หน้าเว็บ

ชีวิตต้องสู้ สู่ความสำเร็จ


 77 ปี ศาสตราจารย์วิชา มหาคุณ
ประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริต


  ขอบันทึกไว้ในความทรงจำว่าก่อนวันเกิดปีนี้  (8 มีนาคม 2566)  ผู้เขียนได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริต จนเป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่ง คือด้จัดการแข่งขันวิ่งการกุศลต่อต้านทุจริต วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ประจำปี 2565 ชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ทั้งนี้ผู้เขียนได้รับหนังสือพระราชทานพระราชวโรกาสให้นำคณะฯเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2566 และทูลเกล้าฯถวายเงินส่วนหนึ่งจากการจัดงานดังกล่าว โดยเสด็จพระราชกุศล ณ วันที่ 1 เมษายน 2566 ด้วย

อนึ่งในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม มอบโล่เกียรติยศ ให้แก่ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่าดีเด่น ผู้สร้างชื่อเสียงทำคุณประโยชน์ให้สังคมและประเทศชาติ ในวาระครบรอบ 72 ปี ของการสถาปนาโรงเรียน จากนั้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้เขียนได้รับโล่รางวัล โพธิ์ทองคนต้นแบบ จากพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในวาระจัดตั้งสมาคมครบ 90 ปี

เกียรติที่ได้รับล่าสุด คือ ได้รับหนังสือเชิญจาก องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก”(พ.ส.ล.) ให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลกมีหน้าที่จัดการศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาชั้นสูง ประสานกับมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาและสถาบันที่มีการสอนวิชาพุทธศาสนาสาขาต่างๆ ในลักษณะของการวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรม การปฏิบัติจิตตภาวนา ฯลฯ


            นับเป็นวันเกิดปีที่ 77 ที่ดีงาม และได้รับเกียรติยศอันควรค่าแก่ความภาคภูมิใจอย่างยิ่งครับ ผู้เขียนและภริยา คือ ท่านทูตนวลพรรณ มหาคุณ สมรสเมือวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๑๙ (ตามฤกษ์ของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ทิม) เจ้าอาวาส วัดราชประดิษฐ์ ในขณะนั้น) ณ ห้องประชุมใหญ่ กระทรวงการต่างประเทศ วังสราญรมย์ โดยมี ท่านแผน วรรณเมธี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และศาสตราจารย์ประภาศน์ อวยชัย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมเป็นเจ้าภาพ นับถึงวันนี้ วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๖ เป็นเวลา ๔๗ ปี วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดั่งความฝัน แต่ปัจจุบันที่เป็นความจริงคือชีวิตอัศจรรย์ดุจดั่งนวนิยาย ที่ให้บทเรียนมากมาย ทั้งแก่ตนเอง และคนรุ่นหลัง ขอบคุณท่านทูตที่ช่วยดูแล ประคับประคองชีวิตของทั้งสองฝ่ายด้วยความดีงามล้ำเลิศ ทำให้ผู้เขียนผ่านพ้นอุปสรรคและผองภัยมาด้วยดี จวบจนบัดนี้ และตลอดไป










 

 พลเอก สำเภา  ชูศรี  ผู้บัญชาการทหารสูงสุด





ชื่อภริยา   คุณหญิงธนวันต์  ชูศรี  สกุลเดิม  วิไลจิตต์
บุตร-ธิดา  1.  นางสาวณัฐวดี  ชูศรี
                 2.  นายสำคัญ  ชูศรี  
การศึกษา
โรงเรียนสามัญ
 โรงเรียนมัธยมผดุงวิทยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา      พ.ศ.2500
โรงเรียนทหาร
 โรงเรียนเตรียมทหาร        พ.ศ.2501
 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า       พ.ศ.2503
 โรงเรียนนายร้อยแซงซีร์ (Saint Cyr) กองทัพบก ประเทศฝรั่งเศส    พ.ศ.2504
  โรงเรียนภาษาฝรั่งเศส (หลักสูตร 2 ปี)
  โรงเรียนนายร้อยแซงซีร์ กองทัพบก ประเทศฝรั่งเศส (หลักสูตร 2 ปี)
  โรงเรียนทหารปืนใหญ่ กองทัพบก ประเทศฝรั่งเศส (หลักสูตร 1 ปี)
 โรงเรียนทหารปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ หลักสูตรชั้นนายพัน เหล่าทหารปืนใหญ่รุ่นที่ 13  พ.ศ.2513
 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำ ชุดที่ 51      พ.ศ.2514
 กรมยุทธศึกษาทหารบก หลักสูตรเตรียมการสำหรับผู้บังคับหน่วย รุ่นที่ 1/27    พ.ศ.2527
 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ พ.ศ.2536
ดูงานต่างประเทศ
 โรงเรียนเสนาธิการทหารบกฝรั่งเศส
 โรงเรียนเสนาธิการทหารบกเบลเยี่ยม
 โรงเรียนเสนาธิการทหารบกเยอรมัน
 โรงเรียนเสนาธิการทหารบกอังกฤษ
 โรงเรียนเสนาธิการทหารบกสหรัฐอเมริกา
 โรงเรียนเสนาธิการทหารบกญี่ปุ่น
 โรงเรียนเสนาธิการทหารบกเกาหลี
 Amed Force University ไทเป
 โรงเรียนเสนาธิการทหารบกเวียดนาม
 ยศทหาร
 ร้อยตรี    1  ตุลาคม  2509
 ร้อยโท    1  ตุลาคม  2511
 ร้อยเอก    1  ตุลาคม  2514
 พันตรี    1  ตุลาคม  2518
 พันโท    1  ตุลาคม  2522
 พันเอก    1  ตุลาคม  2525
 พลตรี    1  ตุลาคม  2533
 พลโท    1 เมษายน  2535
 พลเอก    1  ตุลาคม  2539


