้ยงไก่ 2) สวนเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา (ฝั่งพระนคร) เขตบางคอแหลม มีการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ผัก และให้ความรู้ แก่ผู้ที่สนใจ 3) สวนรมณีย์ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง ศูนย์เรียนรู้ปลูกพืชผักสวนครัว 4) สวนสราญรมย์ เขตพระนคร เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้และศึกษาดูงานแก่ประชาชนและผู้ที่สนใจ 5) สวนสันติภาพ เขตราชเทวี เป็นแหล่งเรียนรู้และเปิดรับแลกขยะรีไซเคิล

                3. ความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต (Farmer Market )ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มีการขยายตลาดในรูปแบบตลาดเกษตรกรให้ครอบคลุม 50 เขต ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอผู้ว่าราชการฯ ซึ่งมอบหมายสำนักงานสิ่งแวดล้อมและสำนักงานเขต 50 เขต ให้พิจารณาสถานที่ที่เหมาะสม และโครงการปลูกพืชผักเกษตรปลอดสารพิษ 200 แปลง อีกทั้ง กิจกรรม Bangkok Green Market ตลาดสุขใจ “Green Clean Craft” มียอดจำหน่ายในช่วงเดือนตุลาคม – 20 พฤศจิกายน รวม 250,961 บาท ร้านค้าผู้ประกอบการ 185 ร้าน และผู้ใช้บริการฝึกอาชีพจำนวน 1,560 คน

                 4. ผู้แทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้ประชาสัมพันธ์และเชิญร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน นี้ ซึ่งมีการจัดแสดงสินค้าผลผลิตเกษตร และมอบกระเช้าของขวัญแก่ผู้บริหาร และผู้ร่วมงาน ซี่งเป็นผลผลิตจากการดำเนินโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

                5.ผู้ช่วยผู้ว่าการเคหะแห่งชาติแจ้งว่าการเคหะพร้อมสนับสนุนการจัดตั้งตลาดเกษตรกรในโครงการการเคหะดินแดงซึ่งมีผู้อยู่อาศัย6,000ยูนิต รวมทั้งโครงการอื่นๆ

                ทั้งนี้ประธานฯ.แจ้งว่าจะประสานกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.)และคณะอนุกรรมการธุรกิจเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ.ให้มาสนับสนุนโครงการตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต(Farmer Market) 50 เขตในกรุงเทพมหานครรวมทั้งการร่วมพัฒนาโครงการตลาดน้ำของอตก.ในคลองบางซื่อเป็นตลาดเกษตรกรประเภทตลาดน้ำซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ.โดยให้ฝ่ายเลขาประสานงานการลงพื้นที่พร้อมกับผู้ว่ากทม.และผู้ว่าการเคหะฯ.สำรวจพื้นที่ตลาดน้ำอตก.และโครงการเคหะดินแดง

                นอกจากนี้ยังเสนอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมขับเคลื่อนงานกับคณะทำงานโครงการวัดสีเขียว( Green Temple )เพื่อสำรวจวัดที่พร้อมจะดำเนินงานโครงการฯ เพิ่มเติม ตามแนวทาง บวรบ้าน วัด โรงเรียน หลังจากนำร่องโครงการไปแล้วที่วัดพระยาสุเรนท์และวัดพระรามเก้า รวมทั้งให้ประสานานกับคณะอนุกรรมการเกษตรอินทรีย์และสภาเกษตรอินทรีย์PGSแห่งประเทศไทยเพื่อสนับสนุนโครงการเคหะดินแดงซึ่งเป็นอีกพื้นที่ที่การเคหะพร้อมเปิดตลาดเกษตรปลอดภัยเกษตรอินทรีย์านกับคณะอนุกรรมการเกษตรอินทรีย์และสภาเกษตรอินทรีย์PGSแห่งประเทศไทยเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงการทำงานในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

                สำหรับการประชุมครั้งนี้มี นายนำชัย แสนสุภา นายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย นายดุลมลชัย วิวัฒน์บวรวงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ นายเอนก โคตรพรมศรี ผอ.กองจัดการสิ่งแวดล้อม ฝ่านนโยบายและแผน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย นางฉวีวัณณ์ วิชชุภานันท์ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรม และที่ปรึกษาอาวุโส SCG พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมธนารักษ์ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร สำนักพัฒนาสังคม สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชุม โดยมีนางศนิษา พงษ์พิทักษ์ หัวหน้าสวนจตุจักร ทำหน้าที่แทน








    เฉลิมชัยขอบคุณชาวนาพาไทยผงาดเบอร์2ส่งออกข้าวโลกและครองแชมปข้าวดีที่สุดในโลก2ปีซ้อน พอใจส่งออกข้าว 9 เดือน 9หมื่นล้าน เพิ่มทั้งปริมาณและมูลค่าพร้อมเดินหน้านโยบายประกันรายได้ข้าวปีที่4ชี้เป็นประโยชน์ช่วยเพิ่มรายได้ชาวนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

           ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แสดงความพอใจต่อการพัฒนาศักยภาพของชาวนาไทยและการส่งออกข้าวภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563-2567 และยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิตตั้งเป้า ไทยเป็นผู้นำในด้านการผลิต การตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลกเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและราคาโดย 3ไตรมาสแรกของปีนี้(ม.ค.-ก.ย.2565) ประเทศไทยส่งออกข้าวไปต่างประเทศได้ทั้งสิ้น 5.41 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 39.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าส่งออก 2,796.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ถึง95,233 ล้านบาท สำหรับราคาส่งออกข้าวไทยเฉลี่ยในเดือน ก.ย.2565 อยู่ที่ตันละ 510.8 ดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ที่ราคาตันละ 500.5 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ 7-8 ล้านตันทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ2ของโลกในปีนี้อย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้นประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้เป็นสถานที่จัดงานประชุมข้าวโลก (World Rice Conference) ครั้งที่ 14 (14th World Rice Conference) ระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2565   ณ จังหวัดภูเก็ต โดยThe Rice Trader วารสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกา และจะมีการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลกคือรางวัล The World’s Best Rice Award ด้วยโดยก่อนหน้านี้ข้าวไทยได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลก2ปีซ้อนซึ่งสะท้อนถึงผลจากการทำงานอย่างทุ่มเทของรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ.และกระทรวงพาณิชย์ตามยุทธศาสตร์ข้าวไทยและยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชนภาคเกษตรกรและทุกภาคส่วนที่บูรณาการทำงานเชิงรุกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นนำถึงปลายน้ำและปลายปีนี้
            นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์โดยการสนับสนุนของรัฐบาลยังเดินหน้านโยบายประกันรายได้ข้าวปีที่4ซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวช่วยเพิ่มรายได้ชาวนาให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตต่อไร่ได้มากขึ้นรวมทั้งเร่งการพัฒนาพันธ์ุข้าวเน้นส่งเสริมเกษตรนาแปลงใหญ่ใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกล ลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดจนการแปรรูปข้าวสู่เกษตรมูลค่าสูง ขอบคุณชาวนาไทยทุกคนทุกครัวเรือนและทุกภาคีภาคส่วนที่ร่วมกันทำงานอย่างหนักจนขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยเพิ่มขึ้น ยังมีปัญหาที่ค้างคาสะสมมานานโดยเฉพาะปัญหาหนี้สินรวมทั้งความท้าทายใหม่ๆโอกาสใหม่ๆที่เรายังต้องเผชิญในวันข้างหน้าโดยมีเป้าหมายที่จะต้องเพิ่มรายได้ให้ชาวนาแก้ไขปัญหาหนี้สินความยากจนและเพิ่มศักยภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป.




นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้


                (ฟรุ้ทบอร์ด)  เปิดเผยวันนี้ว่า หลังจากทราบข่าวว่ามีการโยกย้ายนายชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6)ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืชจนมีเสียงเรียกร้องจากหลายองค์กรด้านผลไม้ขอให้มีการทบทวน การโยกย้ายดังกล่าวจึงให้ฝ่ายเลขาฯ.เชิญอธิบดีกรมวิชาการมาชี้แจงต่อที่ประชุมฟรุ้ทบอร์ดในวันพฤหัสบดีที่ 27ตุลาคมนี้ถึงเหตุผลในการโยกย้ายนายชลธีซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดกรมวิชาการที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกอันเป็นแหล่งผลิตผลไม้แหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศ

                 “ฟรุ้ทบอร์ดเป็นคณะกรรมการระดับชาติมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการผลไม้เศรษฐกิจของประเทศจึงให้ความสำคัญกับบุคคลากรที่เป็นคีย์แมนคนสำคัญๆของทุกกระทรวงทบวงกรมและผู้อำนวยการสวพ.6ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น จึงขอทราบเหตุผลและความจำเป็นของการโยกย้ายดังกล่าวเพื่อรายงานต่อ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานฟรุ้ทบอร์ดเพื่อพิจารณาต่อไป ขอให้มั่นใจว่า จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างเที่ยงธรรม

                นายอลงกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประธานฟรุ้ทบอร์ดได้มอบนโยบายการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลไม้ทั้งGAP และGMPเป็นนโยบายหลักรวมทั้งนโยบายปราบปรามขบวนการสวมสิทธิ์ทุเรียนและทุเรียนอ่อนอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ปี 2562เป็นต้นมาในทุกภาคทั่วประเทศพร้อมกับการใช้นโยบายตลาดนำการผลิตและการบริหารโลจิสติกส์รวมกับกระทรวงพาณิชย์และผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดอื่นๆจนสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวสวนและประเทศจากการส่งออกทุเรียนและผลไม้ของไทยได้กว่า2แสนล้านบาทโดยเฉพาะทุเรียนผลสดส่งออกทะลุ100,000ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลงานของทุกภาคีภาคส่วนทั้งภาครัฐภาคเอกชนและเกษตรกรชาวสวนที่ร่วมกันทำงานอย่างหนักฝ่าฟันวิกฤติโควิด19และผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนตลอดเวลากว่า3ปีที่ผ่านมา   “แม้การโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการจะเป็นอำนาจของผู้บริหารกรมซึ่งฟรุ้ทบอร์ดไม่มีอำนาจไปก้าวก่ายแทรกแซงการบริหารงานบุคคล แต่ฟรุ้ทบอร์ดก็มีสิทธิ์ที่จะรับทราบถึงการเปลี่ยนแปลงบุคคลากรที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญภายใต้การบริหารจัดการผลไม้ของฟรุ้ทบอร์ดเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการทำงานภายใต้นโยบายสำคัญๆของฟรุ้ทบอร์ดจะไม่เกิดปัญหาโดยเฉพาะการปราบปรามขบวนการสวมสิทธิ์ทุเรียนและทุเรียนอ่อนจะต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาดต้องไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดไปแสวงประโยชน์หรือหากมีใครแอบอ้างผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองก็ให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุดจะต้องไม่มีการลูบหน้าปะจมูกเป็นอันขาด เป็นนโยบายที่ประธานฟรุ้ทบอร์ดและตนย้ำมาโดยตลอดเพื่อให้เจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ นอกจากนี้ฟรุ้ทบอร์ดยังมอบหมายรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ.และผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ.รวมทั้งตนลงพื้นที่สนับสนุนการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคพจ. เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภาคเอกชน ภาคเกษตรกรและสวพ.ทุกภูมิภาครวมทั้งภาคตะวันออกเป็นการทำงานแบบบูรณาการเชิงรุกตลอด3ปีที่ผ่านมา นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด.






             อลงกรณ์ไฟเขียวร่างพระราชบัญญัติสภาการประมงหลังปรับปรุงใหม่พร้อมเสนอรัฐมนตรีเกษตรฯ.เพื่อพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป


        วันนี้ 3 ต.ค.65 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยเป็นประธาน การประชุมคณะอนุกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติสภาการประมง พ.ศ....และร่างพระราชบัญญัติกองทุนประมง พ.ศ.... ครั้งที่ 3/ 2565 ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ และจัดประชุม ณ ห้องประชุมกุลาดำ อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง โดยมี ผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง ผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ ผู้แทนสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาหอการค้าไทย ผู้แทนสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ผู้แทนสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย

                ผู้แทนสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ผู้แทนสมาคมอวนล้อมจับแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมการประมงทะเลไทย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ผู้แทนสมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย ผู้แทนสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย ผู้แทนสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย ผู้แทนสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย ผู้แทนกรมบัญชีกลาง  โดยมี นางสาวสัมพันธ์ ปานจรัตน์ ผอ กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง เป็นเลขานุการการประชุม  โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวหลังปรับปรุงใหม่ตามข้อเสนอของสำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการวมทั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ

                ทั้งนี้ กรมประมงจะนำเสนอ ร่าง พ.ร.บ.สภาการประมงแห่งประเทศไทย ต่อ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี ต่อไป









อลงกรณ์ควงรักษาการผู้ว่าเพชรบุรีนำทีมชลประทานตรวจความพร้อมมาตรการปัองกันน้ำท่วมเพชรบุรี พร้อมเดินหน้าเพชรบุรีโมเดลพัฒนาอาชีพเกษตรกรบางครกสร้างแบรนด์4ผลิตภัณฑ์นำร่องไม้กวาด-เครื่องจักสาน-น้ำตาลมะพร้าว-ปลาสลิด
    

            วันที่ 4 ตุลาคม  พ.ศ.2565  เวลา 10.00 น.นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะได้เดินทางไปตรวจสถานการณ์น้ำที่อ่างเก็บน้ำแก่งกระจานพร้อมรับฟังการบรรยายสรุปจากนายมีชัย ปฏิยุทธ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแก่งกระจาน จากนั้นจึงเดินทางมาติดตามความคืบหน้าการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำที่สะพานวัดเขาตะเครา และประตูระบายน้ำคลอง ดี.26มีนางวันเพ็ญ มังศรี รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. นายชาญชัย อุ้มนุช นายก.อบต.บางครก นางบุษกร เอี่ยมเทศ รองนายก อบต. บางครก นายลม่อม เล็กสุก กำนันตำบลบางครก นายปริญญา คัชมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 นายสมเกียรติ แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบุรี นายสันต์ จรเจริญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี นางสาวศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี นายอาณัติ หุ่นหลา เกษตรจังหวัดเพชรบุรี  และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ. ให้การต้อนรับและสรุปผลการดำเนินงานมาตรการป้องกันน้ำท่วมของชป.ที่14 โครงการชลประทานเพชรบุรีและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี
                นายอลงกรณ์ได้กล่าวแสดงความห่วงใยพี่น้องจังหวัดเพชรบุรีและขอบคุณที่กรมชลประทานโดยการสนับสนุนของจังหวัดเพชรบุรีได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมล่วงหน้าตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่การบริหารจัดการต้นน้ำคืออ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์และอ่างเก็บน้ำห้วยผากซึ่งมีความจุ 710 , 42 และ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรตามลำดับโดยพร่องน้ำอยู่ที่ระดับ40-60%ของความจุเพื่อรองน้ำฝนที่จะตกชุกในเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายนซึ่งถือเป็นช่วงเสี่ยงที่จะเกิดน้ำหลากน้ำท่วมในจังหวัดเพชรบุรีรวมทั้งการขุดลอกผักตบกำจัดวัชพืชใน19คลองสายหลักและการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำบริเวณพื้นที่เสี่ยงและปลายคลองเพื่อผันน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าที่ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายเดือน
             หลังจากนั้น ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วยรักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีและคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มทำไม้กวาดซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุในตำบลบางครกร่วมตัวกันผลิตไม้กวาดจากทางมะพร้าว และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานบางครก ก่อนไปเยี่ยมกลุ่มทำน้ำตาลมะพร้าว และกลุ่มเลี้ยงปลาสลิด โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่าจะเร่งเดินหน้าเพชรบุรีโมเดลในพื้นที่ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลมเพื่อพัฒนาอาชีพสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรโดยการสร้างแบรนด์และขยายตลาดทั้งออนไลน์ออฟไลน์
                สำหรับ4 ผลิตภัณฑ์นำร่องได้แก่ไม้กวาด,เครื่องจักสาน,น้ำตาลมะพร้าวและปลาสลิดโดยมอบหมายให้เกษตรจังหวัด ประมงจังหวัดร่วมกับพัฒนาการจังหวัดและคณะกรรมการพัฒนาแบรนด์เพชรบุรีดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตสู่เกษตรมูลค่าสูงและBCGโมเดลของรัฐบาล.









เฉลิมชัยห่วงใยประชาชนเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทุกจังหวัดพร้อมสั่งกรมชลประทานระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่กว่า200เครื่องผันน้ำลงทะเลเกือบ 2 พันล้านลูกบาศก์เมตรแล้ว



      ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้(4 ต.ค.)ว่า ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่องด้วยความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบความยากลำบากจากอุทกภัยที่เกิดจากอิทธิพลของโนรูและฝนที่ตกหนักในพื้นที่และได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งระดมกำลังคนเครื่องจักรกลเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทุกจังหวัดโดยบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

     สำหรับจังหวัดลุ่มเจ้าพระยา จังหวัดปริมณฑลและกรุงเทพมหานครได้เร่งผันน้ำลงทะเลโดยกรมชลประทานได้ระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่อย่างน้อย 220 เครื่องที่ติดตั้งตามสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตก สูบน้ำลงแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกงทางฝั่งตะวันออกและสูบลงอ่าวไทยทางทิศใต้ คิดเป็นปริมาณ  วันละ 45 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 525 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และกำลังติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก

      ทั้งนี้หากรวมปริมาตรน้ำที่กรมชลประทานสูบน้ำและผันน้ำล่วงหน้ารองรับฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมจนถึงวันนี้มีจำนวนเกือบ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเปรียบเทียบเท่ากับปริมาณน้ำกว่า2เท่าครึ่งของความจุเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และยังเร่งรัดผลักดันน้ำลงทะเลอย่างต่อเนื่อง  ส่วนการบริหารจัดการน้ำทั้งตอนเหนือและใต้เขื่อนเจ้าพระยาได้ผันน้ำทุกช่องทางทั้งฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออกและฝั่งใต้รวมทั้งพื้นที่แก้มลิงลงทุ่งที่เตรียมไว้ โดยให้มีผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรน้อยที่สุด

พร้อมกำชับให้ดำเนินการกำจัดผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำตลอดเส้นทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำในพื้นที่ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง.








 อลงกรณ์เสนอ4โครงการแก้น้ำท่วมถนนเพชรเกษม  เร่งรัดพัฒนาระบบชลประทานพื้นที่ปลายน้ำชายทะเล  



              รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งว่าดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน โดยมี นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายสมเกียรติ แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบุรี ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการลงพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบ้านแหลม อำเภอท่ายางและอำเภอชะอำในเพชรบุรีวันนี้ติดตามการบริหารจัดการน้ำและความพร้อมในการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดเพชรบุรี โดย ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่าวันนี้ตนได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ให้ลงพื้นที่มาติดตามแก้ไขปัญหาอุทกภัย จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เน้นการทำงานเชิงรุกบูรณาการทุกภาคส่วนขับเคลื่อน 13 มาตรการ 5 แนวทางพร้อมติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดพร้อมปฏิบัติการ24 ชั่วโมง เพื่อความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วจะต้องตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทานและพนังกั้นน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งวางเครื่องสูบน้ำประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ตลอดจนการบริหารน้ำในอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ่างเก็บแม่ประจันต์และอ่างเก็บน้ำน้ำห้วยผากให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

                ทั้งนี้ กรมชลประทานได้คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยในจังหวัดเพื่อการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจำนวน 6 จุด ได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำเพชรบุรี ใน อ.บ้านลาด อ.เมือง และ อ.บ้านแหลม จึงได้ทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณดังกล่าว และในพื้นที่เสี่ยงภัยอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ครอบคลุมพื้นที่ 17 ตำบล 6 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 45 หน่วย และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 44 หน่วย รวมเครื่องมือเครื่องจักรจำนวน 89 หน่วย ดำเนินการขุดลอกวัชชพืชผักตบชวาในคลอง 19 คลองหลักและติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องดันน้ำลงทะเลพร้อมปฏิบัติการทันที

                นายอลงกรณ์ กล่าวรายงานว่า กรมชลประทานและจังหวัดเพชรบุรี ได้บริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อมล่วงหน้าถึง 3 เดือนภายใต้เพชรบุรีโมเดลและนโยบายของรัฐมนตรีเกษตรฯ.โดยความร่วมมือจากหน่วยงานชลประทานทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค รวมถึงจังหวัด อบต. กำนันผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประชุม และลงพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมร่วมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยจังหวัดเพชรบุรีมีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการเพิ่มความจุแหล่งเก็บกักน้ำ ขุดลอกคูคลอง จัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และผลักดันน้ำ เพื่อให้น้ำลงทะเลให้ไวที่สุด หากสามารถบริหารจัดการน้ำได้ดีในตอนต้น ก็จะสามารถป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ได้

                พร้อมกันนี้ นายอลงกรณ์ ยังได้ให้ข้อเสนอสำหรับการบริหารจัดการน้ำ และการแก้ไขเพื่อป้องกันเหตุอุทกภัยของจังหวัดเพชรบุรี ดังนี้

                1. การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมถนนเพชรเกษมทำให้การจราจรติดขัด รถเคลื่อนตัวได้ช้า เกิดปัญหาเป็นประจำในทุกๆปี ล่าสุดคือ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยการขยายขนาดคลองส่งน้ำสายเพชรบุรี-หัวหินเลียบขนานถนนเพชรเกษมฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นคลองขนาดเล็ก 2 คลองให้เป็นคลองใหญ่ 1 คลองสามารถป้องกันน้ำท่วมถนนเพชรเกษมและเป็นคลองส่งน้ำในยามหน้าแล้ง

                2. การปรับปรุงระบบส่งน้ำของเขื่อนเพชร ที่มีการก่อสร้างมาแล้วนานกว่า 60 ปี โดยให้มีการศึกษา เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำและขยายพื้นที่การเกษตรรวมทั้งแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ปลายน้ำ 

                 3. โครงการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ปลายน้ำชายทะเล 43,000 ไร่ ตั้งแต่อำเภอชะอำ ท่ายาง เมืองและบ้านแหลมเป็นพื้นที่ขนานถนนคลองโคน-ชะอำซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมาตลอด

                4.โครงการชลประทานตำบลโดยชุมชนเพื่อชุมชนทุกตำบลในเพชรบุรีโดยการสนับสนุนของกรมชลประทานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

     ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายกรมชลประทานรับไปพิจารณาดำเนินการ และให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำและการความพร้อมเพื่อป้องกันเหตุอุทกภัยของจังหวัดเพชรบุรีต่อไป.







             

ประเด็นกัญชาเสรีกับร่างกฎหมายกัญชายังไม่จบ “อลงกรณ์”ติง”อนุทิน”อย่าหลงประเด็นมองผิดเป็นเรื่องการเมือง แนะเร่งปรับปรุงกฎหมายกัญชาปิดช่องโหว่หวั่นเยาวชนเสพสูบเสรี 

       
   

              นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เขียนบทความโพสต์ในเฟสบุ๊ควันนี้  เรื่อง”กัญชาเสรีกับร่างกฎหมายกัญชา “จาก”อลงกรณ์”ถึง”อนุทิน”ตอนจบ“ผิดที่2 -มองผิด ”
 ซึ่งเป็นตอนที่2ต่อจากตอนแรกเรื่อง“กัญชาเสรี..ไม่กลัวดัง แต่กลัวดับ “ ประเด็น”อนุทิน”กับ”อลงกรณ์”
โดยเขียนไว้ดังนี้……….
เรื่อง”กัญชาเสรีกับร่างกฎหมายกัญชา”จาก”อลงกรณ์”ถึง”อนุทิน”ตอนจบ“ผิดที่2 -มองผิด”

           หลังจากพี่หนู อนุทิน ชาญวีรกุล ไปปราศรัยที่ขอนแก่นว่า .. ..”..ถูกขัดขา  เพราะเขากลัวพรรคดังเกินไป เขาจึงดึงเอาไว้…” กรณีสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ.นำร่างพรบ.กัญชากลับไปทบทวนก่อนนำกลับมาเสนอวาระที่2และ3อีกครั้ง ผมจึงเขียนเรื่อง”ไม่กลัวดังแต่กลัวดับ”เพื่อทำความเข้าใจว่า ไม่ใช่เรื่องขัดขาแต่เป็นเพราะสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองยังกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเสพสูบกัญชาของนักเรียนนักศึกษาเยาวชนที่อนาคตจะดับหากกฎหมายไม่รัดกุมพอพูดง่ายๆคือ ไม่กลัวดังแต่กลัวดับ (อนาคตของชาติ) และยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคมีจุดยืนตรงกันคือ สนับสนุนกัญชาเสรีทางการแพทย์เพื่อสุขภาพเพราะเป็นสมุนไพรยาไทย จึงไม่ควรเข้าใจผิดเพื่อนๆที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ว่าไปขัดแข้งขัดขา นี่คือข้อเขียนที่เรียกว่าเป็น “ผิดแรก”คือ”เข้าใจเพื่อนผิด”  ส่วน “ผิดที่2” คือ เรื่อง “มองผิดว่าเป็นเรื่องการเมือง” ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเมื่อ 14 ก.ย.ให้ถอนร่างพรบ.กัญชาฯ.ส่งกลับไปให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ.นำไปปรับปรุงก่อนเสนอกลับมาให้สภาฯพิจารณาในวาระ2และ3อีกครั้ง ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญญาสูญญากาศทางกฎหมายแต่อย่างใด เพราะพี่หนูพูดเองยืนยันเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและเป็นผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้ด้วยคนหนึ่ง
            พี่หนูยืนยันด้วยตัวเองภายหลังสภาฯ.มีมติให้ถอนร่างกฎหมายกัญชาเมื่อ 20 ก.ย.ว่า”…ทุกวันนี้ยังไม่มีอะไรที่นอกเหนือการควบคุมหรือมีปัญหาใดๆ ที่ก่อความเสียหายต่อภาพรวม…ประกาศ สธ.ทุกฉบับที่ออกมาก็ครอบคลุมและเข้มกว่าร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ อยู่แล้ว ..”
            นอกจากนี้คุณไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังแถลงย้ำว่า”…“แม้ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง ยังคงต้องอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา กฎหมายที่มีอยู่ในขณะนี้ก็จะควบคุมการใช้กัญชา-กัญชง ไปจนกว่า พ.ร.บ. ฉบับสมบูรณ์จะออกมาบังคับใช้ หรือหากมีกรณีใดที่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายมารองรับ ก็มีคณะกรรมการบูรณาการนโยบายพืชกัญชาและกัญชง ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน สามารถพิจารณาออกประกาศหลักเกณฑ์ต่างๆ มาดูแลเพื่อให้เกิดความเหมาะสมเพิ่มเติมได้” 

