วาง 8 ยุทธศาสตร์เมืองแห่งอนาคต
ตั้งเป้าดัน GPP ทะยานสู่ 5.1 แสนล้านบาท ติด Top 5 ประเทศ
นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานมูลนิธิเวิร์ลวิว ไครเมตและอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้รับเชิญให้บรรยายพิเศษในหัวข้อ
"ก้าวใหม่สู่มหานครนครปฐม” การพัฒนาท้องถิ่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ"ในการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครปฐมจัดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐมมีนายจิรวัฒน์
สะสมทรัพย์
นายกอบจ.เป็นประธานเปิดงานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษซึ่งมีองค์กรปกครองท้องถิ่น อบจ.
เทศบาล
และอบต.กว่า100แห่งและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมในการสัมมนาครั้งนี้เมื่อวันที่
8 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมทวารวดีแกรนด์บอลรูม โรงแรม ไมด้า แกรนด์ ทวารวดี
นครปฐม โดย นายอลงกรณ์กล่าวบรรยายพิเศษว่า “….ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 –
2580)
ของประเทศไทยได้วางรากฐานการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนโดยกระจายความเจริญและอำนาจการตัดสินใจไปสู่ระดับพื้นที่มากขึ้น
โดยมีกลไกหลักที่เกี่ยวข้องดังนี้
1.
การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Local Empowerment) ยุทธศาสตร์ชาติเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการรวมศูนย์อำนาจ
มาเป็นการสร้าง "จังหวัดยุทธศาสตร์" และ
"ท้องถิ่นจัดการตนเอง"
2.
การเชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน (SDGs) การพัฒนาท้องถิ่นถูกออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
(SDGs) ใน
3 มิติหลักคือมิติเศรษฐกิจ เน้นการเติบโตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
การสร้างงานในพื้นที่ เพื่อลดการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่ มิติสังคม
มุ่งการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน การเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัย
และการเพิ่มคุณภาพการศึกษาท้องถิ่นและมิติสิ่งแวดล้อม เน้นการจัดการขยะครบวงจร
การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate
Adaptation)
ในส่วนของจังหวัดนครปฐมนั้นปัจจุบันนครปฐมไม่ใช่เพียงแค่เมืองนอนหรือจังหวัดทางผ่านขนาดเล็ก
แต่เป็นฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ซ่อนรูปอยู่ใต้คำว่า "จังหวัดปริมณฑล"
โดยมีจำนวนประชากรรวมประชากรกว่า 920,000 คน และมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP)
สูงถึงเกือบ
400,000 ล้านบาท (ประมาณ 398,000 ล้านบาท) ซึ่งใหญ่เป็นอันดับที่ 9 ของประเทศ
และเป็นอันดับต้นๆ ของภาคกลาง โดยมีโครงสร้างเศรษฐกิจสำคัญ 3 ด้าน
1.ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการค้า:
ครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของรายได้จังหวัด มีโรงงานหนาแน่นกว่า 3,500 แห่ง
หมุนเวียนหลักแสนล้านบาทต่อปี
2.ภาคการท่องเที่ยวและบริการ:
สร้างรายได้ปีละกว่า 10,000 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวสะสมกว่า 4-5 ล้านคนต่อปี
3.ภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์:
แม้มีสัดส่วนร้อยละ 5 (ราว 19,000 ล้านบาท) แต่โอบอุ้มครัวเรือนเกษตรกรกว่า 44,000
ครัวเรือน และแรงงานกว่า 120,000 ชีวิต มีจุดเด่นคืออุตสาหกรรมกล้วยไม้ (1,250
ล้านบาท/ปี) และการเลี้ยงสุกรที่เป็นครัวใหญ่ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม
นครปฐมกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยก้าวเข้าสู่
"สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์" (Aged Society) เรียบร้อยแล้ว
ด้วยสัดส่วนประชากรอายุเกิน 60 ปี สูงกว่าร้อยละ 20 ควบคู่ไปกับปัญหาสิ่งแวดล้อม
ขยะ น้ำเสีย และกระแสดิจิทัลดิสรัปชัน
ชู 8 เสาหลักยุทธศาสตร์ พลิกโฉมสู่
"มหานครนครปฐม"
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า
ถึงเวลาแล้วที่นครปฐมต้องก้าวข้ามกรอบความคิดแบบเดิม ยกระดับสู่
"มหานครนครปฐม" (Nakhon Pathom Metropolis) เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจสมัยใหม่
เช่นเดียวกับจังหวัดปริมณฑลอื่นๆได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี
และปทุมธานีรวมทั้งจังหวัดที่มีศักยภาพสูงได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา
นครราชสีมา
เป็นต้นเทียบชั้นองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ“กรุงเทพมหานคร”จะทำให้มีความคล่องตัว
ความเป็นอิสระและงบประมาณเพียงพอต่อการยกระดับการพัฒนาสมกับศักยภาพที่มีอยู่
ไม่ใช่มีงบประมาณเพียงหลักพันสองพันล้านจะไปพัฒนาอะไรได้ซึ่งไม่เพียงพอควรมีไม่น้อยกว่าหมื่นล้านเปรียบเทียบกับกทม.ซึ่งมีงบประมาณเกือบแสนล้าน
รูปแบบจังหวัดภูมิภาคไม่สอดคล้องกับการพัฒนาจังหวัดปริมณฑลและจังหวัดที่มีศักยภาพสูงอีกต่อไปทั้งนี้ต้องตรากฎหมายปฏิรูปการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นโดยเร็ว
โดยสถาบันเอฟเคไอไอได้เสนอ 8 ยุทธศาสตร์ใหม่ ดังนี้
เริ่มต้นจากยุทธศาสตร์ที่
1 การเปลี่ยนผ่านสู่ "มหานครนครปฐม"
ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับบทบาทจากจังหวัดปริมณฑลสู่การเป็นศูนย์กลางของภาคกลางตอนล่าง
มีการวางผังเมืองและระบบคมนาคมขนส่งใหม่เพื่อดึงดูดการลงทุนระดับโลก
โดยตั้งเป้าหมายผลักดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GPP) ขยายตัวไม่น้อยกว่าร้อยละ 5
ต่อปีอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า
ต่อด้วยยุทธศาสตร์ที่
2 นครปฐมศูนย์กลางไบโอมีเทนแห่งชาติ
ซึ่งจะเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากภาคปศุสัตว์ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ด้วยการแปรรูปน้ำเสียและมูลสุกรจากฟาร์มที่มีอยู่กว่า
500,000 ตัว ให้กลายเป็นแก๊สไบโอมีเทนอัด (CBG) สำหรับใช้ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม
โดยตั้งเป้าหมายให้ฟาร์มสุกรขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบครบ 100% ภายใน 5 ปี
ซึ่งจะสามารถผลิตแก๊สได้มากกว่า 50,000 ตันต่อปี และสร้างมูลค่าหมุนเวียนในจังหวัดได้ปีละกว่า
600 ล้านบาท
สอดรับกับยุทธศาสตร์ที่
3 เมืองต้นแบบพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมชีวภาพ
ที่จะปฏิรูปอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่มีพื้นที่ปลูกกว่า 120,000 ไร่
สู่การเป็นฐานผลิตเอทานอลและพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้เกษตรกรทันทีถึง
300% ควบคู่ไปกับการนำร่องเทคโนโลยี "Air to Fuel" เพื่อดักจับคาร์บอนมาเปลี่ยนเป็นน้ำมันอากาศยานยั่งยืน
(SAF) ปริมาณ
10 ล้านลิตรต่อปี ภายในปี 2574 รวมถึงการผลิต "แอมโมเนียเขียว"
และปุ๋ยสูตรสั่งตัดจากอากาศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้เกษตรกรในพื้นที่ได้มากกว่าร้อยละ
30 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาทต่อปี
ในส่วนของยุทธศาสตร์ที่
4 ศูนย์กลางนวัตกรรมและนิคมดิจิทัลสีเขียว
จะมีการจัดตั้งนิคมดิจิทัลสีเขียวบนพื้นที่นำร่อง 1,000 ไร่
โดยใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์สร้าง Solar Farm ขนาดใหญ่ กำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์
เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ระดับแสนล้านบาทในการตั้ง Data
Center และ
Cloud Center ที่ใช้พลังงานสะอาด 100%
ทางด้านการบริหารจัดการ
ยุทธศาสตร์ที่ 5 ได้มุ่งปฏิรูปการบริหารราชการท้องถิ่นดิจิทัลและธรรมาภิบาล
โดยการนำแพลตฟอร์ม "Traffy Fondue" มาใช้ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(อปท.) ทั้ง 105 แห่งทั่วจังหวัด ภายใต้เป้าหมายรับเรื่องร้องเรียนใน 15 นาที
และแก้ไขเบื้องต้นใน 24 ชั่วโมง
พร้อมทั้งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทยที่ริเริ่มระบบงบประมาณแบบ
"Zero-Based Budgeting" หรืองบประมาณฐานศูนย์
ซึ่งจะช่วยตัดลดงบประมาณที่ซ้ำซ้อนลงได้ร้อยละ 20-30 หรือคิดเป็นเงินกว่า 1,000
ล้านบาท เพื่อนำไปสมทบทุนในโครงการนวัตกรรมสีเขียว
เชื่อมโยงสู่ยุทธศาสตร์ที่
6 โรงงานและนิคมสู่ AI & Robot Green Industry ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเปลี่ยนผ่านโรงงานกว่า