ตำแหน่งรับราชการ
 ประจำกรมยุทธศึกษาทหารบก      31  กรกฎาคม  2508
 ผู้บังคับหมวดสื่อสาร กองร้อยบังคับการและบริการ       8  ธันวาคม  2509
 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 21 รักษาพระองค์
 นายทหารคนสนิท ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง   12 กุมภาพันธ์  2513
 ประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก       2  ตุลาคม  2514
นายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก กองพันที่ 4 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2  2  ตุลาคม  2514
รองผู้บังคับกองพันที่ 4 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2   25  เมษายน  2516
หัวหน้าฝ่ายกำลังพล กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน              26 ธันวาคม 2520
ผู้บังคับกองพันที่ 4 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2    31 มกราคม  2523
รองผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1    23 เมษายน  2525
รองผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2       2 ตุลาคม  2525
ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2       1 ตุลาคม  2527
รองผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน     19 ตุลาคม  2531
ผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน       1 ตุลาคม  2533
ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก      1 เมษายน  2535
ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก         1  ตุลาคม  2539
รองผู้บัญชาการทหารบก          1 ตุลาคม  2541
รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด         1 ตุลาคม  2542
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด             1  ตุลาคม 2543
ราชการสงคราม/การปฏิบัติราชการพิเศษ
 ปฏิบัติราชการพิเศษ ณ ประเทศที่สาม (SR-6)     พ.ศ.2511
 ปฏิบัติราชการสงคราม ณ สาธารณรัฐเวียดนาม  พ.ศ.2512-2513
 ปฏิบัติหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก  พ.ศ.2518-2519
 ปฏิบัติราชการในเขตประกาศใช้กฎอัยการศึก 6 ตุลาคม 2519   พ.ศ.2519-2520
 ปฏิบัติราชการตามแผนป้องกันประเทศของกองทัพบก    พ.ศ.2525
 ประกาศใช้กฎอัยการศึก 23 กุมภาพันธ์  2534     พ.ศ.2534
 ปฏิบัติหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก      พ.ศ.2539-2542
ราชองครักษ์และนายทหารพิเศษ
 ราชองครักษ์เวร        6  สิงหาคม  2524
ราชองครักษ์เวร        6  สิงหาคม  2528
ราชองครักษ์เวร        6  สิงหาคม  2533
ราชองครักษ์เวร        6  สิงหาคม  2536
ราชองครักษ์เวร        1  กันยายน  2538
ราชองครักษ์เวร        6  สิงหาคม  2539
ราชองครักษ์พิเศษ        1  สิงหาคม  2539
นายทหารพิเศษประจำกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1    30  ตุลาคม   2530  รักษาพระองค์
นายทหารพิเศษประจำกองพันทหารราบที่ 1   10 พฤศจิกายน 2530
 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์
 นายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์    22 มิถุนายน  2540
ตุลาการศาลทหาร
 ตุลาการศาลทหารสูงสุด       2  พฤษภาคม 2540
สมาชิกรัฐสภา
 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ      15 มีนาคม  2534
 สมาชิกวุฒิสภา        22 มีนาคม  2539


ราชการอื่น ๆ  นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนมัธยมผดุงวิทยา     พ.ศ.2524-2544
 นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  พ.ศ.2542-2544
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
 เบญจมาภรณ์ช้างเผือก       พ.ศ.2513
 จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย       พ.ศ.2515
 จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก       พ.ศ.2520
 ตริตาภรณ์มงกุฎไทย       พ.ศ.2522
 ตริตาภรณ์ช้างเผือก        พ.ศ.2526
 ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย       พ.ศ.2528
 ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก       พ.ศ.2530
 ประถมมาภรณ์มงกุฎไทย       พ.ศ.2532
 ประถมมาภรณ์ช้างเผือก       พ.ศ.2534
 มหาวชิรมงกุฎ        พ.ศ.2537
 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก       พ.ศ.2540
 ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ       พ.ศ.2544
เหรียญราชอิสริยาภรณ์
 เหรียญราชการชายแดน       พ.ศ.2512
 เหรียญชัยสมรภูมิ (เวียดนาม) ประดับเปลวระเบิด    พ.ศ.2515
 เหรียญจักรมาลา        พ.ศ.2519
 เหรียญพิทักษ์เสรีชน (ชั้นที่ 1)      พ.ศ.2540
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อิสริยาภรณ์ และเหรียญตราต่างประเทศ
LA GRAND CROIX DE L’ORDRE ROYAL      กัมพูชา  พ.ศ.2544
 DU SAGAMETREI
 DARJAG UTAMA BAKIT CGEMERLANG (TENTERA)      สิงคโปร์  พ.ศ.2544
 DISTINGUISGED SERVICE ORDER (MILITARY)
 DARJAG KEPAGLAWANAN ANGKATAN  มาเลเซีย  พ.ศ.2544
 TENTERA MALAYSIA (KEGORMAT)   


