นายอลงกรณ์
พลบุตร "มิสเตอร์เอทานอล" ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.นำเสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทยตอนที2
วันนี้โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ “รายงานปฏิรูปประเทศไทย (ตอนที่ 2) “ยุทธศาสตร์ใหม่ประเทศไทย:ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต” โดย:
นายอลงกรณ์ พลบุตร
"มิสเตอร์เอทานอล" ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว
ใครเมท อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนหนึ่ง
รากฐานห่วงโซ่พลังงานชีวภาพและภาคเกษตรกรรม
"ความแกร่งของภาคเกษตรกรรม"
เป็นฐานวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biofuels) โดยปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตสะสมของเชื้อเพลิงชีวภาพรวมกว่า
17.28 ล้านลิตรต่อวัน
ควบคู่ไปกับฐานพลังงานชีวมวลที่แข็งแกร่ง ดังนี้
1.เอทานอล (Ethanol) – แชมป์ความมั่นคงทางวัตถุดิบและการผลิต
ปัจจุบันมีโรงงานเอทานอลที่เปิดดำเนินการรวม 28
โรงงาน มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมสูงถึง 7.02
ล้านลิตรต่อวัน ขับเคลื่อนด้วยวัตถุดิบหลักในประเทศอย่างมันสำปะหลังและกากน้ำตาล (Molasses)เป็นหลักและควรมุ่งสู่การยกระดับมูลค่าอุตสาหกรรม
BioindustryและอุตสาหกรรมBioenergy เช่น
Ethanol Fuelcellเครื่องยนต์ยุคใหม่ Alcohol-to-Jet
(ATJ) เพื่อกลั่นเป็นน้ำมันเครื่องบินยั่งยืน (SAF)
คาดการณ์ศักยภาพในการป้อนวัตถุดิบจะช่วยดันกำลังการผลิต SAF จากฐานเอทานอลให้ขยายตัวได้มากกว่าร้อยละ
15 ต่อปี ตอบโจทย์ความต้องการเคมีภัณฑ์ชีวภาพโลก
2.ไบโอดีเซล (Biodiesel) และ
HVO (Hydrotreated Vegetable Oil)
โครงสร้างอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทย
(B100) มีผู้เปิดดำเนินการ 16
ราย กำลังการผลิตติดตั้งรวมสูงถึง 10.26 ล้านลิตรต่อวัน
โดยมีความได้เปรียบจากห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันที่ติดอันดับ Top 3
ของโลก ก้าวต่อไปคือการทรานส์ฟอร์มไปสู่เทคโนโลยีน้ำมันดีเซลชีวภาพขั้นสูง หรือ HVO
ซึ่งมีคุณสมบัติทางเคมีเทียบเท่าน้ำมันดีเซลฟอสซิล 100%
แต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึงร้อยละ 80-90
โดยวางเป้าหมายระยะแรกในการตั้งฐานโรงกลั่น HVO เชิงพาณิชย์ให้มีกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า
1 ล้านลิตรต่อวัน
เพื่อรองรับภาคการขนส่งหนักข้ามแดน (Cross-border Logistics) และเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่
3.ก๊าซชีวภาพและไบโอมีเทน (Biogas
& Biomethane)
การแปรรูปของเสียจากอุตสาหกรรมเกษตร
(น้ำเสียจากโรงงานแป้งมัน ลำสับปะรด และมูลสัตว์) ผ่านกระบวนการยกระดับคุณภาพ (Upgrading)
เป็นก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) เพื่อส่งเข้าสู่ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติหลัก
(Grid Injection) ของประเทศ ช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular
Economy) ในภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
4.พลังงานชีวมวล (Biomass) และชีวมวลอัดเม็ด
(Wood Pellets)
การส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าขยะในระบบรวมกันมากกว่า
