นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) ประธานมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Minister)นำเสนอรายงานในการปาฐกถาพิเศษฟอรั่ม WOOD Economic Forum 2026ในงานลาดกระบังนิทรรศน์ KMITL2026โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไม้(Wood Economy)จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะอัพเกรดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสีเขียวของอาเซียนตอบโจทย์อนาคตทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการมุ่งสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค บนความร่วมมือกับนานาชาติ ด้วยเทคโนโลยี วิศวกรรมและนวัตกรรมใหม่ของอุตสาหกรรมไม้ทดแทนการก่อสร้างแบบดั้งเดิมโดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ “ก้าวใหม่เศรษฐกิจไม้(Wood Economy) :สู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวอาเซียน (ASEAN Green Innovation Hub)” โศกนาฏกรรมที่เนปาลและธิเบตคือตัวอย่างล่าสุดที่บ่งชี้ว่าโลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงเกือบ
40% ของการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์การค้าโลก เช่น
มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป
(EUDR) กำลังบีบให้ทุกห่วงโซ่อุปทานต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน
บทเรียนนานาชาติ:
นวัตกรรมไม้วิศวกรรมคาร์บอนต่ำ
ไม้ไม่ได้เป็นเพียงวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม
แต่ถูกยกระดับเป็น Engineered Wood เช่น Cross-Laminated Timber (CLT)
และ Glued Laminated Timber (Glulam) ที่มีคุณสมบัติความแข็งแรงทนทานเทียบเท่าคอนกรีตและเหล็กกล้า
แต่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนสุทธิติดลบ
สหภาพยุโรปและฝรั่งเศส:
ฝรั่งเศสบังคับใช้กฎหมายกำหนดให้อาคารสาธารณะสร้างใหม่ต้องใช้วัสดุชีวภาพหรือไม้อย่างน้อย
50% ส่งผลให้ตลาด CLT ในยุโรปเติบโตเฉลี่ยกว่า 12-15% ต่อปี
สิงคโปร์:
อาคาร
Gaia มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (NTU) อาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
ครอบคลุมพื้นที่กว่า 43,500 ตารางเมตร ใช้โครงสร้างไม้ Mass Timber ทั้งหมด
ช่วยร่นระยะเวลาก่อสร้างลงถึง 35%
ญี่ปุ่น:
ตรากฎหมาย
Promotion of Use of Wood in Public Buildings ผลักดันให้อาคารพาณิชย์และอาคารสาธารณะความสูงปานกลางถึงสูงหันมาใช้ไม้โครงสร้าง
เชื่อมโยงเศรษฐกิจป่าไม้ชุมชนเข้ากับนวัตกรรมวิศวกรรมขั้นสูง
โมเดลฟินแลนด์ : ต้นแบบเศรษฐกิจไม้ระดับโลก
ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบระดับโลกที่เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนโดยมีพื้นที่ป่าไม้ปกคลุมกว่า
75% ของประเทศ อุตสาหกรรมป่าไม้สร้างรายได้จากการส่งออกราว 15–20%
ของการส่งออกทั้งหมด ความสำเร็จนี้ขับเคลื่อนด้วย 4 แกนหลัก:
1.การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน
(Sustainable Forest Management): อัตราการเติบโตของเนื้อไม้ในฟินแลนด์สูงกว่าอัตราการตัดฟันมาโดยตลอด
2.กรรมสิทธิ์ป่าไม้ของภาคเอกชนรายย่อย
(Private Ownership): ราว 60%
ของพื้นที่ป่าเป็นของครอบครัวชาวฟินแลนด์ทั่วไป ทำให้คนในท้องถิ่นมีแรงจูงใจในการดูแลรักษาและบริหารจัดการป่าให้ได้ผลตอบแทนระยะยาว
3.โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เศษไม้
เปลือกไม้ และของเสียจากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ (Black Liquor) ถูกนำไปผลิตเป็นพลังงานชีวมวล
(Bioenergy) ผลิตกระแสไฟฟ้าและระบบทำความร้อนชุมชน (District
Heating)
4.นวัตกรรมมูลค่าสูง
(High-Value Bio-products): ต่อยอดจากไม้แปรรูปและกระดาษธรรมดาไปสู่
นวัตกรรมสิ่งทอจากเซลลูโลส (เช่น Spinnova, Kuura), พลาสติกชีวภาพ,
สารเคลือบชีวภาพ และไม้โครงสร้าง
ซึ่งกลุ่ม Krono (โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง
Kronospan รวมถึงเครือข่าย Swiss Kronoโดยร่วมมือกับไทยผ่านสถาบันTVA)
มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมแผ่นไม้และวัสดุก่อสร้างในตลาดยุโรปและตลาดโลก
ถอดรหัส"ซูเฉียนโมเดล"ของจีน:ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้แห่งมณฑลเจียงซู
จากการศึกษาดูงานของTVA-FKII-สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง:สจล.(King
Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang:KMITL)และSCGได้ถอดบทเรียนการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยเฉพาะ เมืองซูเฉียน (Suqian) มณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนการพลิกโฉมเมืองเกษตรกรรมสู่
"เมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมไม้และแผ่นไม้วิศวกรรมของจีน" (China's
Wood Industry Capital)
1.การสร้างคลัสเตอร์ครบวงจร
(Full Value Chain Cluster) ซูเฉียนไม่ได้หยุดอยู่เพียงการปลูกไม้โตเร็ว
(เช่น ไม้ป็อปลาร์) แต่ต่อยอดสู่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปไม้นวัตกรรมสูง
มีโรงงานแปรรูป ไม้อัด ไม้วิศวกรรม และเฟอร์นิเจอร์หลายพันแห่ง
สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนับแสนล้านหยวน
2.การเปลี่ยนผ่านสู่
Smart & Green Manufacturing ยกระดับโรงงานดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมอัตโนมัติ
(Automation) นำเทคโนโลยีลดการปล่อยมลพิษ
ใช้กาวชีวภาพไร้สารฟอร์มาลดีไฮด์ (No-Aldehyde Green Adhesives) และการแปรรูปเศษไม้วัสดุเหลือทิ้งสู่พลังงานชีวมวล
3.การสนับสนุนเชิงรุกจากภาครัฐ การวางผังนิคมอุตสาหกรรมไม้เฉพาะทาง
เชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์ทางรางและท่าเรือ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและทดสอบมาตรฐานไม้ระดับชาติ
เพื่อควบคุมคุณภาพและผลักดันสู่ตลาดโลก
ภาพรวมอุตสาหกรรมไม้อาเซียนและความร่วมมือระดับภูมิภาค
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือศูนย์กลางทรัพยากรป่าไม้และการส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ที่สำคัญของโลก
โดยมีศักยภาพในการผนึกกำลังร่วมกัน
1.ฐานการผลิตและการค้าชั้นนำเวียดนาม
เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของโลก
(มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยกว่า 14,000–16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ขณะที่
อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย มีความเชี่ยวชาญด้านไม้อัดและไม้แปรรูปเขตร้อน ส่วน ไทย
เป็นเสาหลักด้านแผ่นไม้อัดวิศวกรรมและไม้ยางพารา
2.
กลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค การขับเคลื่อนผ่านกรอบเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการป่าไม้อาเซียน
(ASOF) เพื่อสร้างมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน
(SFM) และบูรณาการระบบการยอมรับร่วมด้านมาตรฐานรับรองไม้
(Mutual Recognition) เช่น PEFC และ
FSC เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
ได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน
3.ห่วงโซ่คุณค่าข้ามพรมแดน การผสานแหล่งวัตถุดิบไม้ปลูกในอาเซียนเข้ากับศูนย์ออกแบบและวิศวกรรมในไทยและสิงคโปร์
เพื่อผลิตชิ้นส่วนอาคารไม้สำเร็จรูป (Prefabricated Timber Modules) ป้อนสู่ตลาด
Green Building ในภูมิภาคที่คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 300,000
ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้
ศักยภาพอุตสาหกรรมไม้ของไทย: ผสานเป้าหมาย COP
สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ประเทศไทยมีแต้มต่อเชิงโครงสร้าง
ทรัพยากร และพันธสัญญาระดับสากลที่พร้อมที่สุดแห่งหนึ่งในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
1.เป้าหมาย
COP และยุทธศาสตร์พื้นที่สีเขียว 55%:
ภายใต้คำมั่นสัญญาที่ไทยประกาศบนเวที COP เพื่อบรรลุ Carbon Neutrality ในปี
2050 และ Net Zero ในปี 2065
ประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทรวมเป็น 55%
ของพื้นที่ประเทศ โดยแบ่งเป็น พื้นที่ป่าเศรษฐกิจเพื่อการใช้ประโยชน์ถึง 15%
(หรือกว่า 48 ล้านไร่) การส่งเสริมป่าปลูกเชิงพาณิชย์จึงเป็นทั้ง
"แหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink)" ตามเป้าหมาย
COP และเป็น
"ต้นทางวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมไม้วิศวกรรมสีเขียว"
2.ไม้ยางพาราและไม้โตเร็ว ไทยมีพื้นที่สวนยางพารากว่า
22 ล้านไร่ หมุนเวียนเนื้อไม้ยางพาราเข้าสู่อุตสาหกรรมได้มากกว่า 15-20
ล้านตันต่อปี โดยจัดเป็น Eco-Friendly Rubberwood ที่ไม่ทำลายป่าธรรมชาติ
ควบคู่กับพื้นที่ปลูกไม้ยูคาลิปตัสและไม้โตเร็วเชิงพาณิชย์อีกหลายล้านไร่
3.มูลค่าการค้าและการส่งออกระดับแสนล้าน อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทยสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า
100,000–120,000 ล้านบาทต่อปี
โดยครองแชมป์ส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปและแผ่นไม้สังเคราะห์ (MDF / Particle