ชีวิตในครอบครัวครอบครัวที่อบอุ่น
          ความอบอุ่นในครอบครัวจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความรัก ความเอื้ออาทรและความห่วงใยที่สมาชิกภายในครอบครัวพึงมีให้กัน และผู้ที่จะบอกเล่าถึงความอบอุ่นนี้ได้ดีที่สุดก็คงจะต้องเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดนั่นก็คือ คู่ชีวิต และลูก
 จากบทสัมภาษณ์ของคุณหญิงธนวันต์  ชูศรี  ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2543 ชื่อคอลัมม์ว่า บิ๊กเภาในมุมมองของหลังบ้าน พี่น้อย-ธนวันต์ ได้บอกเรื่องราวของชีวิตความอบอุ่นภายในครอบครัวในช่วงเวลาที่ผ่านมา คุณหญิงธนวันต์ เล่าว่า   “ เรื่องราวของพี่กับพี่เภา เจอกันครั้งแรกที่คูแลนด์ ฝรั่งเศส ตอนนั้นพี่ไปเรียนต่อปริญญาที่นั่น ส่วนพี่เภาเขาไปเรียนนายร้อยแซงซีร์ที่ฝรั่งเศส หลังจากจบเตรียมทหารที่เมืองไทย เพราะพี่เภาเขาเก่งสอบได้ที่ 1 ของรุ่น จึงได้รับคัดเลือกไปเรียนนายร้อยที่ฝรั่งเศส
 หลังจากนั้นประมาณกว่าปี จนกระทั่งพี่เรียนจบ มีเพื่อนมาชวนพี่ไปเที่ยวปารีสด้วยกัน โดยบอกว่ามีสารถีขับรถไปให้ ซึ่งปรากฏว่า สารถีคนนั้นก็คือพี่เภานั่นเอง และเราได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการก็ครั้งนั้นจากการแนะนำของเพื่อนนับจากนั้นมาก็ติดต่อกันเรื่อย ๆ   พี่น้อยกับบิ๊กเภาใช้เวบาคบหากันอยู่ราว 3 ปี ก็กลับมาแต่งงานที่เมืองไทย โดยแรก ๆ พี่น้อยก็ทำงานที่สถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย จนกระทั่งท้องลูกคนแรกจึงลาออกมาเป็นแม่บ้าน
                   กว่า 30 ปี ที่ใช้ชีวิตคู่มากับท่านผุ้บัญชาการทหารสูงสุด พี่น้อยบอกว่าได้รู้รสชาติของความเป็นนายทหารได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะกับ พี่เภาที่จะไม่เอาเรื่องที่เป็นประเภทเดือดเนื้อร้อนใจมาให้กับที่บ้านได้รับรู้ จะรู้อีกทีก็ต่อเมื่อเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านพ้นไปแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์ยึดอำนาจจนปฏิวัติรัฐประหาร หลายต่อหลายครั้ง
 ชีวิตที่ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา ของหลังบ้านท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด น้อยคนที่จะรับทราบ เริ่มจากการ   ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในกองทัพของสามี  พี่น้อยเล่าให้ฟังว่าหลายคนอาจจะตื่นเต้น แต่สำหรับตัวของเราถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทำใจได้กับการขึ้น-ลงของชีวิตราชการของสามี ที่มีการเปลี่ยนแปลงในฐานะตำแหน่งที่พี่ถือว่าเป็น      นิรันดร์ หลายครั้งที่สามีควรจะได้รับบำเหน็จจากความเหน็ดเหนื่อยในการทำงาน แต่ต้องพลาดหวังและบ่อยครั้งที่ได้รับรางวัลแห่งการทำงานโดยไม่คาดคิด ดังนั้นการเป็นภริยาของนายทหาร จึงต้องทำใจกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้ายได้ตลอดเวลา   กับหน้าที่ของสตรีหมายเลข 1 ของกองทัพพี่น้อยว่าไม่ทำให้ชีวิตส่วนตัวสูญหายไปไหน ทุกอย่างยังเหมือนปกติ งานสังคมในฐานะนายกสมาคมแม่บ้านกองบัญชาการทหารสูงสุดที่มีก็ออกไปทำงานสาธารณกุศลต่าง ๆ ทำมาเป็นประจำอยู่แล้วจนเป็นความเคยชิน และเพราะชีวิตที่เป็นอยู่อย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่มีความรู้สึกแปลกอะไรกับการขึ้นสู่ตำแหน่งบทบาทผู้นำแม่บ้านของกองทัพ
                  ส่วนเรื่องภายในครอบครัว พี่เภา เขาจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องเที่ยวของลูก ๆ ไม่ให้ออกนอกกรอบ เขาไม่ตีลุก ซึ่งเขาบอกว่าไม่ใช่วิธีการของเขา และก็ไม่เป็นคนเจ้าระเบียบเท่าไหร่ อยู่อย่างง่าย ๆ ส่วนพี่จะเป็นคนที่ดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านทั้งหมด โดยเฉพาะการทำอาหารนั้นชอบมาก พี่เภา เขาชอบน้ำพริกมาก น้ำพริกธรรมดานี่แหล่ะ เป็นคนทานอาหารง่าย ๆ
                   กว่า 30 ปี ของการปฏิบัติหน้าที่แม่บ้านที่สมบูรณ์แบบ คอยดูแลเอาใจใส่ครอบครัวทั้งในเรื่องความเป็นอยู่ อาหารการกิน การเลี้ยงดูลูก ๆ  2 คน คือ คุณณัฐวดี หรือคุณกู๊ด ซึ่งได้มีครอบครัวไปแล้ว สำหรับคุณสำคัญ หรือ         คุณอาร์ม ขณะนี้ก็ได้ทำงานเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่ใจรัก จึงกล่าวได้ว่าเป็นความลงตัวของรูปแบบครอบครัวที่เพียบพร้อมไปด้วยความรัก ความอบอุ่นที่มีให้กันอย่างแท้จริง   ตามพระราชประเพณี ในวันฉัตรมงคล 5 พฤษภาคมของทุกปี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าลำดับชั้นต่าง ๆ แก่ข้าราชบริพาร และผู้ทรงคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน ซึ่งในปีนี้ นอกจากท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะได้รับพระราชทานเรื่องราชอิสริยาภรณ์     ชั้นสูงขึ้นในชั้นตติยจุลจอมเกล้าวิเศษแล้ว คุณธนวันต์  ชูศรี ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จตุตถจุลจอมเกล้า เป็นคุณหญิงธนวันต์  ชูศรี นับเป็นสิ่งอันเป็นมงคลสูงสุดแก่ครอบครัว
                  สมาชิกของครอบครัวอีกท่านหนึ่งที่จะกล่าวถึงก็คือ บุตรชายคนเล็กที่มีความใกล้ชิดกับคุณพ่อเป็นพิเศษ  คุณสำคัญ  ชูศรี หรือคุณอาร์ม ได้เล่าถึงความรู้สึกของลูกที่มีต่อคุณพ่อ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตั้งแต่เด็ก ๆ มาแล้ว ไม่เคยโดนคุณพ่อตี หรือดุว่า ถ้าโกรธท่านจะนิ่งเงียบ ซึ่งลูก ๆ ทุกคนจะรู้ทันทีว่าคุณพ่อโกรธ และจะไม่ทำในสิ่งที่ท่านไม่ชอบ ความที่ท่านเป็นคนนิ่ง และใจเย็นมาก เคยมีลูกน้องมาพูดให้ฟังว่า ถ้าใครถูกคุณพ่อดุก็ให้ไปบวชได้เลย
 แม้ว่าจะได้เข้าศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารถึง 2 ปี ตามแนวทางการศึกษาเช่นเดียวกับคุณพ่อ แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีความคิดที่เป็นของตนเอง จึงได้เปลี่ยนแนวทางการศึกษาสู่วิชาชีพที่ตนเองรักและถนัด เมื่อออกจากโรงเรียนเตรียมทหาร จึงได้เดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ
                    คุณอาร์ม เล่าว่า ในเรื่องของการเรียน คุณพ่อจะไม่กำหนดกฎเกณฑ์หรือบังคับ อยากเรียนอะไรก็เรียนไปเลย แต่จะคอยให้คำปรึกษาแนะนำ คุณพ่อจะให้ความรักลูกเหมือน ๆ กัน แต่ตัวพี่กู๊ดจะเป็นผู้ใหญ่กว่าและจะเป็นคนเฉย ๆ คุณพ่อจะคอยห่วงใยอยู่ห่าง ๆ หากมีอะไรก็จะฝากให้คุณแม่ช่วยเตือน แต่ท่านจะไม่เตือนด้วยตัวท่านเอง
                   ครอบครัวเราไม่เคยอยู่บ้านหลวง คุณพ่อบอกว่ายังมีคนที่เขาไม่มีบ้านอยู่อีกเยอะ ช่วงที่ท่านมียศพันเอกก็ยังพอมีเวลาพาลูก ๆ ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง แต่พอตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้นท่านก็มีเวลาน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อข้ามฟากจากองทัพบก มาอยู่ที่กองบัญชาการทหารสูงสุด งานกลับมีมากขึ้นอีก คุณพ่อจะทำงานตั้งแต่เช้าถึงดึก ๆ ทุกวัน เวลาพักผ่อนน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อคุณพ่อต้องมารับผิดชอบงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญที่สุดของกองทัพในขณะนี้ เนื่องจากภารกิจตรงนี้มีความสำคัญ มีความซับซ้อน มีทั้งผู้ที่ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ อีกประการหนึ่ง คุณพ่อปฏิเสธการที่จะต้องมี รปภ. ติดตามตัว  ท่านบอกว่าท่านไม่เคยมีศัตรู และท่านก็ไม่กลัวอะไร แต่ก็อดที่จะห่วงท่านไม่ได้ เวลาว่างส่วนใหญ่ของคุณพ่อ ท่านจะชอบอ่านหนังสือพิมพ์  ทุกฉบับ เพื่อติดตามข่าวสารบ้านเมือง กีฬาที่ท่านชอบ ก็คือกอล์ฟ การแต่งตัวก็จะเรียบง่าย ท่านไม่เคยกำหนดว่าจะต้องเป็นชุดนั้น ชุดนี้ สีนั้น สีนี้ เพียงแต่ดูให้เหมาะสมกาลเทศะก็เพียงพอแล้ว
ย้อนอดีตศิษย์เก่าอาจารย์ผดุง
         พลเอก สำเภา  ชูศรี  เกิดเมื่อวันศุกร์ที่  21 กุมภาพันธ์  ปีพุทธศักราช 2484  บิดาชื่อ แพ   มารดาชื่อ ผัน  กำเนิด ที่ตำบลเสนา  อำเภอเสนา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เนื่องจากอาศัยอยู่บ้านแพริมน้ำ  บิดามารดามีอาชีพล่องเรือค้าขาย ท่านจึงมีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับ เรือ แพ และท้องน้ำมาโดยตลอด
 อาจารย์ผดุง  สุวานิช  อาจารย์ใหญ่โรงเรียนมัธยมผดุงวิทยา ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้กับท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ท่านได้กรุณาเล่าเรื่องราว ชีวิตในวัยเด็กของ เด็กชายสำเภา ชูศรี ให้ฟังว่า    สมัยนั้น การเดินทางจากอำเภอเสนา จะเข้ากรุงเทพฯ ต้องอาศัยเส้นทางทางเรือเพียงเส้นทางเดียว บิดามารดาของเด็กชายสำเภา  ชูศรี  ซึ่งมีอาชีพค้าขาย รับซื้อของจากอำเภอเสนา ล่องเรือไปที่อำเภอผักไห่ จะออกเรือแต่เข้าตรู่เป็นประจำทุกวัน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาค่ำ  เด็กชายสำเภา  ชูศรี  จะทำหน้าที่ช่วยเหลือมารดา ดูแลบ้านเตรียมหุงหาอาหารก่อนมารดาจะกลับบ้าน  ดังนั้นเมื่อเลิกเรียนตอนเย็นก็จะรีบตรงกลับบ้าน ไม่เคยออกนอกทางไปไหน  นอกจากท่านจะทำหน้าที่บุตรที่ดีแล้ว ท่านก็ยังทำหน้าที่ศิษย์ที่ดีของอาจารย์อย่างสม่ำเสมอด้วย ทุ่มเทจิตใจให้กับการศึกษา  หาความรู้ เล่าเรียนอย่างจริงจัง มีความขยันหมั่นเพียรเป็นที่ตั้ง
                  โรงเรียนมัธยมผดุงวิทยา เดิมใช้พื้นที่ศาลาวัดบ้านแพนเป็นที่สอนหนังสือ เด็กนักเรียนยังมีไม่มากนัก ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายครอบครัวอพยพหนีภัยสงครามมาอยู่ที่บ้านแพน มีนักเรียนมากขึ้น จึงต้องย้ายโรงเรียนมาตั้งที่ใหม่ และก็ได้มีการพัฒนาระดับการศึกษาสูงขึ้นจนถึงระดับอาชีวะศึกษาในปัจจุบัน
 “ในวัยเด็กของ เด็กชายสำเภา  ชูศรี  นอกจากจะขยันเล่าเรียนหนังสือแล้ว ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดกิจกรรมของโรงเรียน เพื่อช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด ท่านเคยร่วมแสดงละครกับเพื่อน ๆ  ถึง 2 ครั้ง เพื่อหาเงินสร้างสะพานให้กับชุมชน และหาเงินซื้ออุปกรณ์การศึกษาให้กับทางศึกษาจังหวัด
                  ความโดดเด่นในลักษณะผู้นำของท่านนั้น นอกจากจะเป็นหนึ่งในด้านการเรียนแล้ว ท่านยังเป็นตัวอย่างของการเป็นนักเรียนที่ดี โดยจะเตรียมดูหนังสือไว้ล่วงหน้าก่อนที่อาจารย์จะสอนเสมอ พออาจารย์สอนก็จะทำให้เกิดความเข้าใจในวิชาที่เรียนมากขึ้น นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้นำกลุ่มผลักดันให้เพื่อนในกลุ่มมีความขยันหมั่นเพียรเช่นเดียวกับท่าน จนทำให้กลุ่มของท่านเป็นที่หนึ่งมาตลอด ด้วยความที่เป็นคนที่มีความตั้งใจจริงในการเยนมีจิตใจโอบอ้อมอารี     ต่อเพื่อน ๆ มีความเอื้ออาทรต่อคนรอบข้าง จึงทำให้เป็นที่รักของเพื่อนฝูงและครูอาจารย์ 
                  ความที่เป็นคนรักการเรียนเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อจบการศึกษาก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ หวังที่จะเล่าเรียนต่อที่ใดที่หนึ่ง และก็ด้วยความโชคดีที่ได้พบนักเรียนรุ่นพี่มัธยมผดุงวิทยา พลตรีประเสริฐ  กิจพจน์  ซึ่งได้แนะนำให้ไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารและท่านก็สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้สมความตั้งใจ และในขณะที่เล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนเตรียมทหารท่านก็ตั้งใจเล่าเรียน ดำรงความเป็นที่หนึ่งของชั้นเรียนมาโดยตลอด จนกระทั่งจบเตรียมปีที่ 2 เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ในชั้นปีที่ 1 ผลปลายปีก่อนจะขึ้นชั้นปีที่  2 ก็ได้รับทุนไปศึกษาต่อโรงเรียนนายร้อยแซงซีร์ ประเทศฝรั่งเศส
                
      ความประทับใจที่อาจารย์ผดุง ได้เล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งก็คือ จดหมายจากนักเรียนและภาพถ่ายถึงครูบ้านนอก เมื่อครั้งที่ท่านไปเรียนที่ฝรั่งเศส ท่านได้มีจดหมายถึงอาจารย์เล่าเรื่องของประเทศฝรั่งเศสให้ฟัง โดยเฉพาะในตอนท้านของจดหมายที่บอกว่า “....... ถ้าอาจารย์ต้องการอะไร หรือจะใช้ผมในเรื่องที่เกี่ยวกับฝรั่งเศส ถ้าผมทำได้ผมจะช่วยทำให้   จนสุดความสามารถของผม .......เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้วก็อดที่จะซาบซึ้งในความมีน้ำใจ และยังระลึกถึงครูอาจารย์ อยู่เสมอ
 อาจารย์ผดุง  ยังเก็บจดหมายทุกฉบับที่ลูกศิษย์เขียนถึง และยังนำไปใช้ประโยชน์ให้กับนักเรียน ได้ศึกษาเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นอีกด้วย พอจบกลับมาแล้วหลายปีกว่าจะได้พบปะกัน ซึ่งก็คงจะเป็นเพราะหน้าที่การงาน แต่ท่านก็ไม่เคยลืม ครู อาจารย์ ไม่เคยลืมโรงเรียน จนกระทั่งเมื่อดำรงตำแหน่งผู้บังคับการ ปตอ. ได้มีการจัดงานเลี้ยง    รุ่นกันที่ร้านอาหารศรแดง ท่านได้มาร่วมงาน พูดคุยเฮฮากับเพื่อน ๆ อย่างสนุกสนานเป็นกันเอง เพื่อนร่วมรุ่นทั้งหมดต่างพร้อมใจกันมอบตำแหน่งนายกสมาคมโรงเรียนผดุงวิทยาให้แก่ท่าน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524  เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน          แม้ท่านจะไม่มีเวลาว่างไปประชุม แต่ทุกคนก็ยังคงให้ความไว้วางใจ เนื่องจากท่านจะให้การช่วยเหลือเกื้อกูล    ทางโรงเรียนในด้านต่าง ๆ อย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทุนการศึกษาของนักเรียนที่เรียนดี การมอบอาคารสมาคมโรงเรียนส่วนหนึ่งให้ใช้เป็นห้องสมุดเพื่อเด็ก ๆ จะได้ใช้ประโยชน์ รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์ช่วยการศึกษาเพิ่มเติมให้อีกด้วย
                  อาจารย์ผดุงเล่าว่า  นอกจากท่านจะเป็นคนที่มีความกตัญญูกตเวทิตาแล้ว ท่านยังเป็นคนใจบุญสร้างกุศลให้กับวัดวาอารามในบริเวณใกล้เคียง นอกจากจะจัดหาทุนสร้างโรงเรียนปริญัตติธรรม สร้างพระพุทธรูป ให้กับวัดสามกอ อำเภอเสนา แล้วยังจัดสร้างศาลาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านภาคภูมิใจมาก สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสแวะเยี่ยมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิ่งแรกที่ท่านจะปฏิบัติประจำก็คือ จะต้องไปกราบอัฐิของบิดา มารดาก่อน แล้วจึงจะไปทำกิจธุระอื่น ๆ   ความภาคภูมิใจของอาจารย์อีกประการหนึ่งที่มีต่อศิษย์ท่านนี้ก็คือ พลเอก สำเภา  ชูศรี  คือลูกเสนาคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด อาจารย์จะยกเป็นตัวอย่างให้กับนักเรียนรุ่นหลังของโรงเรียน ยึดถือเป็นแบบอย่างในความขยันหมั่นเพียร ศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง ทุกครั้งที่ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดเดินทางมาเยี่ยมโรงเรียน เด็ก ๆ จะตื่นเต้นดีใจ ตั้งแถวต้อนรับอย่างพร้อมเพรียงกัน ท่านจะทักทายเด็ก ๆ อย่างเป็นกันเอง เสมือนว่าท่านคือญาติ  ทุนสุขรังสรรค์คือทุนที่ท่านนำมามอบให้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งจะเป็นดอกผลจากเงินของสมาคม นอกจากจะมอบทุนแล้ว ท่านยังมอบเกียรติบัตร โดยจะเซ็นชื่อของท่านในใบเกียรติบัตร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเด็กนักเรียนที่เรียนดีอีกด้วย
                   ตลอดช่วงชีวิตในวัยเด็กของท่านนั้น ท่านได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ มีความกตัญญูกตเวทิตาเป็นที่ตั้ง เป็นผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม กุศลแห่งคุณงามความดีเหล่านี้ จึงส่งผลให้ชีวิตของเด็กชายสำเภา  ชูศรี ก้าวสู่การเป็น พลเอก สำเภา  ชูศรี  ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้นำกองทัพไทยได้อย่างสมเกียรติ สมศักดิ์ศรี ในฐานะ คนดีศรีอยุธยาโดยแท้จริง
 : สัมภาษณ์อาจารย์ ผดุง  สุวานิช  อาจารย์ใหญ่โรงเรียนมัธยมผดุงวิทยา  เมื่อวันที่  17  มกราคม  2544



