นายจุลพันธ์
อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงโครงการแจกเงินดิจิทัล
10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตว่า รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชน
และร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ในไตรมาส 3
แต่จะไม่ได้ใช้แอปพลิเคชั่นทางรัฐในการลงทะเบียน
จะทำระบบอื่นเพื่อใช้ในการลงทะเบียนขึ้นมา ซึ่งแอปพลิเคชั่นทางรัฐ
มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมต่อลักษณะ Open Loop เปิดให้ Wallet
ของธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเชื่อต่อระบบกันได้
เพื่อเปิดทางเลือกให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้น รับเงินได้ง่ายขึ้น
ส่วนกลุ่มคนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ
หรือสมาร์ทโฟน ยังจะได้มีโอกาสได้รับเงินดิจิทัล 10,000 บาทหรือไม่นั้น
นายจุลพันธ์ ระบุ
ว่าจะมีการพัฒนาระบบให้มีช่องทางในการลงทะเบียนในกลุ่มคนไม่มีโทรศัพท์มือถือแน่นอน
นายพรชัย ฐีระเวช
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า
ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบหลักการโครงการเติมเงิน 10,000
บาท ผ่าน ดิจิทัลวอลเล็ต แล้ว โดยคณะกรรมการนโยบายฯ
มีนโยบายที่จะให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ภายในไตรมาสที่ 3
ของปี 2567 และเริ่มใช้จ่ายภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567
ผู้มีสิทธิ์ได้เงินดิจิทัล
10,000 บาท ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต
- ประชาชนที่มีที่อยู่ในทะเบียนบ้าน
- มีสัญชาติไทย
- อายุเกิน 16 ปี ณ
เดือนที่มีการลงทะเบียน
- ไม่เป็นผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน
840,000 บาทต่อปีภาษี
- มีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจรวมกันไม่เกิน
500,000 บาท
พ.ศ. 2568 จำนวนประมาณ 152,700 ล้านบาท
2. การดำเนินโครงการผ่านหน่วยงานของรัฐ
จำนวนประมาณ 172,300 ล้านบาท
3. การบริหารจัดการเงินงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ
พ.ศ. 2567 จำนวนประมาณ 175,000 ล้านบาท
เงื่อนไขการใช้จ่ายเงินดิจิทัล
10,000 บาท
ระหว่างประชาชนกับร้านค้า:
ใช้จ่ายเชิงพื้นที่ในระดับอำเภอ (878 อำเภอ) การชำระเงินต้องเป็นแบบพบหน้า (Face
to Face) กำหนดให้ใช้จ่ายกับร้านค้าขนาดเล็กที่รวมถึงร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก
ระหว่างร้านค้ากับร้านค้า:
ร้านค้าที่จะรับการใช้จ่ายจากประชาชนต้องเป็นร้านค้าขนาดเล็ก
รวมถึงร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กโดยไม่รวมห้างสรรพสินค้า
ห้างค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ส่วนร้านค้าที่สามารถรับการใช้จ่ายจากร้านค้า
ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเชิงพื้นที่และขนาดร้านค้า
เงินดิจิทัล
10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เข้าแอปพลิเคชั่นไหน?
พัฒนาและดำเนินการระบบ อาทิ
การจัดทำเว็บไซต์ ระบบลงทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติประชาชนและร้านค้า
ระบบการใช้จ่าย ระบบการชำระเงิน ระบบตรวจสอบธุรกรรม
โดยพัฒนาให้สามารถใช้จ่ายได้กับธนาคารอื่น ๆ ในลักษณะ Open
Loop ด้วย ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สามารถพิจารณากำหนด Negative
List เพิ่มเติมได้ โดยการใช้จ่ายตามโครงการฯ ไม่รวมถึงบริการ
ทางด้านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศๆไทย
(ธปท.) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้ทำหนังสือถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ลงวันที่ 22 เมษายน 2567 เพื่อเสนอเป็นความเห็นประกอบการพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรี
(ครม.) วันที่ 23 เม.ย.2567 ที่มีความยาว 5 หน้า ระบุว่า
ด้วยโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เป็นโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ
ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ใช้งบประมาณจำนวนมาก และก่อให้เกิดภาระผูกพันต่อรัฐบาลในระยะยาว
เพื่อให้ ครม.ได้รับข้อมูลและความเห็นที่ครบถ้วนประกอบการพิจารณานโยบายสำคัญนี้ ธปท.จึงขอเสนอความเห็น
และข้อสังเกตสำคัญที่ได้เคยแจ้งต่อคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท
ผ่าน Digital Wallet และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน
10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet รวมถึง ข้อห่วงใยอื่น ดังนี้
1.ความจำเป็นในการดำเนินโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต
10,000 บาท และผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
1.1
ควรทำโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ในขอบเขตที่ครอบคลุมเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย
ที่ต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น (targeted) เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ
ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ อย่างมีประสิทธิผลคุ้มค่า และใช้งบประมาณลดลง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
เช่น กลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 15 ล้านคน
ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที และใช้งบประมาณ 150,000 ล้านบาท เนื่องจากคนกลุ่มรายได้น้อยมีสัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อบริโภคสูงกว่ากลุ่ม
รายได้อื่น และมักซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า
และควรพิจารณาดำเนินโครงการแบบแบ่งเป็นระยะ (phasing) เพื่อลดผลกระทบต่อเสถียรภาพการคลังด้วยเสียงค้าน
ธปท.ไม่เป็นผล \'เปิด 4 ข้อกังวล\' ครม.ไม่ควรอนุมัติ
\'เงินดิจิทัล\'ทั้งนี้
ความจำเป็นที่จะกระตุ้นการบริโภคในวงกว้างมีไม่มาก โดยในปี 2566
การบริโภคภาคเอกชนของไทยขยายตัวได้ที่ร้อยละ 7.1 เทียบกับค่าเฉลี่ยช่วงปี 2553 -
2565 ที่ขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 3 ต่อปี
1.2 โครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต
10,000 บาท ก่อให้เกิดภาระทางการคลังจำนวนมากในระยะยาว
และหากไม่สามารถรักษาเสถียรภาพภาระหนี้ภาครัฐได้
จะเพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น เกณฑ์การประเมินของ
Moody's ได้กำหนดอัตราส่วนภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้ของประเทศในกลุ่ม
Baal (Rating ของไทยในปัจจุบัน) ไว้ว่าไม่ควรเกินร้อยละ 11โดยโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต
10,000 บาท จะทำให้อัตราส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มสูงกว่าเกณฑ์นี้ ในปี 2568 หากไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ
จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมภาครัฐและภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้น
รวมถึงอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภาพรวม
1.3 การดำเนินโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต
10,000 บาท
ที่ใช้วงเงินงบประมาณมูลค่าสูงทำให้ความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังอื่นของรัฐบาลลดลง
และมีความเสี่ยงที่จะมีงบประมาณไม่เพียงพอรองรับในภาวะฉุกเฉิน การเพิ่มวงเงินกู้ปีงบประมาณ
2568 จนเกือบเต็มกรอบที่กฎหมายกำหนด ทำให้เหลือวงเงินกู้ได้อีกราว 5,000 ล้านบาท
เทียบกับวงเงินคงเหลือเฉลี่ยในปีก่อน ๆ ที่มากกว่า 100,000 ล้านบาท
1.4
รัฐบาลควรพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการนำงบประมาณ 500,000 ล้านบาท
ไปใช้ลงทุนในโครงการที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ตัวอย่างการใช้งบประมาณที่ผ่านมา ได้แก่
-
โครงการพัฒนาบุคลากรการแพทย์ (ใช้วงเงิน เฉลี่ย 3.8 ล้านบาทต่อตำแหน่ง)
จะสามารถสร้างบุคลากรการแพทย์ได้กว่า 130,000 ตำแหน่ง
-
โครงการ เรียนฟรี 15 ปี สำหรับนักเรียนทั่วประเทศ (83,000 ล้านบาทต่อปี)
จะสามารถสนับสนุนได้นานถึง 6 ปี
-
โครงการรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม - ชุมพร (40,000 ล้านบาทต่อสาย) จะพัฒนาได้กว่า 10
สาย
-
โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (190,000 ล้านบาทต่อสาย) จะพัฒนาได้กว่า 2 สาย
2.
แหล่งเงินสำหรับดำเนินโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
ตามที่กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณเสนอวงเงินดำเนินโครงการรวม
500,000 ล้านบาท ซึ่งมีที่มาจากงบประมาณรายจ่ายต่างปีและต่างประเภท
และอีกส่วนหนึ่งจะมาจากการมอบหมาย
ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินโครงการโดยรัฐบาลจะรับภาระชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้
ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 การใช้เงินงบประมาณจากแหล่ง
ต่าง ๆ จะต้องมีความสอดคล้องกับกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนคำนึงถึงความเสี่ยง ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน
2.1
สิทธิการใช้จ่ายภายใต้โครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
จะต้องไม่ขัดแย้งกับการควบคุมระบบเงินตรา โดยมูลค่าสิทธิใช้จ่ายที่รัฐบาลกำหนดขึ้น
จะต้องมีงบประมาณรองรับเต็มจำนวน (fully earmarked) และมีแหล่งที่มาของเงินที่เจาะจงชัดเจนในวันเริ่มโครงการ
โดยหากรัฐบาลยังไม่สามารถ earmark งบประมาณเต็มมูลค่าสิทธิรวมในวันเริ่มโครงการด้วยเหตุใด
ๆ เช่น ไม่สามารถนำเงินงบประมาณส่วนใดมาใช้ได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
หรือมีความล่าช้าในการพิจารณาอนุมัติ
จะมีผลให้การกำหนดสิทธิใช้จ่ายในส่วนที่ไม่มีงบประมาณรองรับเป็นการสร้างวัตถุหรือเครื่องหมายแทนเงินตรา
ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501
2.2
การให้ ธ.ก.ส. ร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกร
ควรมีความชัดเจนทางกฎหมายว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้หน้าที่และอำนาจ
และอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของ ธ.ก.ส. ตามมาตรา 9 และมาตรา 10
แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509
ประกอบกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้
จะต้องกำหนดกลไกการเติมเงินให้เกษตรกรแยกส่วนจากการเติมเงินให้ประชาชนทั่วไปอย่างชัดเจน
ทั้งอาจต้องจำกัดขอบเขตการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ ธ.ก.ส. ด้วย
เพื่อไม่ให้เกิดการใช้งบประมาณผิดประเภท ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความถูกต้อง
และรอบคอบ จึงเสนอให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงการคลังหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน
ดังเช่นที่ได้เคยหารือในประเด็นกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารออมสิน ตามมาตรา 7
แห่งพระราชบัญญัติ ธนาคารออมสิน พ.ศ. 2489 แล้ว
ธปท.
ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลความเสี่ยงและฐานะของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
มีข้อกังวลว่า การที่รัฐบาลจะมอบหมายให้ ธ.ก.ส.
สนับสนุนโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โดยยังมีภาระหนี้คงค้างกับ
ธ.ก.ส. ถึงประมาณ 800,000 ล้านบาท อาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความเสี่ยง
ต่อฐานะการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินการตามพันธกิจ
และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงิน จึงควรมีแนวทางชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ให้แก่
ธ.ก.ส. พร้อมทั้ง รับฟังความเห็นของคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ก่อนด้วย
3.
ผู้พัฒนาและดำเนินการระบบสำหรับโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
ด้วยระบบสำหรับโครงการ DW มีความซับซ้อนและต้องรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก
จึงต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ มีความเสถียร และมีความมั่นคงปลอดภัยเพียงพอ
เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ธปท.
ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลเสถียรภาพระบบการชำระเงินของ ประเทศ
มีข้อห่วงใยในการพัฒนาและดำเนินการระบบ ดังนี้
3.1
ควรใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ระบบพร้อมเพย์ และ
Thai QR Payment เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ลดต้นทุนในการพัฒนาระบบ
และใช้ประโยชน์สูงสุด จากโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่มีอยู่
3.2 ด้วยเงื่อนไขของการใช้สิทธิที่มีความซับซ้อนในหลายมิติ
รวมทั้งการที่ระบบจะมี ลักษณะเป็นระบบเปิด (Open-loop) ที่ต้องเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการที่หลากหลาย
จึงควรต้องกำหนดโครงสร้าง และสถาปัตยกรรมของระบบที่ชัดเจน
ตลอดจนวางแผนการพัฒนาและทดสอบที่รัดกุมครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ
อันจะกระทบต่อเสถียรภาพระบบการชำระเงินของประเทศ ทั้งนี้
ควรคำนึงถึงมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของระบบและข้อมูล
ความถูกต้องเชื่อถือได้ของระบบงานและ ข้อมูลความต่อเนื่องของการให้บริการ
การจัดการการเข้าถึงข้อมูลธุรกรรม และการป้องกันภัยไซเบอร์ที่เข้มงวด
รวมทั้งมีกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานตามระดับความเสี่ยงของภาคการเงินด้วย
3.3 ผู้พัฒนาระบบ (Developer)
ต้องมีความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาระบบการชำระเงินเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะการพัฒนาระบบที่เป็น Open-loop เพื่อให้ระบบสอดคล้องกับมาตรฐานข้างต้นและดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่จำกัด
ทั้งนี้ ตัวอย่างที่ผ่านมา
ทีมงานของธนาคารพาณิชย์ต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบการชำระเงินเป็นจำนวนมากและใช้เวลาในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่า
1 ปี
3.4 ผู้ดำเนินการระบบ (Operator)
ต้องสามารถดูแลระบบที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่อง
ไม่หยุดชะงัก และสามารถดูแลแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
เพื่อไม่ให้การใช้จ่ายของประชาชนมีความติดขัด
หรือเกิดการใช้จ่ายที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องมีการยกเลิกธุรกรรมและเรียกคืนสิทธิจากประชาชนและร้านค้าจำนวนมาก
และในกรณีที่มีการโจมตีทางไซเบอร์หรือมีการรั่วไหลของข้อมูลธุรกรรมหรือข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องสามารถหยุดยั้งและแก้ไขเหตุได้อย่างทันท่วงที
4.
การบริหารจัดการความเสี่ยงต่อการรั่วไหลหรือทุจริต
หน่วยงานที่รับผิดชอบควรกำหนดกลไกลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลหรือทุจริต
ในขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะประเด็นที่ปัญหาพึงคาดหมายได้ตั้งแต่เริ่มแรก เช่น
แนวทางการตรวจสอบรายได้และทรัพย์สินของผู้เข้าร่วมโครงการให้เป็นไปตามคุณสมบัติที่กำหนด
การป้องกันการลงทะเบียนเป็นร้านค้าปลอม
การกำหนดประเภทและขนาดของร้านค้าเพื่อรองรับเงื่อนไขการใช้จ่าย
ประเภทสินค้าต้องห้ามและมาตรการป้องกันในการห้ามไม่ให้มีการซื้อสินค้าดังกล่าวที่มีประสิทธิภาพ
การตรวจสอบว่ามีการซื้อขายสินค้าจริง
และป้องกันไม่ให้มีการขายลดสิทธิ์ (discount)
ด้วยเหตุผลและข้อสังเกตข้างต้น ธปท.
จึงมีความเห็นว่า การพิจารณากรอบหลักการและ รายละเอียดต่าง ๆ
ของโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
ซึ่งเป็นโครงการที่มีรายละเอียดการดำเนินการซับซ้อนใช้งบประมาณจำนวนมาก
ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาระการคลังของประเทศในระยะยาว
และมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลหรือทุจริตในขั้นตอนต่าง ๆ
ควรดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง (Due Care) และมีกระบวนการที่ถูกต้องรัดกุม (Due
Process) อย่างเต็มที่
ดังนั้น เพื่อให้การให้ความเห็นชอบในกรอบหลักการโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท มีความรอบคอบครบถ้วน จึงเสนอให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมทั้งจัดทำแนวทางหรือมาตรการแก้ไขประเด็นปัญหาหรือความเสี่ยงต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมด้วย ก่อนที่ครม. จะพิจารณาให้ความเห็นชอบในกรอบหลักการของโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ต่อไป นอกจากนี้ การจัดสรรวงเงินจากงบประมาณปี 2567 ทำให้งบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นลดลงจนอาจไม่เพียงพอรองรับ
กรณีฉุกเฉิน
โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์การเมืองโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงและภาวะภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงมากขึ้น