              สาธารณชน และคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ.คงจะสบายใจได้แล้วนะครับ ไม่เชื่อพี่หนูแล้วจะเชื่อใคร  การที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้นำร่างกฎหมายกัญชากลับไปทบทวนเป็นปัญหาการบริหารจัดการ ไม่ใช่เรื่องการเมือง บางครั้งความรีบร้อนเร่งรัดกลับเป็นสาเหตุของความล่าช้าเพราะขาดความรอบคอบเหมือนขับรถเร็วแหกโค้งทั้งที่รู้ว่าเป็นโค้งอันตราย ขนาดสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่างกฎหมายนี้ในวาระที่1ด้วยเสียงข้างมากเด็ดขาดซึ่งปกติการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระ2และ3เกือบร้อยทั้งร้อยฉบับจะให้ความเห็นชอบแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น แล้วจะโทษใครกัน  ขอเพิ่มเติมข้อสังเกตส่วนตัวในฐานะเคยเป็นอดีต ส.ส. เคยเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายหลายฉบับและเคยอยู่ในคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้เสนอกฎหมายว่า การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ.ไปเขียนเพิ่มเติมบทบัญญัติของร่างกฎหมายกัญชาที่รับหลักการวาระที่1 จาก45มาตราแล้วไปแปรญัตติเพิ่มเป็น96มาตรานั้นในทางกระบวนการนิติบัญญัติย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกทักท้วงอย่างรุนแรงหรือไม่ยอมรับจากสภาผู้แทนราษฎร
            ดังนั้น อย่าชี้นิ้วไปโทษคนอื่น มิฉะนั้นจะมองไม่เห็นปัญหาในสาระสำคัญที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ถอนร่างกลับไปทบทวนใหม่ ควรนำเหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อสังเกตในสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชนและฝ่ายต่างๆไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เช่นทำอย่างไรจะแก้โจทย์ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมองว่า ร่างพรบ.ที่คณะกรรมาธิการฯ.เสนอมานั้นไปส่งเสริมการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการเพราะไม่มีบทบัญญัติใดที่จะควบคุมให้มั่นใจว่าเด็กเยาวชนลูกหลานของเราจะไม่นำมาใช้เสพสูบกัญชาจนเสียอนาคตและส่งผลเสียต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง เพราะบทบัญญัติห้ามบริโภคและห้ามขายคนอายุต่ำกว่า20ปียังไม่ตอบโจทย์เพียงพอ  ยกตัวอย่างชัดๆกรณีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแถลงคัดค้านชี้ประเด็นปัญหาว่า”…. ปรากฏว่าในชั้น กมธ.มีการปรับแก้อย่างมาก ซึ่งไม่ตอบโจทย์ว่าจะควบคุมเรื่องที่หลายฝ่ายเป็นห่วงได้อย่างไร โดยเฉพาะการนำกัญชามาใช้ทางสันทนาการ พรรค พท.จึงมีมติว่าจะไม่ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ในวาระ 2-3 ..”
  รวมทั้งข้อมูลรายงานและความเห็นจากฝ่ายต่างๆ เช่น
              นพ.ล่ำซำ ลักขณาภิชนชัช รองผู้อำนวยการด้านวิชาการและการแพทย์ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) ให้ข้อมูลว่า จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ผู้ป่วยที่เข้ามารับการบำบัดมากที่สุดคือ ผู้ป่วยที่ใช้กัญชาและมีอาการทางจิตรุนแรง เพราะผู้ที่สูบกัญชากว่าจะแสดงอาการรุนแรงใช้ระยะเวลานานกว่ายาบ้าหรือไอซ์ จึงเข้าสู่กระบวนการบำบัดช้ากว่าที่ควรจะเป็น จะเป็นอาการหลอน หูแว่ว หลงผิด หวาดระแวง และทำร้ายผู้อื่น ข้อมูลปี 2563 มีผู้ป่วยจิตเวชจากกัญชาเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 และข้อมูลปี 2564 จนถึงปัจจุบันเพิ่มเป็นร้อยละ 28 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กัญชาเป็นสารเสพติดที่ต้องเฝ้าระวัง อนาคตจะก่อความรุนแรงในสังคม ปัจจุบันพบว่ากัญชาหาซื้อได้ตามแหล่งโซเชียล
   รายงานจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ เรื่องผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กจากการใช้กัญชา แบ่งเป็นผลกระทบระยะสั้น สำหรับผลในระยะยาวหากมีการใช้ต่อเนื่องยาวนานหรือใช้ในปริมาณมาก การศึกษาต่างประเทศพบว่าส่งผลต่อไอคิวเด็กลดลงถึง 6 จุด หรือเรียกง่าย ๆ ว่า สมองพัง โง่ลง และยังมีผลกระทบระยะยาวว่า เด็กไม่ไปเรียน ออกจากโรงเรียน เรียนไม่จบ ไม่มีงานทำ มีปัญหาทางพฤติกรรม
  World Drug Report 2022 ของ UNODC ปี 2565(ค.ศ.2022)พบว่า ประเทศที่มีนโยบายหรือกฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ จะส่งผลเสียต่อระบบบริการสาธารณสุข ความปลอดภัยของประชาชน หลักนิติธรรม คดีอาชญากรรม อุบัติเหตุ การค้ากัญชาผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผลกระทบต่อเด็ก เยาวชน
  ศูนย์วิจัยยาเสพติด วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยแสดงความวิตกกังวลต่อเรื่องร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวว่าจะเกิดผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน อีกทั้ง ในช่วงที่ผ่านมาภายหลังมีการประกาศปลดกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติดแล้ว มีสถานการณ์ที่มีผลกระทบจากผู้เสพยาเสพติด จนกระทั่งป่วยถึงจิตเวชได้ทำร้ายพี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ ทำให้พ่อแม่ ครู อาจารย์หรือองค์การศึกษาต่าง ๆ มีความวิตกกังวล สรุปสั้นๆคือเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.มีความหละหลวม อาจเกิดการเสพกัญชา เพื่อนันทนาการมากกว่าทางการแพทย์เป็ยภัยต่อเยาวชน ครอบครัวและสังคม  อย่าเข้าใจผิดเพื่อนและมองผิดคิดว่าเป็นเรื่องการเมืองจนหลงประเด็นที่เป็นสาระสำคัญของปัญหาในตัวร่างกฎหมายกัญชา เร่งปรับปรุงใหม่แล้วรีบเสนอกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร  ก็หวังว่า พี่หนูจะเข้าใจเจตนาที่เขียนมาถึงด้วยความห่วงใยนะครับ.
                                                                                            พี่จ้อน อลงกรณ์ พลบุตร




                ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ.”อลงกรณ์”ขับเคลื่อนนวัตกรรมการบริหารจัดการชลประทานเชิงรุก2รูปแบบภายใต้เพชรบุรีโมเดล รวมพลังทีมชลประทานผนึกอบต.กำนันผู้ใหญ่บ้านระดมเครื่องจักรกลเครื่องสูบน้ำเตรียมรับมืออุทกภัยเพชรบุรีล่วงหน้า



             นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ประกอบด้วย นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสราวุฒิ พุ่มจิตร นายปรีชา ทรัพย์เกิด คณะทำงานทีมเพชรบุรีโมเดล ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ เครื่องดันน้ำ รถ เรือ เครื่องปั่นไฟและกำลังพลคนชลประทานและท้องที่ท้องถิ่นเพื่อพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยเพชรบุรี ปี 2565 ซึ่งได้เคลื่อนย้ายมารวมศูนย์ที่บริเวณพื้นที่วัดเขาตะเคราโดยมีนายสมเกียรติ  แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบุรี นายอำนาจ ถี่ถ้วน ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 14 นายวศิน เกิดบุญ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเครื่องจักรกลสูบน้ำที่ 3 นายจักรพันธุ อุไรพันธ์ุ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเครื่องจักรกลและยานพาหนะ นายวีระชัย ตั่นเจริญ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมเครื่องกล สิบเอกธนกร บุญวิเศษ หัวหน้าฝ่ายซ่อมสร้างและบำรุงรักษานายชาญชัย อุ้มนุช นายก อบต.บางครก  นางบุษกร เอี่ยมเทศ รองนายก อบต. บางครก นายลม่อม เล็กสุก กำนันตำบลบางครก และเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินการ ณ บริเวณวัดเขาตะเครา ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี และเริ่มดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ณ จุดมัสยิดหมู่13ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอเมืองริมแม่น้ำพชรบุรีเป็นจุดแรก
              ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตามข้อเสนอและการประสานงานของนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเฝ้าระวังและจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ พร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ประจำจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมให้สามารถพร้อมใช้งานได้ทันที 
              นายอลงกรณ์กล่าวขอบคุณ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตรฯ.กรมชลประทานและให้กำลังใจทุกภาคีภาคส่วนในการสร้างความพร้อมล่วงหน้าเพื่อรับมือกับอุทกภัยในจังหวัดเพชรบุรีซึ่งปกติจะมีความเสี่ยงจากมรสุมในช่วงเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายนโดยดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมด้วยการลอกคลองผักตบชวาและวัชพืชที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำออกจากคลองสายหลักต่างๆในพื้นที่ปลายน้ำและกลางน้ำของอำเภอบ้านแหลมอำเภอเมืองอำเภอบ้านลาดและอำเภอท่ายางเช่นคลอง ดี.25และคลอง ดี.18เป็นต้นโดยใช้เครื่องจักรกลรถแบคโคขนาดใหญ่ของสำนักงานชลประทานที่14 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรีและชลประทานจังหวัดเพชรบุรี สำหรับในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรีทางชลประทานพร้อมนำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งทันทียกเว้นระบบท่อเพื่อไม่ให้ไปกีดขวางถนนทั้งนี้ได้มอบหมายชลประทานจังหวัดประสานงานกับจังหวัดและเทศบาลเมืองเพชรบุรีอย่างใกล้ชิดโดยระหว่างนี้ทางเทศบาลแจ้งว่ากำลังทดสอบการจราจรในพื้นที่เทศบาลและจะแจ้งให้ทราบเมื่อมีความพร้อมในการติดตั้งเครื่องสูบน้ำของกรมชลประทาน
              “2ปีที่ผ่านมา เพชรบุรีสามารถบริหารจัดการรับมือกับปัญหาอุทกภัยได้เป็นอย่างดีไม่มีน้ำท่วมใหญ่จะมีก็น้ำล้นตลิ่งหรือน้ำท่วมบางพื้นที่ที่ตลิ่งพังแต่เป็นพื้นที่จำกัดซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการมิติใหม่ร่วมกับจังหวัดและท้องที่ท้องถิ่นแบบบูรณาการทำงานเชิงรุกล่วงหน้าพร้อมกับเร่งดำเนินโครงการขนาดใหญ่เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานอีกกว่า53ล้าน ลบ.ม. การพัฒนาคลอง ดี.9สามารถรับน้ำได้100 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็นต้น ยิ่งกว่านี้ยังได้เริ่มดำเนินการโครงการชลประทานชุมชนของคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบครบ93ตำบล8อำเภอมีหน้าที่จัดทำแผนและขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ทุกหมู่บ้านตำบลเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งน้ำท่วมด้วยแนวทางบริหารโดยชุมชนเพื่อชุมชนของชุมชนเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการชลประทานเชิงรุกพร้อมกัน2รูปแบบ
คือการบริหารจัดการอุทกภัยประจำปีล่วงหน้าแบบเฉพาะกิจกับการบริหารจัดการระบบน้ำและชลประทานแบบยั่งยืนด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วนภายใต้เพชรบุรีโมเดลเป็นจังหวัดแรก”
นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด.







             เรื่องกัญชาเสรี..ไม่กลัวดัง แต่กลัวดับประเด็น”อนุทิน”กับ”อลงกรณ์”“….ถูกขัดขา  เพราะเขากลัวพรรคดังเกินไป เขาจึงดึงเอาไว้…” 



            อนุทิน ชาญวีรกุล“ด้วยรักและห่วงใย…ไม่ได้กลัวดัง แต่กลัวดับครับพี่หนู…”อลงกรณ์ พลบุตร 
ดูยูทูปอ่านสื่อออนไลน์แต่เช้ามืดเกี่ยวกับข่าวที่พี่หนูพูดที่ขอนแก่นเมื่อวันวานก็รู้สึกห่วงใยและขอให้หลักคิดมุมมองใหม่ในฐานะพี่คนหนึ่งที่หวังดีว่า พี่หนูกำลังคิดผิด 2 ผิดครับ
ผิดแรก คือ เข้าใจผิดเพื่อนๆที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล
“….ถูกขัดขา  เพราะเขากลัวพรรคดังเกินไป เขาจึงดึงเอาไว้…” ..อนุทิน ชาญวีรกุล พี่หนูในฐานะหัวหน้าพรรคภท.ทราบดีว่า พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคมีจุดยืนตรงกันคือ สนับสนุนกัญชาเสรีทางการแพทย์เพื่อสุขภาพเพราะเป็นสมุนไพรยาไทย (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็สนับสนุนแนวทางนี้) 
   แต่เมื่อพี่หนูเร่งเปิดเสรีกัญชามาพักใหญ่โดยยังไม่มีพระราชบัญญัติมารองรับก็เกิดลางร้ายผลลบมีการเสพสูบและใช้กัญชากันเสรีแบบควบคุมไม่ได้เพราะปลูกได้ซื้อง่ายขายคล่องไร้มาตรการกำกับดูแลที่ดีพอจนลามลึกไปถึงนักเรียนนักศึกษาเด็กเยาวชนชายหญิงลูกหลานของเราจึงเกิดกระแสตีกลับไม่เอากัญชาเสรีจนเกิดปรากฎการณ์โรงเรียนขึ้นป้าย”เขตปลอดกัญชา”และคุณหมอนับพันออกมาคัดค้านซึ่งกระทบต่อนโยบายกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์และสุขภาพของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆที่เกรงว่านโยบายดีๆจะพังเพราะปัญหาการบริหารจัดการจนท้ายที่สุดมีการยับยั้งร่างกฎหมายในสภาฯ.ให้ไปทบทวนใหม่ให้รอบคอบรัดกุม
   พี่หนูจึงไม่ควรมองว่าเป็นการขัดขา โดยคิดว่า พรรคร่วมรัฐบาลกลัวภท.จะดัง แต่ควรรับฟังเหตุผลข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งว่าที่เกิดเหตุการณ์ทั้งในและนอกสภาฯด้วยเหตุว่า เขากลัวอนาคตของชาติจะดับเพราะเสพสูบกัญชาติดยางอมแงมทั้งประเทศ ไม่ได้กลัวดังแต่กลัวดับครับ  อุปมาอุปมัยง่ายๆคือ เพื่อนๆพี่ๆเห็นพี่หนูกำลังจะเดินตกหน้าผาสูงจึงช่วยกันยึดตัวไว้ หากปล่อยให้เดินต่อไปจะพาประชาชนเยาวชนลูกหลานตกหน้าผาตายไปด้วย จากหวังดีกลับถูกมองเป็นหวังร้าย  นี่คือคิดผิดมองผิดพูดผิด ข้อแรกครับ
   คนเป็นผู้นำอย่างพี่หนูควรเปิดกว้างฟังความรอบด้านมีหลักคิดหลักยึดที่ดีและยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งก็จะเข้าใจสิ่งที่พี่ให้ข้อคิดมานะครับ   ขอโทษที่วันนี้เขียนเสร็จเพียง”ผิดแรก” รอวันพรุ่งนี้หรือวันถัดไปจะเขียน”ผิดสอง”มาให้อ่านครับ.
                                                                        ด้วยความห่วงใยและหวังดี
                                                                          พี่จ้อน อลงกรณ์ พลบุตร
                                                                        เพชรบุรี ,24 กันยายน 2565.