" ชีวิตต้องสู้! สู่ความสำเร็จของ ดร.โรจนศักดิ แสงธศิริวิไล "



                คำกล่าว คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทางเดินชีวิตได้ ยังเป็นคำกล่าวที่ใช้ได้และเป็นจริงตลอดกาลเฉกเช่นเดียวกับ ดร.โรจนศักดิ  แสงธศิริวิไล วันนี้ผมขอนำเสนอเกร็ดชีวิตของผู้เขียนให้ผู้อ่านทราบจะได้นำไปศึกษาและต่อสู้ชีวิตในยามนี้ กว่าจะได้มาถึงวันนี้ผ่านชีวิตลำบากมามากมายพอสมควรเกิดในครอบครัวที่มีลูกมาก เกิดที่โรงพยาบาลหัวเฉียว  กรุงเทพมหานคร  ครอบครัวมีสมาชิกถึง 10 คน เป็นผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 6 คน ผู้เขียนเป็นบุตรคนที่ 8 ตามด้วยน้องชายอีก  2  คน  เริ่มทำมาหากินตั้งแต่เด็ก ช่วยเสริมรายได้ให้แก่ครอบครัวช่วงวัยเด็กผมอายุประมาณ 10 ขวบกว่า ซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่ชั้นป.3 - ป.4 เริ่มที่จะต่อสู้กับชีวิตด้วยการออกไปเป็นลูกมือช่างซ่อมรถใกล้ๆบ้าน เมื่อเลิกเรียนเสร็จก็จะกลับบ้านมาทำการบ้านให้เรียบร้อยแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปช่วยซ่อมรถ  ซึ่งช่วยอยู่ที่อู่ซ่อมรถประมาณ 3 - 4 ปี  จนเรียนถึงป.6  ก็เลิก  เพราะเกิดอุบัติเหตุรถที่ซ่อมเกือบล้มมาทับ  ในขณะนอนซ่อมรถอยู่ใต้ท้องรถที่ตั้ง 3 ขาไว้ทั้ง 4 ล้อเกิดมีรถบรรทุกน้ำแข็งถอยหลังเฉี่ยวรถที่ซ่อมอยู่ล้มไป1 ข้าง ทำให้ผมเกือบได้รับอันตราย  ในช่วงนั้น พ่อแม่ผม จึงให้เลิกไปช่วยซ่อมรถ หลังจากนั้นผู้เขียนก็หันมาขายหมากฝรั่งตามโรงภาพยนตร์หลังจากเลิกเรียน โดยเดินขายตามโรงภาพยนตร์  ซึ่งพออยู่ได้และพอถึงช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ น้องชายมาชวนให้ไปขายน้ำและโปรแกรมม้าที่สนามม้านางเลิ้ง ซึ่งรายได้จากการขายได้กำไรวันหนึ่งประมาณ 100 กว่าครับ แต่ทำได้ช่วงระยะหนึ่งก็ต้องเลิกเนื่องจากมีข้อห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าสนามม้า  ซึ่งที่ผ่านมาผมต้องแอบเข้าไปขายน้ำในสนามม้าซึ่งเสี่ยงต่อการโดนจับ  จึงหาวิธีการหาเงินใหม่ในการช่วยเหลือครอบครัว ซึ่งแม่ก็แนะนำให้ไปขายพวงมาลัยที่ศาลพระพรหม บริเวณโรงแรมเอราวัณที่สี่แยกราชประสงค์  แต่พอไปไม่ได้ขาย เพราะเจ้าถิ่นไม่ยอมให้ขาย ผมจึงกลับมาบอกแม่ว่าเราขายไม่ได้ นั่งคิดว่าจะทำอะไรดีที่เราจะพอช่วย  พ่อ-แม่ได้ ก็ได้คำแนะนำอาชีพใหม่คือ รับจ้างเข็นรถผลไม้ที่ตลาดมหานาค  ซึ่งคล้ายกับอาชีพเข็นรถผักที่ตลาดปากคลอง ซึ่งก็ลงทุนซื้อรถเข็น 1 คันราคาสมัยนั้นประมาณ 200-300 บาทมา แต่ต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี 3 เข็นไปจนถึงเวลา 8 โมงเช้า (วันจันทร์-วันศุกร์) รายได้วันละ 60-70 บาท  ซึ่งถือว่าไม่น้อยในขณะนั้น สำหรับช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ตื่นนอนตั้งแต่เวลาตี 3 เข็นถึงเวลา 9 โมงเช้าถึง 10 โมงเช้า จะมีรายได้เฉลี่ยวันละ 150 บาท ผมรับจ้างเข็นรถประมาณ 1 ปีเศษ  ก็ได้มาอาศัยอยู่กับคนที่รู้จักเคยเข็นผลไม้ให้กับเขาคือคุณสมชาติ  เลิศอุดมผลวาณิชย์  เจ้าของร้านผลไม้ ลิ้มสู่เล็ง  ตลาดมหานาคซึ่งปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว ปัจจุบันเป็นโรงแรมปริ้นซ์พาเลท ได้ให้ผมมาอยู่ด้วยและทำงานไปด้วยในตอนนั้นถือว่าเป็นช่วงที่ลำบากพอสมควร เพราะจะต้องทำงานไปเรียนไป