3,500 แห่งสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะที่ใช้ AI และหุ่นยนต์ควบคุมการปล่อยของเสียแบบ Real-time
ช่วยลดการใช้พลังงานและลดคาร์บอนลงร้อยละ
30 ทันที ยุทธศาสตร์นี้ยังขับเคลื่อนควบคู่ไปกับแนวคิด Twin Transition ทั้งการทำเกษตรแม่นยำสูงเพื่อสร้างสมาร์ทฟาร์มเมอร์
5,000 ราย และการยกระดับสู่การท่องเที่ยวยั่งยืนอัจฉริยะ (Smart Green
Tourism) ที่ตั้งเป้าดึงเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ภาคบริการเพิ่มขึ้นอีกกว่า
4,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 7 "นครปฐมเชื่อมโลก" จะเป็นตัวเร่งการเติบโต
โดยการใช้ประโยชน์จากทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) เชื่อมโยงสู่ท่าเรือน้ำลึกทวาย
ประตูเศรษฐกิจฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ดันนครปฐมให้เป็น "Food Hub" และ "Energy Hub" ในการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์ไฮเทคสู่อาเซียนและยุโรป
และยุทธศาสตร์สุดท้ายที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุดคือ
ยุทธศาสตร์ที่ 8 ทุนมนุษย์และหลักสูตรอนาคต ซึ่งจะปฏิรูปการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดย
อบจ. นครปฐม
จะเป็นแกนกลางเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาเพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดงานยุคใหม่
(Demand-Driven Education) ทั้งการผลิตแรงงานฝีมือทักษะสูงในระดับอาชีวศึกษาให้ได้
3,000 คนภายใน 3 ปี และการเปิดสาขาวิชาใหม่ๆ ในระดับอุดมศึกษา เช่น
วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีโครงการสหกิจศึกษาแบบร่วมจ่าย (Co-Investment
Internship) มารองรับ
เพื่อการันตีการมีงานทำ 100% พร้อมยกระดับค่าแรงเริ่มต้นของคนนครปฐมให้สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศถึงร้อยละ
25 ในท้ายที่สุด
นายอลงกรณ์เน้นย้ำว่า
แผนงานทั้งหมดจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องอาศัยโมเดลความร่วมมือ "4 ประสาน" (Quadruple
Helix) ประกอบด้วย:
1
ภาครัฐ (อบจ. และ อปท.): ปรับสู่ Digital Government และระบบงบประมาณฐานศูนย์
2
ภาควิชาการ (มหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา): ทลายกรอบหลักสูตรเก่า เปิดสาขาวิชาอนาคต
เช่น AI, หุ่นยนต์,
ไบโออินดัสทรี
3
ภาคเอกชน (โรงงาน/บริษัทเทคโนโลยี):
ร่วมออกแบบหลักสูตรและรับนักศึกษาเข้าทำงานด้วยอัตราเงินเดือนที่สะท้อนทักษะสูง
4
ภาคประชาชน: ปรับกระบวนทัศน์ มุ่งหน้าสู่สาขาวิชาที่เป็นอนาคตของโลก
“เงินงบประมาณหากใช้แบบเดิมย่อมมีวันหมดไป
แต่นวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือในโมเดล 4 ประสานจะไม่มีวันหมดสิ้น
มาร่วมกันเปลี่ยนจังหวัดนครปฐมให้เป็นมหานครแห่งอนาคต ที่โปร่งใส มั่งคั่ง สร้างคน
เชื่อมโลก และเติบโตอย่างยั่งยืน” นายอลงกรณ์ กล่าว
นายอลงกรณ์ยังคาดการณ์ภาพรวมความสำเร็จของ
“มหานครนครปฐม” ภายในปี 2574 ไว้ดังนี้
1.ขนาดเศรษฐกิจจังหวัด
(GPP): คาดอัตราการเติบโต
(GPP Growth Rate) ก้าวกระโดดจากร้อยละ 2-3 ขึ้นไปแตะที่ร้อยละ 5-6 ต่อปี
ส่งผลให้ภายในปี 2574 GPP ทะยานไปอยู่ที่ กว่า 510,000 ล้านบาท
พลักดันให้นครปฐมก้าวขึ้นสู่ Top 5
จังหวัดที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทย
2.รายได้ประชาชนต่อหัว
(Per Capita GPP): รายได้เฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30-35 จากปัจจุบัน 380,000 บาท
เพิ่มเป็น กว่า 500,000 บาทต่อคนต่อปี ภายในปี 2574
หรือคิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละเกือบ 10,000 บาทต่อครัวเรือน
ทั้งนี้
ในช่วงบ่ายวันเดียวกันได้มีการจัดกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมกันระดมสมองและขับเคลื่อนแผนพัฒนานครปฐมโดยฝากพิจารณาแนวทางยุทธศาสตร์ทั้ง
8 ด้านให้กลายเป็นความจริงในพื้นที่ต่อไปด้วยโดยสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) ยืนยันความพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงเทคโนโลยี
นวัตกรรม และทุนมนุษย์ เพื่อนำพามหานครนครปฐมสู่อนาคตที่ยั่งยืน..“





