นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัยฯ.,สภาผู้แทนราษฎรฯ.รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์บทความเรื่อง "กรุงเทพฯมหานครแห่งความเสี่ยงทั้งยุบทั้งจม" พร้อมจะย้ายเมืองหลวงหรือยัง???“ ในเฟสบุ้ควันนี้มีเนื้อหาและแนวคิดน่าสนใจดังมีข้อความดังนี้ "กรุงเทพฯมหานครแห่งความเสี่ยงทั้งยุบทั้งจม"พร้อมจะย้ายเมืองหลวงหรือยัง??? ”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง
มาตรฐานความปลอดภัยฯ.,สภาผู้แทนราษฎรฯ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate
Foundation ความเร่งด่วน: สัญญาณเตือนจากใต้พื้นผิวเมือง วิกฤตการณ์ที่คุกคามกรุงเทพฯไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่เป็นปัญหาที่สั่งสมและเร่งตัวขึ้นตามภาวะโลกร้อนทำให้กรุงเทพฯกำลังเผชิญกับวิกฤติคู่ที่อันตราย
นั่นคือ การทรุดตัวของแผ่นดิน และ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคตว่าเราควรจะ"สู้"
เพื่อรักษามหานครแห่งนี้ไว้ หรือ "ถอย" โดยการย้ายเมืองหลวง?
สถานการณ์ดินยุบตัวครั้งล่าสุดในเขตกรุงเทพฯ
และปริมณฑล เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงความอ่อนแอของฐานรากเมืองหลวงกรณีถนนสามเสน
หน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุการณ์ถนนทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ในเดือนกันยายน พ.ศ.
2568 มีสาเหตุหลักที่ถูกระบุว่าเกิดจาก ดินทรุด
ทำให้ท่อประปาแตกและเกิดโพรงใต้ดินเกิดดินไหล (Soil Loss)เข้าไปในอุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่กำลังก่อสร้างอีกเหตุการณ์หนึ่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
คือการทรุดตัวของพื้นถนนหน้าการไฟฟ้านครหลวงเขตยานนาวา ตอกย้ำว่าปัญหา โพรงใต้ดิน
และการเคลื่อนตัวของดินเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ชัดว่า
ปัญหาการทรุดตัวของกรุงเทพฯ ไม่ได้มาจากปัจจัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก
งานก่อสร้างบนดินและใต้ดินที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างดินใต้กรุงเทพฯ.โดยตรงซึ่งเป็นภัยคุกคามที่รากฐานคือชั้นดินอ่อน
ทั้งนี้จากข้อมูลทางธรณีวิทยาโดยกรมทรัพยากรธรณีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนฐานรากที่อ่อนแอโดยธรรมชาติ
นั่นคือ ชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ (Bangkok Soft Clay) ซึ่งเป็นชั้นดินบนสุดที่มีความหนาประมาณ
10-15 เมตร การทรุดตัวของแผ่นดิน (Land Subsidence) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษ
จากงานวิจัย “Ground Subsidence in Bangkok” โดย สกว.
และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรายงานว่าการสูบน้ำบาดาลเกินขีดจำกัดทำให้อัตราการทรุดตัวพุ่งสูงถึงประมาณ
7 ซม.ต่อปีและสูงสุดถึง 12 ซม.ต่อปี ในช่วงต้นทศวรรษ
1980ก่อนมีการออกกฎหมายควบคุมการสูบน้ำอย่างเข้มงวด
แม้มาตรการควบคุมการสูบน้ำบาดาลจะช่วยชะลอการทรุดตัวลงอย่างมาก
แต่อัตราการทรุดตัวในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่
ปัจจัยคู่เร่งวิกฤต:
น้ำทะเลสูงและแผ่นดินทรุด
การทรุดตัวของแผ่นดินมาพร้อมกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
(Sea-Level Rise) จากภาวะโลกร้อน กรุงเทพฯ
ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเพียงเล็กน้อยกำลังเผชิญกับวิกฤตความเสี่ยงสูง สถาบัน
McKinsey Global Institute (MGI) ระบุว่าจากการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้กรุงเทพฯเมืองหลวงของไทยเป็นเมืองที่มีความเสี่ยงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่จะถูกน้ำท่วมหนักเนื่องจากกรุงเทพมีระดับความสูงเฉลี่ย
1.5 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และแผ่นดินทรุดปีละ 2-3 ซม.
นอกจากนี้การคาดการณ์ที่อัปเดตล่าสุดของ
Climate Central คาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมรุนแรงในกรุงเทพฯและ
พื้นที่ริมชายฝั่งของประเทศไทย
และตามแนวชายฝั่งของมาเลเซียโดยคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปี 2030
ทางเลือกใหม่ตอบโจทย์อนาคตกรุงเทพฯ
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีข้อเสนอให้ย้ายเมืองหลวงซึ่งผมคิดว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าเพราะ
การย้ายเมืองหลวงเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนสูงถึง
1 ล้านล้านบาท
เทียบเคียงกับงบประมาณโครงการสร้างเมืองหลวงใหม่“นูซันตารา”แทนกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย
ความจริงมีทางเลือกอื่นๆอีกหากรัฐบาลคิดจะสู้โดยไม่ต้องย้ายเมืองหลวงได้แก่
1.การสร้างเมืองราชการดิจิตอลซิตี้(Digital
City)โดยบริหารและบริการแบบรัฐบาลดิจิตอล(Digital
Government)ด้วยการย้ายส่วนราชการออกจากกรุงเทพฯไปในพื้นที่ที่มีการคมนาคมสะดวกในรัศมีไม่เกิน
120กม. จากกรุงเทพฯ เช่น สระบุรี เพชรบุรี ราชบุรี และฉะเชิงเทรา
เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์พ้นจากพื้นที่ลุ่มต่ำและมีศักยภาพด้านคมนาคมสูง
เนื่องจากมีโครงข่ายทางหลวงสายหลัก มิเตอร์เวย์ รถไฟรางคู่รวมทั้งรถไฟความเร็วสูง
รถไฟฟ้าเชื่อมกรุงเทพฯกับเมืองใหม่และสนามบิน(ในอนาคต)อำนวยความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางสู่เมืองราชการใหม่เพื่อลดความแออัดของประชากร
ลดน้ำหนักกดทับฐานดินกรุงเทพฯ. และช่วยกระจายความเจริญ
ซึ่งมีตัวอย่างการแยกศูนย์ราชการในต่างประเทศเช่นออสเตรเลียสร้างกรุงแคนเบอร์ราให้เป็นเมืองราชการโดยเฉพาะห่างจากซิดนีย์
160 กม.ขณะที่ มาเลเซีย ย้ายส่วนราชการจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังเมือง“ปุตราจายา”
2.การสร้างเมืองเศรษฐกิจและเมืองเทคโนโลยีเป็นเมืองใหม่เช่นจีนสร้างศูนย์เศรษฐกิจใหม่โดยกระจายศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเซี่ยงไฮ้สู่เขตพัฒนาเศรษฐกิจผู่ตง
(Pudong) จากทุ่งนาให้กลายเป็น ศูนย์กลางทางการเงิน
และนวัตกรรมระดับโลกภายใน 30 ปี ซึ่งช่วยลดความหนาแน่นและสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ตามโมเดลเขตเศรษฐกิจ“เซิ่นเจิ้น”
3.การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมถาวรขนาดเมกะโปรเจค
(MegaProject) ที่มีประสิทธิภาพป้องกันกรุงเทพฯ และปริมณฑล
เช่น การสร้างเขื่อนริมอ่าวตัวก.(Protection Dyke) เช่นกรณีอังกฤษและเนเธอแลนด์และการขุด
“เจ้าพระยา2” ฝั่งซ้ายจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปออกแม่น้ำบางประกงหรือฝั่งขวาออกอ่าวไทยเช่นในอดีตที่มีการขุดคลองภาษีเจริญคลองดำเนินสะดวกและคลองแสนแสบควบคู่กับการสร้างระบบระบายน้ำใต้ดินเช่นกรณีของกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์
แนวทางเหล่านี้ต้องการการตัดสินใจโดยเร็วเพื่อรักษากรุงเทพฯ ไว้ในฐานะมหานครแห่งประวัติศาสตร์
ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์พร้อมกับสร้างความเจริญที่กระจายตัวไปยังภูมิภาคอื่น
ๆ ได้อย่างมีอนาคต
คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่าภายในปี 2100 ระดับน้ำทะเลอาจสูงกว่าปัจจุบันถึง 1.1 เมตร และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใด ๆ ก็ตามจะไม่สามารถหยุดยั้งผลกระทบในระยะสั้นและระยะกลางของปรากฏการณ์นี้ได้ งานวิจัยของ Nature Communications คาดการณ์ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ต่ำและชายฝั่ง อาจเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมถาวร (Inundation) ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ 2100 กรุงเทพฯกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะจมน้ำในอนาคต เนื่องจากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและดินทรุดตัว พื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ อาจจมอยู่ใต้น้ำ และจะประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่รุนแรงและยาวนานขึ้น ปัญหาดังกล่าวเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน การทรุดตัวของแผ่นดิน การระบายน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการลดลงของพื้นที่สีเขียว
องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(OECD) ระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไปประชากร 5
ล้านคนจาก 10.7 ล้านคนในกรุงเทพ
มหานครอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมโดยคาดว่าพื้นที่หนึ่งในสามของเมืองหลวงของไทยอาจจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมดภายใน
พ.ศ. 2593 และส่งผลให้ประชาชนเกือบ 11 ล้านคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ สัญญาณเตือนภัยชัดเจนถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องคิดใหญ่ทำใหม่คิกออฟนโยบายและเริ่มก้าวแรกในช่วงเวลา4
เดือนที่ยังบริหารประเทศ
อย่าปล่อยให้กรุงเทพฯเป็นมหานครแห่งความเสี่ยงทั้งเมืองเสี่ยงและประชาชนเสี่ยงจากวิกฤตคู่ทำให้กรุงเทพยุบและกรุงเทพจมดังเช่นที่เป็นอยู่ในวันนี้และตลอดไป.