          ตั้งแต่เริ่มย่างก้าวออกจากบ้านเพื่ออาศัยเขาอยู่ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นชั้น ม.1-3 โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัยและมัยมปลายโรงเรียนมักกะสันพิทยา ผมต้องทำงานไปและเรียนไปต้องต่อสู้จนกระทั่งสามารถจบการศึกษา ปีพ.ศ. 2525 ผมได้สูญเสียคุณแม่ซึ่งท่านได้เสียชีวิตด้วยโรคปอดและโรคหัวใจ ในปี พ.ศ.2525  เป็นช่วงที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 200 ปี  ซึ่งก่อนที่คุณแม่จะเสียชีวิตผมได้ขอเงินท่านจำนวน 600 บาท เพื่อที่จะมาเรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ ในช่วงนั้นเรียนที่โรงเรียนมักกะสันพิทยาคม ชั้น ม.4  โปรแกรม ศิลป์-คำนวณ ซึ่งผมเรียนวิชาคณิตสาสตร์สอบตกอยู่เสมอ จึงต้องเรียนพิเศษและได้ขอเงินคุณแม่มาเรียน  ท่านก็ได้บอกกับผู้เขียนว่า แม่ไม่มีเงินให้ลูกอยู่อย่างสุขสบายได้ แต่แม่มีเงินเก็บเหลืออยู่ไม่มาก ขอให้ลูกนำเงินจำนวนนี้ไปเรียนพิเศษตามที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จเพราะแม่ให้ได้แต่ความรู้  หลังจากที่ได้เงินจำนวน 600 บาท ดังกล่าวจากแม่ผมมา ท่านก็อยู่ได้อีกประมาณ 7 วัน คุณแม่ก็ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก จังหวัดนนทบุรี เป็นครั้งสุดท้ายของท่านและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
          ผู้เขียนถึงกับไม่เชื่อว่าเงินที่คุณแม่ให้นั้นเป็นเงินที่มีคุณค่ากับผู้เขียนมาก ในการที่จะต่อสู้ชีวิตเพื่อความอยู่รอดในอนาคต  ผู้เขียนต้องดิ้นรนหาเงินเรียนเอง และโดยมีคุณสมชาติ ให้การช่วยเหลือทางด้านค่าเทอม  ผู้เขียนต้องประหยัดและวางแผนการใช้เงินให้พอดี  บางครั้งคิดเหมือนกันว่าชีวิตเราทำไมไม่ได้สบาย หรือมีความสุขเหมือนกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ทำไมต้องต่อสู้และดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด  จึงต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าถ้าเราอยาก  รวย  ต้องไม่ขี้เกียจและต้องสู้ให้ถึงที่สุด  ผู้เขียนถือคติที่ว่า ท้อได้แต่ห้ามถอย
          ในช่วงปีการศึกษาระดับปริญญาตรีนั้น ผู้เขียนต้องทำงานเพื่อหาเงินมาศึกษาเล่าเรียน  เวลานอนพักผ่อนก็น้อยเพราะบางครั้งทำงานขายผลไม้กว่าจะเสร็จก็ประมาณตี 13 แล้วแต่ช่วงเทศกาลผลไม้  โดยใช้เวลาในการเรียน 3  ปีครึ่ง เริ่มตั้งแต่พ.ศ. 25292532 จึงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีปทุม  คณะบริหารธุรกิจ ปีพ.ศ. 2533 หลังจากจบปริญญาตรีแล้ว ผู้เขียนได้กลับมาอยู่ที่บ้านโคลีเซี่ยม ในปีพ.ศ. 2536 และในปีนั้นผมก็ได้สูญเสียคุณพ่อ ท่านไปอีกคน เนื่องจากป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ปอดมานานกว่า 10 ปีรวมอายุ 84 ปีที่ท่านมีอายุยืนยาวได้เพราะท่านเป็นหมอจีนจึงดูแลสุขภาพตัวท่านเองได้ดี  แม้แต่คุณหมอที่รักษาคุณพ่อยังสงสัยว่าทำไมจึงอยู่ได้นานเกือบ10 ปีเพราะคุณหมอบอกกับคุณพ่อว่ามีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่ตรวจพบมะเร็ง เมื่ออายุ 74  ปี  แต่คุณพ่อมีกำลังใจดีและดูแลสุขภาพโดยตลอด (เพราะท่านทานยาจีน+ยาฝรั่ง) ครับ และผู้เขียนได้มีโอกาสดูแลคุณพ่อยามเจ็บป่วยอยู่ประมาณ 1  ปี  และท่านก็ได้จากไป


          หลังจากนั้นผู้เขียนไปสมัครงานเพื่อหาประสบการณ์ของชีวิตในทางธุรกิจ โดยไปสมัครทำงานสถานที่แรกคือ บริษัท ควอลิตี้อารอัส จำกัด  เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับส่งออกสินค้าไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานได้ 1 ปีก็ลาออก ต่อมาก็ได้งานที่ บริษัท บูติคนิวซิตี้  จำกัด( มหาชน) ได้ประมาณ 2  ปี เจ้าของบริษัท บูติคฯ ได้หันมาทำธุรกิจหมู่บ้านจัดสรรชื่อโครงการว่า ฟอเรสต์ปารค์  อยู่ถนนรามคำแหง (สุขาภิบาล 3)  ตรงจุดนี้เองทำให้ผู้เขียนมีความคิดที่จะมาทำธุรกิจส่วนตัว โดยทำธุรกิจสีทาอาคาร  ซึ่งได้เข้าไปรับเหมางานทาสีหมู่บ้านของโครงการและจำหน่ายสีทาอาคารในนามธุรกิจของผู้เขียนเอง  การทำธุรกิจสีนั้นถึงแม้จะมีผลกำไรดี  แต่ถ้ามองให้ดีแล้วโอกาสที่จะเติมโตค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องนำเงินสดลงทุนไปก่อน เสร็จงานแล้วค่อยตามเก็บเงินภายหลัง จึงทำให้มีความเสี่ยงสูง  ซึ่งบังเอิญในช่วงปี พ.ศ. 25392541  เป็นยุคที่เศรษฐกิจมีปัญหาทางธุรกิจ นักธุรกิจ พ่อค้าต่างประสบปัญหาขาดทุนและปิดกิจการไปในที่สุด  ตอนนั้นจำได้ว่ามีลูกหนี้ไม่ชำระเงินค่าสีอยู่ประมาณ 2-3 ล้านบาท สุดท้ายไม่สามารถเก็บเงินจากลูกหนี้ได้

