“อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์” แนะ3
แนวทางเปลี่ยนดีลข้าวโพด GMO เป็นทุนเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ปกป้องตลาดส่งออกแสนล้าน
นายอลงกรณ์
พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
และอดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับนโยบายการจัดสรรโควตานำเข้าข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม
(GMO) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการบรรเทามาตรการภาษีตามมาตรา
301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ว่า เป็นเงื่อนไขทางการค้าที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
เนื่องจากส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทยและอาจได้ไม่คุ้มเสียในระยะยาว
อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์
ซึ่งเคยทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเกือบ3ปีและมีประสบการณ์เจรจากับUSTR
EU AECและร่วมเวทีเจรจาในเวทีAPEC ระบุว่า
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ มีมูลค่าทางการค้าเพียงประมาณ 7,000
ถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่หากเกิดการปนเปื้อนของผลิตภัณฑ์ GMO เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตอาหารปศุสัตว์
เช่น ไก่เนื้อ หรือสุกร
จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดส่งออกหลักอย่างสหภาพยุโรป (EU)
และญี่ปุ่น ซึ่งใช้มาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อนอย่างเข้มงวด (Zero-Tolerance
Policy) โดยปัจจุบันมูลค่าการส่งออกไก่แปรรูปและอาหารแช่แข็งของไทยไปยังทั้งสองตลาดนี้
มีมูลค่าสูงถึง 100,000 ถึง 140,000 ล้านบาทต่อปี
การนำเสถียรภาพของตลาดส่งออกมูลค่าแสนล้านบาทไปผูกโยงกับเงื่อนไขนำเข้าหลักพันล้าน
จึงเป็นความเสี่ยงทางการค้าที่ไม่สมควรเสี่ยง “ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ประมาณ
9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตในประเทศอยู่ที่ 5 ล้านตันต่อปี
โดยที่ผ่านมาไทยบริหารจัดการส่วนขาด 4 ล้านตัน ผ่านการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
(สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา) ภายใต้กรอบ FTA ร่วมกับการใช้พืชทดแทนในประเทศ เช่น
มันเส้น และรำข้าว ซึ่งการจัดทำ MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1
ล้านตันจากสหรัฐฯ จะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของผลผลิตในประเทศ
ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดและกดดันให้ดัชนีราคาข้าวโพดตกต่ำลง
กระทบต่อเกษตรกรต้นน้ำโดยตรง
แม้จะมีมาตรการควบคุมสัดส่วนการซื้อในประเทศต่อการนำเข้าที่ 3:1 ก็ตาม”
นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่าเพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมไทย
และสร้างข้อตกลงที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (Win-Win ) รัฐบาลควรปรับกรอบการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
(USTR) ก่อนเส้นตายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยมี 3
แนวทางให้รัฐบาลพิจารณา
1.เปลี่ยนดีลสินค้าโภคภัณฑ์
เป็นการลงทุนแห่งอนาคต (Tech-Driven Reciprocity)“ ตนคิดว่ารัฐบาลควรทบทวนเรื่องการนำเข้าข้าวโพด
มาเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยตั้งเป้าหมายดึงดูดเงินลงทุนในระบบศูนย์ข้อมูล
(Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ มูลค่า 100,000
ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะช่วยปรับดุลการค้าในภาคบริการที่สหรัฐฯ
ได้เปรียบ และขับเคลื่อน GDP ของไทยอย่างยั่งยืน
โดยไม่ก่อให้เกิดข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety)
2.ต่อรองประเด็นฝ้ายพรีเมี่ยมกลไกสิ่งทอ(Textile
Mechanism) ใช้ประโยชน์จากช่องทางสัญญาระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ
ยอมลดหย่อนภาษีนำเข้าสิ่งทอ หากคู่ค้านำเข้าวัตถุดิบสะอาดจากเกษตรกรสหรัฐฯ
โดยผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอของไทย ซึ่งส่งออกไปสหรัฐฯ กว่า
30,000 ล้านบาท ทำข้อตกลงระยะสั้นเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าฝ้ายเกรดพรีเมียม (Premium
Cotton) จากสหรัฐฯ อีก 15% ถึง 20% เพื่อทดแทนแหล่งอื่น
ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเกษตรกรสหรัฐฯ ได้โดยตรงตามนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ
โดยไม่กระทบโครงสร้างความมั่นคงทางอาหารของไทย
3.นำเสนอกรอบเวลาร่างกฎหมายด้านสินค้าและแรงงาน
ปลดล็อคภาษี 301 รัฐบาลควรยื่นข้อเสนอต่อ USTR ด้วยกรอบเวลาที่ชัดเจน
(Timeline) ในการเร่งรัดขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ.
ควบคุมการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน
เพื่อแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนตามมาตรฐานสากล
ซึ่งจะเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้ไทยในการเจรจาเพื่อคงอัตราภาษีในกลุ่มข้อยกเว้น
และปรับลดอัตราภาษีภาพรวมลงมาอยู่ที่ 10% ให้ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น
มาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อแลกเปลี่ยนในภาคเกษตรกรรม
"การดำเนินนโยบายการทูตพาณิชย์ของประเทศไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน
การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรปลอดภัยและปลอด GMO เพื่อปกป้องตลาดส่งออกมูลค่า
1.4 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับการเร่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่า 1
แสนล้านบาท คือกุสโลบายที่มีความเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในเวลานี้" นายอลงกรณ์
กล่าวทิ้งท้าย