                อีสานคึกคัก !!! “อลงกรณ์”ประกาศยกระดับโคราชเป็นฮับอุตสาหกรรมเกษตรอาหารกลุ่ม”นครชัยบุรินทร์”ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนทุกตำบลพร้อมเดินหน้านโยบายประกันรายได้เกษตรกรปีที่4 ผนึกท้องถิ่นเร่งแก้ไขปัญหาที่ดินพัฒนาแหล่งน้ำและการประกอบอาชีพเกษตร



                 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภา นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสมศักดิ์ พานิชกุล ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน3อำเภอ(ห้วยแถลง จักราช เฉลิมพระเกียรติ) นายชุมพร พืชพันธุ์ นายอำเภอห้วยแถลง นายพศวีร์ สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครราชสีมา นายกิติกุล เสภาศีราภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครราชสีมา นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นายสมศักดิ์ พานิชกุล ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน3อำเภอ(ห้วยแถลง จักราช พิมาย) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เกษตรกรในพื้นที่และทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ภาคอีสานได้แก่ นายจิตติ เชิดชู ดร.พงศธร งานไว นางราณี นิวงศ์ษานางยุพาวรรณ จักรพิมพ์ นางกาญจนา บุญมีศิริทิพงศ์ นายวันชัย ก้องเจริญพานิชย์ จ.ส.ต.เฉลิม เทียนขุนทด นายวิมล มะลิลา นายประทีป สังข์สวัสดิ์ นางอุบลวรรณ อัศวนาวิน ร่วมให้การต้อนรับอย่างคึกคัก

                  นายอลงกรณ์ได้กล่าวถึงโอกาสการยกระดับศักยภาพของจังหวัดนครราชสีมาและกลุ่มจังหวัด”นครชัยบุรินทร์”(นครราชสีมา-ชัยภูมิ-บุรีรัมย์-สุรินทร์) โดยสนับสนุนให้จังหวัดนครราชสีมาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตรอาหารภายใต้การขับเคลื่อนโครงการ”1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร”โดยคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ.กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กรกอ.)ซึ่งวางเป้าหมายสนับสนุนส่งเสริมให้ครบ18กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศเพื่อเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ของการแปรรูปสู่เกษตรมูลค่าสูงกระจายการลงทุนการะจายโอกาสกระจายรายได้ลดความเหลื่อมล้ำแก้ปัญหาหนี้สินความยากจนมุ่งพัฒนาทุกจังหวัดทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม พร้อมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล7,255ตำบลทั่วประเทศรวมถึง289ตำบลใน32อำเภอของจังหวัดนครราชสีมาเป็นกลไกการปฏิรูปภาคเกษตรเชิงลึกของกระทรวงเกษตรฯ.เป็นครั้งแรกของประเทศตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน “บริหารโดยชุมชน เป็นของชุมชน และเพื่อชุมชน”บูรณาการทำงานร่วมกับ อบต. กำนันผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครเกษตร สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาพลเมืองเศรษฐกิจพอเพียงแห่งชาติ ศพก. เกษตรแปลงใหญ่สหกรณ์ เกษตรกรรุ่นใหม่ กลุ่มแม่บ้านเกษตร วิสาหกิจชุมชน ปลัดอำเภอ เกษตรตำบลผนึกพลังภาครัฐภาคเอกชนและทุกภาคส่วนในตำบลหมู่บ้านประสานกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีโดยมีคณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล ทำหน้าที่จัดทำและขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรแบบยั่งยืนระดับตำบล โดยนายอลงกรณ์ได้ยกตัวอย่างและแสดงความชื่นชม ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร(ศพก.)อำเภอห้วยแถลง มีนายสุบรร อันอินทา เป็นประธานศูนย์ฯเป็นศูนย์ที่ได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (ข้าวและพืชผัก) มีจุดเด่นในด้านการลดต้นทุนการผลิตเช่นใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพในการแก้ไขปัญหาปุ๋ยเคมีแพงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทีปรึกษารัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ยังเดินหน้านโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่ปี2562เป็นต้นมาจนเข้าปีที่4ในปีนี้ซึ่งมีเกษตรกรหลายล้านคนได้รับเงินหลายแสนล้านบาทจากโครงการดังกล่าว

      นอกจากนี้ นายอลงกรณ์และคณะยังได้เปิดเวทีรับฟังปัญหาการผลิตการตลาดและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรหลายกลุ่มเช่นกลุ่มปศุสัตว์ได้แก่ เกษตรแปลงใหญ่โคเนื้อโคขุน กลุ่มเลี้ยงแพะ กลุ่มไก่เนื้อโคราช อำเภอห้วยแถลง ซึ่งจังหวัดนครราชสีมา มีโคเนื้อ จำนวน 247,242 ตัว โคนม จำนวน  53,352 ตัว กระบือ จำนวน  70,542 ตัว  โดยอำเภอห้วยแถลง นั้น มีโคเนื้อ จำนวน 34,261 ตัว กระบือ จำนวน 6,970 ตัว รวมทั้งกลุ่มปัญหาที่ดินทำกิน  จากนั้น ในช่วงบ่ายนายอลงกรณ์และคณะได้เดินทางไปยังอ่างเก็บน้ำลำฉมวก อำเภอจักราช เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร โดยมี นายธงชัย โอฬารพัฒนะชัย นายอำเภอจักราชกล่าวรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญบ้าน อสม. ประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ โครงการอ่างเก็บน้ำลำฉมวก มีความจุของอ่าง ที่ระดับน้ำสูงสุดอยู่ที่ 29.594 ล้าน ลบ.ม. ความจุของอ่าง ที่ระดับน้ำเก็บกัก อยู่ที่ 23.445 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 11,969 ไร่ จากการลงพื้นที่พบว่าอ่างเก็บน้ำมีความตื้นเขิน ควรมีการขุดลอกอ่างเพิ่มปริมาณความจุเพื่อเก็บกักน้ำช่วงฤดูฝนและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยได้ประสานงานกับสำนักงานชลประทานที่8และชลประทานจังหวัดอนุมัติการขอใช้น้ำจากอ่างลำฉมวกสำหรับระบบประปาของอำเภอจักราชตามที่นายอำเถอจักราช ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านโดยการประสานของกำนันสมศักดิ์ พานิชกุล ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน3อำเภอ(ห้วยแถลง จักราช เฉลิมพระเกียรติ)เป็นผู้ประสานงาน พร้อมทั้งมอบหมายให้ประมงอำเภอจักราชดำเนินการหาพันธ์ุปลาพันธ์ุกุ้งมาปล่อยในอ่างลำฉมวกตามที่ราษฎรร้องขอรวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวรวมทั้งสั่งการให้กรมชลประทานศึกษาโครงการแก้มลิงพื้นที่กว่า600ไร่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติมโดยเร็วอีกด้วยทำให้ประชาชนและผู้นำท้องถิ่นปรบมือและขอบคุณด้วยความพอใจอย่างมาก.





 เฉลิมชัยคิกออฟโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน 7,255 ตำบลทั่วประเทศ



                “อลงกรณ์ออกสตาร์ทเพชรบุรีเป็นจังหวัดแรก จับมือผู้ว่าฯ.ผนึกศูนย์AIC รวมพลังทุกภาคส่วนเดินหน้าเต็มสูบสร้างศักยภาพใหม่ของตำบลหมู่บ้านแบบยั่งยืน ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน เปิดเผยวันนี้(20 ก.ย)ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล 7,255 ตำบลใน76จังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานอพก.จังหวัดได้ดำเนินการร่วมกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัดออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลแล้วนอกจากนี้ยังได้รับรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการนี้จากนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนว่าได้เริ่มการประชุมชี้แจงแนวทางการบริหารและการขับเคลื่อนคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีที่ศูนย์AIC มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีเป็นจังหวัดแรก ถือเป็นการคิกออฟโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลซึ่งเป็นกลไกการปฏิรูปภาคเกษตรครั้งสำคัญของประเทศ

                ทางด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนเปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อสร้างการรับรู้ และมอบนโยบาย แนวทางการขับเคลื่อนโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลของจังหวัดเพชรบุรี ณ ห้องประชุมคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และรูปแบบออนไลน์ผ่าน Zoom Cloud Meeting โดยมี นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี  ดร.วนิดา มากศิริ คณบดี คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ผู้อำนวยการศูนย์AICจังหวัดเพชรบุรี เกษตรจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด สภาเกษตรกรแห่งชาติ นายอำเภอ เกษตรอำเภอ นายกและสมาชิกอบต. กำนันผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครเกษตร ศพก. เกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer )เกษตรปราดเปรื่องวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ เกษตรแปลงใหญ่ กลุ่มแม่บ้านเกษตร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี. ทีมงานเพชรบุรีโมเดล หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคเกษตรกร เข้าร่วมประชุม โดยมีนางสาวศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี เป็นฝ่ายเลขานุการ

                นายอลงกรณ์ กล่าวว่าวันนี้เป็นวันแรกของการขับเคลื่อนคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลครอบคลุม7,255ตำบลใน878อำเภอและ76จังหวัดเป็นครั้งแรกของประเทศควบคู่กับโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองเพื่อสร้างฐานใหม่ที่เข้มแข็งในการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับท็อปเทนของโลกในฐานะมหาอำนาจทางอาหารและครัวของโลกตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ. จากปัจจุบันอยู่ในอันดับ13ของโลกโดยจัดประชุมสร้างการรับรู้แนวทางการบริหารจัดการคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนที่เพชรบุรีเป็นจังหวัดแรก ภายใต้แนวคิด บริหารโดยชุมชน เป็นของชุมชน และเพื่อชุมชน”  ซึ่งเป็นกลไกปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อสร้างศักยภาพใหม่ในระดับฐานรากเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรและชุมชนตำบลหมู่บ้านและแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนภายใต้เกษตรกรรมยั่งยืน 5 สาขา คือ เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรผสมผสาน มีภารกิจ2ประการคือเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานครด้วยการยกระดับภาคเกษตรกรรมสู่เกษตรมูลค่าสูง