          ผู้เขียนหาเงินเพื่อกลับไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม คณะบริหารธุรกิจ  สาขาบริหารการจัดการ โดยการที่ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนระดับปริญญาโท  ทำให้เราได้มีความรู้เพิ่มเติมมากกว่าเดิม ทำให้รู้ถึงระบบ การคิดที่จะนำไปสู่การตัดสินใจที่มีน้ำหนักมากขึ้น และนี่คือจุดหนึ่งที่ทำให้เราทราบว่า  ถ้าคิดจะตัดสินใจทำอะไรก็ตามอย่าใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง  อย่าใช้มุมมองของเราเพียงอย่างเดียว  ต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้ามาอันดับ 1 มีการทดสอบความเป็นไปได้เสียก่อน  ซึ่งตรงนี้ผมได้นำมาใช้ในปัจจุบัน ภายหลังที่ได้เรียนจบปริญญาโท ผู้เขียนเริ่มที่วางอนาคตให้กับตัวเองใหม่โดยผมเริ่มที่จะรับใช้สังคม โดยหลังจากเรียนจบปี พ.ศ.2542  ได้เข้าทำงานในสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศรีปทุม  ตำแหน่งเลขาธิการสมาคมฯ  ปี พ.ศ.2542-2545 และตรงจุดนี้เองทำให้ผมเริ่มรับใช้สังคมมากขึ้นและเริ่มจะวางแผนทางการเมืองของตัวเอง โดยคิดว่าผมจะลงสมัคร สมาชิกวุฒิสภา” (สว.) จึงตัดสินใจลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา ปี พ.ศ.2549 เพื่อขออาสารับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน โดยมี ผศ.ดร.อภิพล  คงชนะกุล เป็นผู้ให้การสนับสนุนแต่ท่านก็มาเสียชีวิตลงก่อนที่ผมจะมาสมัคร สว. ปี พ.ศ.2549 ครับ ซึ่งก็สอบตกตามระเบียบ

         
         หลังจากนั้นผู้เขียนได้เข้ามาทำงานด้านการศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันทิ่ 3 มีนาคม ปี พ.ศ. 2551 เพื่อหวังว่าจะขอเป็นอาจารย์สอนแต่เข้ามายังมิได้เป็นอาจารย์ ในอัตราลูกจ้างรายปีซึ่งปัจจุบันทำงานที่นี้มาครบ 10 ปี เต็มก็ยังมิได้บรรจุเป็นพนักงานด้วยเหตุผลง่ายๆ ค่าของคน อยู่ที่คนของใคร  และที่นี้เองผมจึงตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาเอก เมื่อปี พ.ศ. 2554 และใช้เวลาศึกษาถึง 6 ปีเต็มจึงสำเร็จการศึกษาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 ในระหว่างที่เรียนที่นี้ต้องประสบปัญหารายอย่างไม่ว่าจะเรื่องเงิน ในระหว่างเรียนก้ยังจะต้องมาพบกับการเลือกปฎิบัติของผู้บริหารโครงการดั่งกล่าวที่ไม่มีความเป็นธรรม แต่ก้ได้ลาออกไปแล้วทำให้ผมเรียนจบจนได้ด้วยคำว่า สู้โว๊ยไม่นั้นตายเพราะผมครบเกณฑ์ขยายเวลาภายใน 5 ปี และสามารถขยายเวลาเพิ่มได้อีก 2 ภาคการศึกษาจึงสำเร็จได้ดั่งใจ ในวันที่ผมขึ้นสอบจบและประธานและคระกรรมการที่สอบผมลงมติว่า ผมจบโดยมีการแก้ไข วันนั้นผมถึงกับร้องไห้ ต่อหน้าอาจารย์ทุกท่าน เพราะผมทำได้สำเร็จตามที่ผมรับปากแม่ผมไว้เมื่อก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่านให้เงินผม 600 บาท ที่ผมขอไปเรียนพิเศษซึ่งแม่ผมบอกว่า แม่ไม่มีเงินให้ลูกอยู่อย่างสุขสบายได้ แต่แม่มีเงินเก็บเหลืออยู่ไม่มาก ขอให้ลูกนำเงินจำนวนนี้ไปเรียนพิเศษตามที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จเพราะแม่ให้ได้แต่ความรู้  และความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ผมมีคำว่า "ดร.  ที่ได้มาจากการศึกษามิใช่จากการแต่งตั้งหรือใดๆ ทั้งสิ้น ผู้เขียนตั้งคำถามกับตัวเองว่า การที่จะประสบความสำเร็จทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีอุปสรรคอย่างแน่นอนแต่การก้าวเดินจะต้องมั่นคง มั่นใจ ตอนนี้อายุ 53 ปีแล้วจะขอนำเอาความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ มาช่วยเหลือคนที่ลำบากและถูกเอารัดเอาเปรียบ
         
          ปัจจุบันผู้เขียนรับใช้สังคมโดยเป็นอาจารย์พิเศษสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ทำรายการทีวีทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องสุวรรณภูมิ รายการวันนี้ประเทศไทย   ร่วมกับคุณไชยนิรันด์  พยอมแย้ม ในนามองค์กรพิทักษ์ความเป็นธรรม  และยังเขียนสกู๊ปในหนังสือพิมพ์  อินไซต์ผู้นำ   ในคอลัมพ์ คุยสบาย ๆ  กับอาจารย์โรจนศักดิ         

          หลักการดำเนินชีวิตของผู้เขียน ก็คือ  อยู่อย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มีเวลาก็ทำบุญช่วยเหลือวัด  ช่วยเหลือสังคม อีกทั้งทุกๆ 3 เดือน จะบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ที่สภากาชาดไทยอยู่เสมอตลอดมาและ ณ โอกาสนี้ผู้เขียนขอเชิญชวนทุกท่านบริจาคโลหิตช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

          สุดท้ายนี้ผู้เขียนหวังว่าประวัติชีวิตที่เขียนมาทั้งหมดนี้พอจะเป็นบทเรียนหรือแนวการดำเนินชีวิตของผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับกับการเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ชีวิตจะสุขหรือไม่อยู่ที่เราเป็นผู้กำหนด  หมากเกมส์เดินเรายังต้องคิด  และหมากชีวิตท่านจะไม่คิดได้อย่างไร

                                                                                                     ดร.โรจนศักดิ  แสงธศิริวิไล