นายอลงกรณ์
พลบุตร เจ้าของฉายา”มิสเตอร์เอทานอล“ ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย
ประธานมูลนิธิ Worldview Climateเขียนบทความแสดงวิสัยทัศน์ในเฟสบุ้ควันนี้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่
(Policy Shift) ภายใต้ยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านสีเขียวGreen
Transformation (GX)ของรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดใช้น้ำมันชีวภาพเอทานอล E10
ทั่วประเทศเป็นครั้งแรกภายในปี 2030 และขยับสู่ E20
ภายในปี 2040โดยให้จังหวัดโอกินาวาเป็นพื้นที่นำร่อง
“อลงกรณ์”ชี้ถึงโอกาสการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของไทยและญี่ปุ่นร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ในการลดก๊าซเรือนกระจกและรับมือกับยานยนต์ไฟฟ้า(EV)ที่ไล่ล่ายานยนต์ICEจนหลังพิงฝา
นับเป็นมุมมองที่น่าสนใจโดยมีเนื้อหาดังนี้
“ก้าวใหม่เอทานอล“ไทย-ญี่ปุ่น”
:ก้าวใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์ชีวภาพ” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร มิสเตอร์เอทานอล ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ
(FKII) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย
ประธานมูลนิธิ Worldview Climate
ผมได้มีโอกาสไปเยือนญี่ปุ่นและโอกินาวาเป็นครั้งแรกเมื่อปี2524เพื่อศึกษาดูงานทั่วประเทศตลอด
2 เดือนเต็ม จนนำมาสู่การเขียนพ็อกเก็ตบุ้ค "เปิดประตูญี่ปุ่น"
และได้ติดตามการพัฒนาของแดนอาทิตย์อุทัยอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในมิติด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน ล่าสุด
ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของน้ำมันชีวภาพเอทานอล
(Biofuel Ethanol) ร่วมกับผู้แทนจากสถานทูตญี่ปุ่นและสถาบันวิจัยโนมูระ
(Nomura Research) ทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานแบบพลิกหน้ามือซึ่งนโยบายใหม่ของญี่ปุ่นในครั้งนี้สร้างความประหลาดใจแบบคิดไม่ถึงที่ญี่ปุ่นจะใช้น้ำมันชีวภาพเอทานอลเติมรถยนต์เป็นครั้งแรก(หลังจากไทยใช้มากว่า20ปี)
ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีและทำให้ผมมองเห็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ระหว่างไทยและญี่ปุ่น
จากการสนทนาล่าสุด
ผมพบว่าญี่ปุ่นกำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านทางนโยบายครั้งใหญ่ (Policy Shift) ภายใต้ยุทธศาสตร์
Green Transformation (GX) ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมทุ่มงบประมาณลงทุนกว่า
150 ล้านล้านเยนภายใน 10 ปีข้างหน้า
เพื่อเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
อย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดเป้าหมายการใช้เอทานอลในภาคขนส่งทางบกอย่างชัดเจน
โดยจะเปลี่ยนจากการใช้ ETBE มาเป็นการผสมเอทานอลโดยตรง (Direct
Blending) ในระดับ E10
ทั่วประเทศภายในปี 2030 และขยับสู่ E20 ภายในปี 2040
นอกจากนี้
ยังมีแผนบังคับใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ในสัดส่วน
10% ของน้ำมันเจ็ททั้งหมดภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็นปริมาณสูงถึง 1.72 ล้านกิโลลิตร
โดยรัฐบาลได้สนับสนุนเงินทุนกว่า 3 แสนล้านเยน เพื่อสร้างโรงงานผลิต SAF ขนาดใหญ่รองรับความต้องการนี้
นี่คือ "โอกาสทอง"
ของไทยในฐานะผู้ผลิตเอทานอลอันดับต้นของโลกที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับญี่ปุ่น
ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมานานกว่า 40 ปี
จนเรากลายเป็นฮับยานยนต์ของเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ในการลดก๊าซเรือนกระจกและรับมือกับยานยนต์ไฟฟ้า(EV)ที่ไล่ล่ายานยนต์ICE
(Internal Combustion Engine) จนหลังพิงฝา
"โอกินาวา":การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจชีวภาพ(BioEconomy)และอุตสาหกรรมชีวภาพ(BioIndustry) โอกินาวาในมุมมองของผม เหมาะสมแก่การปลูกพืชพลังงานอย่างอ้อยและมันสำปะหลังเพราะมีลักษณะทางภูมิอากาศกึ่งเขตร้อนอีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานโรงงานน้ำตาลถึง
17 แห่ง ซึ่งพร้อมจะต่อยอดสู่การเป็นฮับเอทานอลและอุตสาหกรรมชีวภาพ ปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นได้เลือกโอกินาวาเป็นพื้นที่นำร่อง
(Test-run) สำหรับโครงการ E10
ในปีงบประมาณ 2028 และยกระดับให้เป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษโอกินาวา (Okinawa
Special Economic Zone) โดยมีมาตรการดึงดูดนักลงทุนที่น่าสนใจดังนี้:
•
สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives): สามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุดถึง
40% หรือเลือกรับเครดิตภาษีจากการลงทุน 10-15% พร้อมยกเว้นภาษีท้องถิ่นเป็นเวลา 5
ปี
•
เขตปลอดอากร (Special Free Trade Zone): ยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับวัตถุดิบนำเข้าเพื่อแปรรูปและส่งออก
พร้อมลดขั้นตอนทางศุลกากรให้รวดเร็วขึ้น
•
อุตสาหกรรมเป้าหมาย: เน้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Tech), ICT, AI และศูนย์ข้อมูล
(Data Centers)
•
การสนับสนุนบุคลากร:
มีเงินอุดหนุนสำหรับการจ้างงานและอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ
(Highly Skilled Professionals)
อุตสาหกรรมอ้อยและมันสำปะหลังในโอกินาวากำลังยกระดับสู่ระบบเศรษฐกิจชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ
ตั้งแต่การนำกากอ้อย (Bagasse) มาผลิตไฟฟ้าชีวมวล
ไปจนถึงการใช้เอนไซม์ประสิทธิภาพสูงเปลี่ยนกากมันสำปะหลัง (Cassava Pulp) ให้กลายเป็นเอทานอล
นอกจากนี้ยังมีโครงการ
Ethanol-to-Jet (SAF) ของ Taiyo Oil และการพัฒนาพันธุ์อ้อยพลังงานสูง
(High-Biomass Sugarcane) เพื่อใช้ผลิตพลังงานโดยเฉพาะ
ซึ่งเป็นโมเดลที่คล้ายคลึงกับนโยบาย Set-Aside Land ในยุโรปที่ผมเคยนำเสนอเมื่อครั้งผลักดันเอทานอลในประเทศไทย
บทสรุป: หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่ ไทย-ญี่ปุ่น
ผมเชื่อมั่นว่า "โอกินาวา" จะเป็นเอทานอลบริดจ์เสมือนสะพานแห่งโอกาสที่ทำให้อุตสาหกรรมเอทานอลของไทยเชื่อมโยงกับนโยบายใหม่ของญี่ปุ่นในครั้งนี้ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาพลังงาน
แต่เป็นการรักษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายใน (ICE:
Internal Combustion Engine) ให้ดำรงอยู่ได้ควบคู่ไปกับเป้าหมายสิ่งแวดล้อมซึ่งประเทศไทยควรเรียนรู้“โอกินาวาโมเดล”เพื่อยกระดับเอทานอลสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยานยนต์ที่ใช้น้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอลเป็นการยืนบนจุดแข็งเดิมที่แข็งแกร่งแข่งขันได้ในระดับโลกทั้งยังเป็นการสร้างเศรษฐกิจในประเทศ(Domestic
Economy)และพัฒนาเขตเศรษฐกิจชีวภาพโมเดลโอกินาวาให้ยืนบนขาของตัวเองช่วยสร้างงานสร้างเงินให้กับเกษตรกรผู้ประกอบการของเราและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันโดยเฉพาะในยามที่เกิดวิกฤติพลังงานจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์