                 นายอลงกรณ์กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลประกอบด้วย ปลัดอำเภอ เกษตรตำบล อบต. ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนประชาสังคมและอาสาสมัครเกษตร (อกษ.) เป็นแกนหลักร่วมกับตัวแทนภาคเอกชน ภาคเอกชน และภาควิชาการ ในหมู่บ้านตำบลเชื่อมโยงกับคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรระดับอำเภอ (SCD)และคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรระดับจังหวัด (SCP)และศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ในแต่ละจังหวัดโดยคณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลมีหน้าที่จัดทำและขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรแบบยั่งยืนระดับตำบลภายใต้แพลตฟอร์มการพัฒนาหลากหลายรูปแบบ เช่น 1ตำบล 1โครงการชลประทานชุมชน 1ตำบล1โครงการเกษตรอินทรีย์ 1ตำบล1ศูนย์บริการจัดการดิน-ปุ๋ยชุมชน 1ตำบล 1 ร้านค้าเกษตรปลอดภัยอาหารปลอดภัย(Green Shop) 1 ตำบล 1 ตลาดออนไลน์ 1 ตำบล 1 สตาร์ทอัพเกษตร  1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์แชมเปี้ยน(product champion) 1 ตำบล 1 ธนาคารต้นไม้ (ผลิตและจำหน่ายต้นกล้า) 1 ตำบล 1 เกษตรแปลงใหญ่ 1 ตำบล 1 ฟาร์มเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) 1 ตำบล1 แบรนด์ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล 1 เครือข่ายศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.)1 ตำบล 1 เครือข่ายศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(ศูนย์AIC) 1 ตำบล 1 องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น(ประมงทะเลหรือประมงน้ำจืด)  1 ตำบล 1 กลุ่มประมง 1 กลุ่มปศุสัตว์ 1 กลุ่มเกษตรพลังงาน 1 เกษตรสุขภาพ 1 เกษตรท่องเที่ยว 1โครงการอาหารแห่งอนาคต (แมลง ผำ สาหร่าย แหนแดง) 1 โรงเรียนสีเขียว( Green School )  1 วัดสีเขียว(Green Temple) และศูนย์ความรู้เกษตร(Agriculture Knowledge Center) เป็นต้น เพื่อปักหลักวางหมุดหมายการพัฒนาแบบยั่งยืนลงไปถึงระดับชุมชนหมู่บ้าน ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ของ รมว.เกษตรฯ ได้แก่ ตลาดนำการผลิต-เทคโนโลยีเกษตร4.0-เกษตรปลอดภัย-เกษตรยั่งยืน-เกษตรมั่นคง การบูรณาการทำงานเชิงรุกทุกภาคส่วนและเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ นายอลงกรณ์ได้มอบแนวทางในการบริหารโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล จังหวัดเพชรบุรีในระยะตั้งต้นไว้ 6 ประเด็น ดังนี้

                 1. จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล โดยอบต. จัดสถานที่มีเจ้าหน้าที่ของอบต. ที่ทำหน้าที่กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการ เป็นผู้ดูแลและมีอาสาสมัครที่สรรหาในตำบลช่วยปฏิบัติงาน

                 2. จัดให้มีสภากาแฟเกษตรกรรมยั่งยืนประชุมเดือนละครั้งเป็นเวทีปรึกษาหารือไม่เป็นทางการ

                 3. คณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลควรประชุมเดือนละ 1 ครั้ง ในช่วง 6 เดือนแรก จากนั้นประชุมทุก 2 เดือน

                 4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนก่อนหมดหน้าที่

                 5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

                6. การจัดทำระบบฐานข้อมูล

                 ซึ่งหวังว่า กลไกนี้จะเป็นแนวทางการขับเคลื่อนที่สามารถยกระดับอัพเกรดให้แก่ภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืน.

                ทางด้าน นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีได้กล่าวเสริมว่าจังหวัดเพชรบุรี พร้อมสานต่อนโยบายขับเคลื่อนเมืองเสบียงแห่งอาหาร สู่โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ระดับตำบล เน้นประโยชน์ของพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งแต่ละตำบลดูจุดแข็งของตำบลทั้งด้าน ปศุสัตว์ ประมง พืช สมุนไพร ผลไม้ รวมทั้งให้ความสำคัญด้านชลประทาน และสิ่งแวดล้อม  ซึ่งจะดำเนินการทั้งในระดับจังหวัด หรือเชื่อมโยงกลุ่มจังหวัด ที่ต้องทำงานร่วมกันเพิ่มศักยภาพพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ที่จะขับเคลื่อนร่วมกันโดยสามารถเสนอโครงการและแผนงานจากงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดได้






“อลงกรณ์”รวมพลคนประมงพื้นบ้านกว่า100,000คนจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 2,776 องค์กรใน50จังหวัดตั้งงบสนับสนุนปีละ200องค์กร



             นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงชชเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยเปิดเผยวันนี้(18 ก.ย.)ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยครั้งที่4 ว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการ โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน รายงานผลการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,776 องค์กร สมาชิกจำนวน 104,891 ราย และความคืบหน้าโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ องค์กรชุมชนประมงด้านชายฝั่ง 80 ชุมชน ด้านน้ำจืด 84 ชุมชน ด้านแปรรูป 36 ชุมชน และได้อนุมัติโครงการและกิจกรรมตามความต้องการของชุมชน เพื่อพัฒนาอาชีพประมง จำนวน 200 องค์กรเรียบร้อยแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 20 ล้านบาทและจะสนับสนุนงบประมาณทุกปีๆละอย่างน้อย200  องค์กรๆละ100,000บาท “ภายใต้นโยบายสร้างความเข้มแข็งชุมชนและองค์กรเกษตรกรโดยเฉพาะประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นชาวประมงรายย่อยของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กรมประมงโดยนายเฉลิมชัย สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมประมงได้บูรณาการทำงานเชิงรุกกับทุกภาคส่วนร่วมมือกันเร่งดำเนินการพัฒนาชุมชนและหมู่บ้านประมงพื้นบ้านเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยโครงการใหม่ๆโดยจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นทั้งประมงน้ำจืดและน้ำเค็มให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนและต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยว”

            นายอลงกรณ์ยังเปิดเผยต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตผลผลิตภัณฑ์ประมงและการพาณิชย์ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านสุขลักษณะที่ดีในการแปรรูปสัตว์น้ำ มีการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์และน้ำอุปโภคบริโภคมาตรวจคุณภาพ รวมทั้งถ่ายทอดเทคนิคการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ในองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จำนวน 25 แห่ง จาก 18 จังหวัด ซึ่งอยู่ในภาคต่าง ๆ ได้แก่ภาคใต้ จำนวน 6 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 8 แห่ง ภาคเหนือ จำนวน 3 แห่ง ภาคตะวันออกจำนวน 2 แห่ง และภาคกลาง จำนวน 6 แห่ง และการออกหนังสือรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนและการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้าน พร้อมกับการพัฒนาแบรนด์โดยให้การรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน จำนวน 128 ราย และการรับรองสินค้าประมงที่จำหน่ายบนเว็ปไซต์ Fisheries Shop ของกรมประมง  หรับการพัฒนาหมู่บ้านประมงเป็นแหล่งท่องเที่ยวภายใต้โครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจรีสอร์ต ( Fisherman’s Village Resort )มีความคืบหน้าโดยกรมประมงได้ส่งเสริมชุมชนประมงชายฝั่งที่มีศักยภาพ 22 จังหวัด สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ 53 แห่ง โดยมอบหมายให้กรมประมงขยายความร่วมมือกับทุกภาคีภาคส่วนพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนประมงด้วย โดยนำแนวทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(wellness tourism)มาประยุกต์ใช้ และให้ส่งเสริมการตลาดแบบออนไลน์(Online Market)เพื่อช่วยสนับสนุนการขายและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านประมงทางด้านการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

             ในการประชุมคณะกรรมการ ฯ ครั้งที่ 4/2565 ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ zoom cloud meeting มี นายอรุณชัย พุทธเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกรมเจ้าท่า ผู้แทนองค์การสะพานปลา ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้แทนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และผู้แทนภาคเอกชน สมาคมการประมง และผู้แทนเครือข่ายเกษตรกรชาวประมง เข้าร่วมประชุม และ นายพัฒนพงศ์ ชูแสง ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรา กรมประมง เป็นฝ่ายเลขานุการการประชุม







  “อลงกรณ์”เผย”กรมชลประทาน”เร่งช่วยกรุงเทพมหานครระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 


               นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการบริหารจัดการน้ำของสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเล ที่สถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร 3 (คลองด่าน)และสถานีสูบน้ำเจริญราษฎร์วันนี้(17 ก.ย.)ว่า กรมชลประทานเร่งช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดด้วยการระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 220 เครื่องที่ติดตั้งตามสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำโดยสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตก สูบน้ำลงแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกงทางฝั่งตะวันออกและสูบลงอ่าวไทยทางทิศใต้ วันละ 45 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 525 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ณ วันที่ 16 กันยายนและกำลังติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก ซึ่งหากรวมปริมาตรน้ำที่กรมชลประทานผันน้ำตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมถึงวันนี้มีจำนวนถึง 1,893 ล้านลูกบาศก์เมตรเปรียบเทียบเท่ากับปริมาณน้ำกว่า2เท่าครึ่งของความจุเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ถือเป็นระบบระบายน้ำหลักของกรมชลประทานในการช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครและ สมุทรปราการ.