Board) ไปยังตลาดใหญ่อย่างจีน ตะวันออกกลาง
สหรัฐอเมริกา และอาเซียน
4.การเปลี่ยนผ่านสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูงปัจจุบันการส่งออกไม้ของไทยยังเน้นไม้แปรรูปขั้นต้น
การขยับขึ้นสู่ ชิ้นส่วนโครงสร้างไม้วิศวกรรม จะช่วยเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นถึง 3-5
เท่า พร้อมกระจายรายได้สู่เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ปลูกไม้เศรษฐกิจกว่า 1.5
ล้านครัวเรือน
หมุดหมายของไทย: สัญลักษณ์ความมุ่งมั่นสู่ผู้นำ
Wood Economy
ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นเพียงแค่นโยบาย
แต่ได้สร้าง "หมุดหมายเชิงประจักษ์"
ที่สะท้อนเจตนารมณ์และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
1.อาคารนวัตกรรมไม้ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
(สจล.) เป็นต้นแบบอาคาร
Mass Timber ทางวิชาการและสถาปัตยกรรมระดับชาติ
ที่สะท้อนองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมโครงสร้างไม้คาร์บอนต่ำ การออกแบบรับแรง
และระบบป้องกันอัคคีภัยตามมาตรฐานสากล แสดงให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาและวิศวกรไทยมีความพร้อมในการออกแบบและก่อสร้างอาคารไม้แห่งอนาคต
2.โครงการเมืองไม้
(Wood City) ของTVAสัญลักษณ์ของการปักหมุดหมาย การลงทุนขนาดใหญ่ของภาคเอกชนไทย
ที่ผสานนวัตกรรมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ากับ Circular Wood Economy มุ่งสร้างระบบนิเวศชุมชนคาร์บอนต่ำครบวงจรตั้งแต่การคัดสรรวัสดุ
การออกแบบชีวภาพ (Biophilic Design) ไปจนถึงการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน
3.การประกาศเจตนารมณ์ระดับโลกโครงการทั้งสองแห่งนี้คือประจักษ์พยานความร่วมมือระหว่างองค์กรไทย
ภาคการศึกษา และพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อประกาศหมุดหมายว่า
ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้าน Wood Economy ของภูมิภาคเอเชีย
4.
งาน“Regenerative Wood City: Forest, Farm, Food and Longevity Grow
Together”เมื่อวันที่ 1
กันยายนที่ผ่านมามีการนำเสนอโครงการความร่วมมือที่เป็นประจักษ์พยานของการขับเคลื่อนที่โดดเด่นชัดเจนของสมาคมสถาบันทิวา
(TVA) บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
จำกัด (SCGCBM) บริษัท SWISS KRONO Holding AG (SKG) มูลนิธิ
Eco-Innovation Foundation (EIG) บริษัท IKEA Thailand และภาคีภาคส่วนต่างๆ
ยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก: อัพเกรดไทยสู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวแห่งอาเซียน
1.ปลดล็อกกฎหมายและมาตรฐานอาคาร:
เร่งปรับปรุงพระราชบัญญัติควบคุมอาคารและมาตรฐาน มอก.
ให้รองรับนวัตกรรมไม้ในอาคารสูงและอาคารสาธารณะ
พร้อมสร้างระบบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัยตามหลักวิศวกรรมสากล
2.ยกระดับห่วงโซ่อุปทานป่าไม้เศรษฐกิจ:
แปลงเป้าหมายพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 15%
ให้เป็นพื้นที่ปลูกไม้เพื่อการค้าที่มีมาตรฐานรับรองสากล
3.สิทธิประโยชน์การลงทุนและบูรณาการคาร์บอนเครดิต:
ใช้กลไก BOI ดึงดูดการลงทุนร่วมกับพันธมิตรต่างชาติ
และเชื่อมโยงระบบ Premium T-VER เข้ากับคาร์บอนเครดิตในภาควัสดุก่อสร้าง
4.พัฒนาบุคลากรและวิศวกรรมสีเขียวระดับภูมิภาค:
ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั้งในยุโรปและเอเชีย ถ่ายทอดหลักสูตรวิศวกรรมไม้ขั้นสูง BIM
และ Digital Fabrication เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย อบรม
และส่งออกชิ้นส่วนอาคารสำเร็จรูปทั่วภูมิภาค
ก้าวใหม่ของไทย
"อุตสาหกรรมไม้"
กำลังเปลี่ยนบทบาทจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การเป็นWood Economyบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ"
(BioEconomy)ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood
Engineering ) การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมไม้และการนวัตกรรมสีเขียว
ไม่ใช่ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้วยการผสานทรัพยากรป่าไม้
ไม้ยางพาราและไม้เศรษฐกิจอื่นๆการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจภายใต้เป้าหมาย COP
รวมทั้งการวางหมุดหมายทางนวัตกรรมของสจล. และโครงการเมืองไม้ของ TVA
จะสามารถเปลี่ยนเนื้อไม้ให้กลายเป็นรากฐานของเมืองแห่งอนาคต
และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น
"ศูนย์กลางเศรษฐกิจไม้และนวัตกรรมสีเขียวของอาเซียน" อย่างแท้จริง.