1,700 เมกะวัตต์
พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมการส่งออกชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellets) ป้อนตลาดเอเชีย
(ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้)
ภายใต้การเตรียมความพร้อมรองรับกฎระเบียบมาตรฐานระดับโลกอย่าง EUDR (กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของยุโรป)
ก้าวใหม่ยานยนต์แห่งอนาคต ระบบกักเก็บพลังงาน
และโลจิสติกส์สีเขียว
การเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต
ผูกพันอย่างแนบแน่นกับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประเทศไทยเป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค
1. "Detroit of Asia"ขยับรับคลื่น
EV
ไตรมาสแรกของปี
2026
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างมั่นคง สิ่งที่น่าสนใจคือ
พอร์ตการผลิตเกือบร้อยละ 67 เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก
สะท้อนการเป็นฐานที่มั่นระดับโลก
ขนานไปกับยอดผลิตรถจักรยานยนต์ในไตรมาสแรกที่พุ่งสูงถึง 635,887
คัน โดยมีกำลังการผลิตรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 - 2.4
แสนคัน การเติบโตของยานยนต์เหล่านี้ทำให้ภาพ "Detroit of Asia" ยานยนต์-จักรยานยนต์ไทยหวนคืนมาในขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฮบริด
(HEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นตัวเร่งการใช้โครงข่ายไฟฟ้าสะอาดระดับเมกะวัตต์
2. จุดเปลี่ยนเสถียรภาพพลังงาน:
ระบบกักเก็บพลังงานแบบวาเนเดียม (Vanadium Redox Flow Battery - VRFB)
เพื่อให้แผน
PDP 2026 ที่บรรจุพลังงานหมุนเวียนสูงถึงร้อยละ 70
ประสบความสำเร็จ ประเทศไทยกำลังก้าวข้ามข้อจำกัดของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบเดิม
ด้วยการส่งเสริมการลงทุนใน
"ระบบกักเก็บพลังงานแบบวาเนเดียมเรดอกซ์โฟลว์" (VRFB) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ระดับโครงข่าย
(Utility-scale Energy Storage) ที่มีจุดเด่นสำคัญเมื่อเทียบกับระบบกักเก็บพลังงานทั่วไป
ดังนี้
2.1 ความปลอดภัยระดับสูงสุด มีคุณสมบัติไม่ติดไฟ
(Non-flammable 100%)
2.2 อายุการใช้งานยาวนาน
(Long Lifespan) รองรับรอบการชาร์จและจ่ายไฟ (Cycles) ได้มากกว่า
15,000 ถึง 20,000
รอบ หรือคิดเป็นอายุการใช้งานยาวนานกว่า 20 ปี
โดยไม่มีปัญหาประสิทธิภาพเสื่อมถอยต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมที่เริ่มเสื่อมสภาพหลังผ่านไป
3,000-5,000 รอบ
2.3 เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ภาคพลังงานของไทยควรตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนเพื่อติดตั้งระบบ
VRFB ในสถานีไฟฟ้าย่อยและเขตนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวทั่วประเทศเพื่อทำหน้าที่เป็น
"เขื่อนกักเก็บไฟฟ้าดิจิทัล" สร้างความมั่นคง (Grid Stability) ให้กับโครงข่ายไฟฟ้า
ยุทธศาสตร์การคมนาคมไร้คาร์บอนของไทยควรเร่งขับเคลื่อนอย่างมุ่งมั่นผ่านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนใน
2 Gateways ลอจิสติกส์หลักของประเทศ
1.ทางอากาศ
(สนามบิน Eco-Airport) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.
(AOT) พลิกโฉมสู่สนามบินคาร์บอนต่ำ
โดยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เต็มรูปแบบ การลดมลพิษในเขตการบิน (Airside
Decarbonization) และเป้าหมายการใช้น้ำมันเครื่องบินยั่งยืน (SAF)
ที่เริ่มต้นผสมที่ร้อยละ 1 หรือคิดเป็นปริมาณ 2.5 - 3
แสนลิตรต่อวัน
2.ทางทะเล
(Green Marine Bunkering Hub) เมกะโปรเจกต์ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3
(1.1 แสนล้านบาท) ขยายศักยภาพสู่ 18
ล้าน TEU (หน่วยนับตู้คอนเทนเนอร์ 20
ฟุต) ต่อปี และท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 (5.5 หมื่นล้านบาท)
สามารถพัฒนาสู่การเปลี่ยนผ่านคลังน้ำมันความจุรวมกว่า 8,000
ล้านลิตร ให้กลายเป็นสถานีบริการ "กรีนแอมโมเนีย" (Green
Ammonia) และเมทานอลสีเขียวเป็นเชื้อเพลิงหลักแห่งอนาคตของกองเรือพาณิชย์โลก
ดันไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางเติมเชื้อเพลิงสะอาดของอาเซียน
พลังงานแห่งอนาคต:การบูรณาการระบบนิเวศ (Ecosystem
Integration)
พลังงานแห่งอนาคตของประเทศไทยไม่ได้แยกส่วนกันทำงานแบบเอกเทศ
แต่ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงเป็น "โครงข่ายระบบนิเวศ" (Ecosystem) ที่เกื้อกูลกันตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ
กลางน้ำ ไปจนถึงฐานการผลิตชีวภาพ ซึ่งสามารถอธิบายการบูรณาการได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดังนี้
1.โครงข่ายพลังงานต้นน้ำและไฮโดรเจนสีเขียว
(Upstream & Green Hydrogen) จุดเริ่มต้นของระบบนิเวศมาจากกระแสไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตจากทรัพยากรหมุนเวียนหลัก
พลังงานไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะถูกจ่ายตรงผ่านกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct
PPA) เพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างโครงการบิ๊กดาต้าแสนล้านของ
TikTok และ Green Data Center รายใหญ่อื่น
ๆ โดยมีระบบกักเก็บพลังงานแบบวาเนเดียม (VRFB) ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพแรงดันไฟฟ้าตลอด
24 ชั่วโมง
และกระแสไฟส่วนเกินจะถูกจ่ายเข้าสู่เครื่องแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Electrolyzer) เพื่อผลิต
"ไฮโดรเจนสีเขียว"
โมเลกุลตั้งต้นที่สำคัญที่สุดในการปฏิวัติพลังงานยุคใหม่
2.เชื้อเพลิงสังเคราะห์ขั้นสูงระดับกลางน้ำ
(Midstream & E-Fuels) เมื่อได้ไฮโดรเจนสีเขียวเป็นฐานตั้งต้นแล้ว
ระบบนิเวศจะแตกแขนงออกไปสู่การสังเคราะห์เชื้อเพลิงขั้นสูงใน 3
เส้นทางหลัก ได้แก่
1. การนำไฮโดรเจนสีเขียวไปผสานกับไนโตรเจนจากอากาศ
เพื่อสังเคราะห์เป็น "กรีนแอมโมเนีย" (Green Ammonia) สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในโรงไฟฟ้าและเรือสินค้าขนาดใหญ่
รวมถึงเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีคาร์บอนต่ำ
2. การนำไปรวมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพที่ได้จากโรงงานไบโอก๊าซและโรงไฟฟ้าชีวมวล
เพื่อสังเคราะห์เป็น "เมทานอลสีเขียว" (Green Methanol) ป้อนสายการเดินเรือพาณิชย์สากล
3. การนำไฮโดรเจนสีเขียวไปจับคู่กับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับจากชั้นบรรยากาศโดยตรง
เพื่อผลิต "เชื้อเพลิงอากาศยานสังเคราะห์" (E-Fuels) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงสุดสำหรับการบินไร้คาร์บอน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy
Recommendations)
1. การบริหารจัดการพลังงานชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนร่วมกัน
(Unified Bio-Energy & RE Management) รัฐบาลควรจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อบริหารจัดการพืชพลังงาน
ทรัพยากรชีวมวล และพลังงานหมุนเวียนกระแสหลักแบบเบ็ดเสร็จ (Single Pool)
2. เร่งรัดกฎหมายD-PPA/TPAและระบบกักเก็บพลังงาน เร่งประกาศหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง
(Direct PPA) เปิดเสรีสายส่งไฟฟ้าให้กับบุคคลที่สาม (TPA)
พร้อมออกกรอบมาตรฐานและมาตรการอุดหนุนการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานระดับโครงข่าย
โดยเฉพาะเทคโนโลยีวาเนเดียมโฟลว์ (VRFB) เพื่อรองรับโครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวที่มีเสถียรภาพสูงสุด
3. การปลดล็อก
"กรีนไฟแนนซ์" (Green Finance) เพื่อระบบกักเก็บพลังงานวาเนเดียม กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) ควรเร่งขับเคลื่อนกลไกการเงินสีเขียว (Green Financial Instruments)
โดยการออก "พันธบัตรสีเขียว" (Green Bond) หรือซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ
(Soft Loans) วงเงินเป้าหมายเฟสแรก 10,000
ล้านบาท ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานแบบวาเนเดียม (VRFB)
โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยี Deep Tech ที่ใช้เงินลงทุนสูงในระยะแรก
การมีเครื่องมือทางภาษีและการเงินที่เอื้อต่อการทำ Carbon Credit จะช่วยดึงดูดสถาบันการเงินและกองทุน
ESG ระดับโลกให้เข้ามาร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทย
ลดความเสี่ยงทางการเงินและเร่งให้เกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้เร็วขึ้น
4. สิทธิประโยชน์จูงใจ
Deep Tech สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ควรกำหนดแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ทางภาษีขั้นสูงสุด
แก่กลุ่มผู้ลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต อาทิ โรงกลั่น HVO, โรงงานผลิตน้ำมัน
SAF, โครงสร้างพื้นฐานและคลังจัดเก็บกรีนแอมโมเนีย,
โรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียว, อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอล-ไบโอดีเซล-ไบโอแก๊ส-ไบโอแมส,อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงสังเคราะห์ขั้นสูง,
รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตระบบกักเก็บพลังงานประสิทธิภาพสูง
บทสรุป
วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอาจสร้างความสั่นคลอนต่อระบบพลังงานฟอสซิลแบบดั้งเดิม
แต่สำหรับประเทศไทย นี่คือจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่จะนำ
"ความแกร่งของภาคเกษตรกรรม ทรัพยากรหมุนเวียนที่หลากหลายทั้ง แสงแดด ลม น้ำ
ความร้อนใต้พิภพ โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่ง ยานยนต์ ท่าเรือ
และท่าอากาศยานระดับโลก" มาผสานกับ "เทคโนโลยีพลังงานยุคใหม่" การปรับตัวผ่านร่างแผน
PDP 2026 ที่มุ่งสู่พลังงานสะอาดร้อยละ 70
ความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพที่มีเอทานอลและไบโอดีเซลเป็นกระดูกสันหลัง
การก้าวล้ำไปสู่เทคโนโลยีกรีนแอมโมเนียและระบบกักเก็บพลังงานแบบวาเนเดียม ตลอดจนการปักหมุดลงทุนระดับแสนล้านของ
TikTok และ กลุ่ม Hyperscalers ยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีอีกต่อไป
แต่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น
"ผู้กำหนดทิศทางพลังงานสะอาด“ที่ทั่วโลกมั่นใจ
ประการสำคัญคือ เป็นการวางยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศไทยด้วยแนวทางยืนบนขาตัวเองด้วยศักยภาพและทรัพยากรของเราสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคตและหมุดหมายหลักของการลงทุนในศตวรรษที่
21 อย่างแท้จริง.”