                ทั้งนี้ในการปฏิบัติภารกิจของที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ.และคณะประกอบด้วย นายณฐกร สุวรรณธาดานายพัฐนันท์ แสงรัฐวัฒนะ นายวิษณุศักดิ์ จิรกฤติยากุล คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. ดร. ดุสิต พันธุ์เสือ นายธวัชชัย ทรงพัฒนาศิลป์ นายชิโนทัย ลักษณ์กุลมาศ นายจิรายุ แก้วสีดา และนายเฉลิม จันทร์เภา ทีมงานพรรคประชาธิปัตย์จังหวัดสมุทรปราการ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการบริหารจัดการน้ำสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเล ที่สถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร 3 และสถานีสูบน้ำเจริญราษฎร์โดยมีนายสุริยพล นุชอนงค์  รองอธิบดีฝ่ายบริหาร กรมชลประทาน นาย ยงยส  เนียมทรัพย์  รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 นายสมเดช  ศรีวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร นายฐิติกร  ศรีนิติวรวงศ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสมุทรปราการ พร้อมด้วย หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรายงานข้อมูลการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันออกเพื่อระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยโดยสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร 3  มีเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลบ.ม.ต่อวินาที  จำนวน 4 เครื่อง  ประสิทธิภาพการระบายน้ำ 60 ลบ.ม.ต่อวินาที  คิดเป็นปริมาตรน้ำวันละ  5.18 ล้าน ลบ.ม. ช่วยระบายน้ำจากสถานีสูบน้ำหนองจอก และสถานีสูบน้ำประเวศน์บุรีรมย์มาลงคลองพระองค์ไชยานุชิตจนถึงสถานีสูบน้ำคลองด่านระบายออกสู่อ่าวไทย ส่วนสถานีสูบน้ำเจริญราษฎร์  มีเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลบ.ม.ต่อวินาที  จำนวน 5 เครื่อง  ประสิทธิภาพการระบายน้ำ 75 ลบ.ม.ต่อวินาที  คิดเป็นปริมาตรวันละ  6.48 ล้าน ลบ.ม. ผันน้ำจากคลองประเวศน์บุรีรมย์ ในเขต กทม. ระบายลงมาตามแนวดิ่งผ่านคลองลาดกระบัง คลองบางโฉลง คลองจระเข้ใหญ่ มาลงคลองสำโรง  และระบายลงคลองเจริญราษฎร์  เพื่อระบายออกสู่อ่าวไทย  โดยทั้ง2สถานีสูบน้ำเป็นส่วนหนึ่งสถานีสูบน้ำ 9 สถานีของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร ชป.ที่11 กรมชลประทาน

 

 





“อลงกรณ์”ชูนครปฐมเมืองอุตสาหกรรมเกษตร"

ไฟเขียวแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม 5 ปี(2566-2570) ย้ำเร่งเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลและชุมชนเมือง



       นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม โดยมี นายรัฐศาสตร์ ชิดชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายพูลลาภ อุไรงาม เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม นายศิริชัย เลี้ยงอำนวย เกษตรจังหวัดนครปฐม นายสมคิด เปี่ยมค้า นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจิตติศักดิ์ ศรีปัญญา ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสามัคคีมุขมาตย์ ชั้น 4 (ส่วนต่อขยาย) ศาลากลางจังหวัดนครปฐม

       นายอลงกรณ์ กล่าวว่า นครปฐมเป็นเมืองอุตสาหกรรมเกษตรที่สำคัญของประเทศและเป็นเมืองหลักของจังหวัดปริมณฑล สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ตามนโยบาย 5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีโครงการสำคัญที่ดำเนินการใน 5 เรื่อง ได้แก่ 1) การขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้านสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 2) การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง 3) การพัฒนาการเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล 4) การขับเคลื่อน BCG ด้านการเกษตร และ 5) การขับเคลื่อนการดำเนินงานศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่จังหวัดนครปฐม มีสินค้าสำคัญ ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ได้แก่ ข้าว กล้วยไม้ มะพร้าวน้ำหอม กุ้งขาว กุ้งก้ามกราม ปลานิล สุกร โคนม และไก่ไข่

ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม ฉบับ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ฉบับทบทวน รอบปี พ.ศ. 2567 ที่จะเป็นกรอบในการขับเคลื่อนงานภาคการเกษตรในพื้นที่ต่อไปแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม 5 ปี(2566-2570)

       "กระทรวงเกษตรฯ มุ่งขับเคลื่อนภาคการเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง (Next Normal) โดยมี 12 คานงัดสำคัญ ได้แก่ 1) ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) 2) ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ 3) ดิจิตอล ทรานสฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) 4) เกษตรอัจฉริยะและตลาดออนไลน์ 5) เกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง-ชนบท 6) เกษตรแห่งอนาคต อาหารแห่งอนาคต7) โลจิสติกส์เกษตรเชื่อมไทย-เชื่อมโลก 8) เกษตรแปลงใหญ่ สตาร์ทอัพเกษตร 9) ยกระดับเกษตรกรก้าวใหม่ 10) เกษตรสร้างสรรค์ สู่เกษตรมูลค่าสูง (The Brand Project) เน้นแปรรูปสร้างมูลค่าและพัฒนาแบรนด์11) การพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area base) ไม่มีเหลื่อมล้ำ 12) เปิดกว้างสร้างหุ้นส่วน (Partnership platform) ในประเทศและต่างประเทศ

นายอลงกรณ์ได้ย้ำให้เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลและชุมชนเมืองเป็นโครงการใหม่เสมือนคานงัดการปฏิรูปภาคเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้แนวคิด บริหารโดยชุมชน เป็นของชุมชน และเพื่อชุมชน” โดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนทุกตำบลของนครปฐมและทุกจังหวัดแล้ว ซึ่งจะเป็นกลไกพัฒนาหมู่บ้านตำบลแบบบูรณาการทุกภาคส่วน ควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนครอบคลุม 76จังหวัดและกรุงเทพมหานคร

       จากนั้นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานแปลงใหญ่ข้าวและการบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยมี ว่าที่ร้อยโทอรรถชล ทรัพย์ทวี นายอำเภอกำแพงแสน  เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและนายสมคิด เปี่ยมคล้า ทีมงานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรรวมถึงเกษตรกร ให้การต้อนรับ ณ หมู่1 ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งแปลงใหญ่ดังกล่าว สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต จากเดิม 800 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มเป็น 1,000 กิโลกรัม/ไร่ มีการพัฒนาคุณภาพ โดยสมาชิกผู้ปลูกข้าวแปลงใหญ่ทั้งหมด อยู่ระหว่างการขอการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าว GAP แบบกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อขอการรับรอง เป้าหมายเกษตรกรแปลงใหญ่ได้รับใบรับรอง GAP ทั้งหมด 32 ราย หรือ 100% รวมถึงมีการสร้างเครือข่ายด้านการตลาด และจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น facebook ฯลฯ

       ปัจจุบันกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ผลิตข้าวพันธุ์ปทุมธานี มีสมาชิก จำนวน 32 ราย และมีพื้นที่ จำนวน 425 ไร่ เดิมสมาชิกต่างคนต่างขายโดยตรงให้กับโรงสี เมื่อรวมกลุ่มแปลงใหญ่ได้มีการพัฒนาแปรรูปผลผลิตเป็นข้าวสาร โดยกลุ่มมีโรงสีขนาดเล็กสำหรับแปรรูปผลผลิตของสมาชิก ผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นข้าวสารแบ่งบรรจุขนาด กิโลกรัม และ กิโลกรัม จำหน่ายตลาดในชุมชน ออกบูทตามงานต่าง ๆ ตลาดนัดศิลปากร ตลาดเกษตรกร และช่องทางออนไลน์ เป็นต้น ทั้งนี้ กลุ่มแปลงใหญ่ฯ ได้ร่วมกันจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลทุ่งขวาง และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย.