”มิสเตอร์เอทานอล“ผู้นำ“คำพ่อสอน”สร้างจุดเปลี่ยนพลังงาน
“เอทานอล-แก๊สโซฮอลล์”“….ศาสตร์พระราชามิเคยล้าสมัย
แต่กลับเป็นเสมือนเข็มทิศนำทางที่มีคุณค่ายิ่งในระดับสากล…”Kristalina
Georgieva IMF“…เมื่อไทยผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียว
เราสามารถเป็นศูนย์กลางแห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งต่อคุณค่าอันลึกซึ้งของศาสตร์พระราชาสู่ชาวโลกได้อย่างภาคภูมิ…”อลงกรณ์
FKII
ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับมรสุมรอบด้าน
ทั้งภาวะหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง อัตราดอกเบี้ยที่ตึงตัว
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนคลื่นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
(AI) ที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานมหาศาล
การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก
(World Bank) ซึ่งมีผู้นำเศรษฐกิจและผู้แทนจากกว่า 190 ประเทศเข้าร่วม
จึงเป็นเวทีที่ทั้งโลกต่างจับตามองเพื่อแสวงหาทางออกร่วมกัน
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สร้างความประทับใจและสะกดสายตาผู้เข้าร่วมประชุมทั่วโลก
คือช่วงท้ายของการกล่าวสุนทรพจน์โดย นางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina
Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ที่ได้สร้าง "ฉากจบอันยิ่งใหญ่"
ด้วยการอัญเชิญพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ขึ้นแสดงบนจอภาพขนาดใหญ่
ความว่า: "Benefits and positive outcomes do not arise on their own.
Rather, they must be gradually cultivated, accumulated, and strengthened over
time."
("ประโยชน์และความสำเร็จอันดีงาม
มิได้เกิดขึ้นโดยลำพัง หากต้องค่อย ๆ ปลูกฝัง สั่งสม
และเสริมสร้างให้มั่นคงขึ้นตามลำดับ")
ผู้บริหาร IMF ได้เน้นย้ำต่อหน้าผู้นำเศรษฐกิจทั่วโลกว่า
แนวคิดดังกล่าวคือหัวใจสำคัญในการฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน
การแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยไม่อาจนำพาโลกไปสู่ความยั่งยืนได้
หากแต่ต้องอาศัยความเพียรพยายาม ความต่อเนื่อง
และการร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากอย่างแท้จริง
พระบรมราโชวาทและศาสตร์พระราชาไม่เคยล้าสมัย
แต่กลับเป็นเสมือนเข็มทิศนำทางที่มีคุณค่ายิ่งในระดับสากล
นอกจากมิติทางความคิดและนโยบายแล้ว
นางคริสตาลินายังได้ให้เกียรติประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพอย่างสง่างาม
ด้วยการสวมใส่ชุดผ้าไหมไทยสีสันงดงามพร้อมยกมือไหว้ทักทาย ซึ่งสะท้อนถึงความผูกพัน
ความเคารพ และความชื่นชมต่อศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างสุดซึ้ง ในฐานะประธานสถาบันเอฟเคไอ
ผมขอแสดงความชื่นชมและยกย่องในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของการจัดการประชุมครั้งนี้
ความร่วมมือร่วมใจของรัฐบาลไทย หน่วยงานทุกภาคีภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนคนไทยทุกคน ที่ร่วมกันทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพที่ดีด้วยรอยยิ้มและการต้อนรับที่อบอุ่น
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศบนเวทีระหว่างประเทศ
แต่ยังตอกย้ำให้เห็นว่า เมื่อไทยผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียว
เราสามารถเป็นศูนย์กลางแห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งต่อคุณค่าอันลึกซึ้งของศาสตร์พระราชาสู่ชาวโลกได้อย่างภาคภูมิ.
หมายเหตุ;เกี่ยวกับผู้เขียน 3
ทศวรรษแห่งการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา
1.ในหลวงกับ”เอทานอล-แก๊สโซฮอลล์“ นายอลงกรณ์ พลบุตร
เลขานุการนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานโครงการเอทานอลนำคำสอนและงานของพ่อในวังสวนจิตรลดาไปขับเคลื่อนระดับนโยบายประเทศก่อนนำเสนอเมื่อ19 ก.ย.2543 ต่อ”ครม.สมัยฯพณฯพณฯ.ชวน
หลีกภัย“เห็นชอบให้ผลิตเอทานอลจากผลิตผลเกษตรเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอลล์“จำหน่ายทุกปั้มทั่วประเทศ
2.”ในหลวงกับรางวัลIPโลก” นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานคณะกก.บริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ
และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์น้อมนำพระราชดำริเรื่องความคิดสร้างสรรค์และคุณค่าเศรษฐกิจแห่งภูมิปัญญายกระดับสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับโลก
นำมาซึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552 ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวลนายอลงกรณ์นำ ดร.ฟรานซิส เกอร์รี (Dr.
Francis Gurry) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO
- World Intellectual Property Organization) เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ
ถวาย“รางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา (WIPO Global Leaders Award) ”นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้บทบาทของประเทศไทยด้านการคุ้มครองส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้รับยกย่องอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ
3.
“เกษตรทฤษฎีใหม่และศาสตร์พระราชา” นายอลงกรณ์
พลบุตรที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ควบประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งชาติ
(ปี 2562 – 2566 )มีบทบาทหลักในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาด้านเกษตรทฤษฎีใหม่
มาต่อยอดด้วยกลไกเชิงนโยบาย จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม( AIC)
77 จังหวัด
และจัดตั้งคณะกก.เกษตรกรรมยั่งยืนทุกตำบลทั่วประเทศเพื่อเปลี่ยนผ่านเกษตรยังชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืนและเกษตรมูลค่าสูงที่มีความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจโลก





