นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII
Institute)นำเสนอบทความพิเศษกรณีผลกระทบจากการที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีตอบโต้ประเทศไทย12.5%ล่าสุดพร้อมเสนอแนวทางพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างศักยภาพใหม่การส่งออกของไทยด้วยุทธศาสตร์
“3วงแหวน5ประตู”และ
การค้าข้ามพรมแดนเป็นกลยุทธ์สำคัญ โดยมีเนื้อหาสาระ ที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้
โจทย์ใหม่การส่งออกไทย:
พลิกวิกฤตภาษีสหรัฐฯ 12.5% สู่ยุทธศาสตร์ "3 วงแหวน 5 ประตู" และ การค้าข้ามพรมแดน (Cross-Border E-Commerce) โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ
(FKII Institute) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
บทนำ: ความพยายามที่ไม่ไร้ผล และโอกาสกลางวิกฤต
จากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
(USTR) ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุดบังคับใช้ภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ
โดยจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากอัตรา MFN อีก 12.5% กับประเทศไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน
โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 (ตามเวลาสหรัฐฯ) นั้น
ในนามของสถาบันเอฟเคไอไอ
ขอ แสดงความชมเชยและให้กำลังใจทีมพาณิชย์และรัฐบาลไทย
ที่ได้ทุ่มเทเจรจาทางการค้าอย่างหนักตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
แม้ผลลัพธ์ในภาพรวมเรายังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 12.5% เท่ากับเวียดนาม
แต่ผลงานที่ประจักษ์ชัดและต้องบันทึกไว้คือ ความสำเร็จในการผลักดันให้สหรัฐฯ
ยินยอมยกเว้นภาษี 12.5% ให้แก่สินค้าส่งออกของไทยมากถึง 2,120 รายการ
คิดเป็นมูลค่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ สินค้าแชมเปี้ยนและสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมหลักของไทยที่ได้รับการยกเว้นภาษีอย่างครอบคลุม
ได้แก่ 1) วงจรรวม
(IC) 2) หน่วยเก็บข้อมูล
(HDD) 3) ชิ้นส่วนอากาศยาน
4) ยางธรรมชาติ
5) ยางแผ่น/ยางแท่ง
6) แป้งมันสำปะหลัง
7) สับปะรดสดและแปรรูป
8) ผลไม้สดและแห้ง
9) มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว
และ 10) น้ำตาลจากอ้อย
การยกเว้นภาษีในรายการสินค้าหลักทั้ง
10
กลุ่มนี้
นับเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่รัฐบาลสร้างไว้ให้กับภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรมของไทย
อย่างไรก็ตาม การทำงานเพื่อชาติต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
สำหรับสินค้าอีกเกือบครึ่งหนึ่งที่ยังคงต้องเผชิญอัตราภาษี 12.5%
รัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องจับมือกันนำข้อเสนอแนะใหม่ๆ ไปพิจารณาปรับกลยุทธ์
เพื่อเป็นเข็มทิศทิศทางเดียวกันทั้งหน่วยงานในประเทศ ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ
และภาคเอกชนผู้ปฏิบัติการ
1. วิเคราะห์สมรภูมิการค้า: ไทยและเวียดนามยืนในจุดเดียวกัน
ข้อมูลทางการล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ไทยและเวียดนามถูกจัดเก็บภาษี 12.5% เท่ากัน
จึงหมดข้อกังวลเรื่องการเสียเปรียบเชิงภาษีให้แก่เวียดนาม ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ
ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมหลักยังคงมีสัดส่วนราว 17.2% ของการส่งออกไทยรวม
(สถิติช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัว 17.6% มูลค่าส่งออกรวมกว่า 196,741 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ความท้าทายจริงในระยะยาวจึงตกอยู่กับกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับการยกเว้น
เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมบางประเภท
ซึ่งคาดว่าอาจกระทบมูลค่าส่งออกไทยปี 2569 ราว 1,800 – 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 – 8.4 หมื่นล้านบาท)
หากไม่มีการยกระดับมาตรฐานแรงงานบังคับและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
เพื่อขอลดอัตราภาษีลงเหลือ
10%
หรือต่ำกว่านั้น ในการทบทวนรอบถัดไป
สถาบันเอฟเคไอไอ
ขอเสนอแนวทางเชิงโครงสร้างและตัวเลขยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้
เพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนแปรไปสู่การปฏิบัติอย่างแม่นยำ ดังนี้:
(1) ยุทธศาสตร์เชิงการทูตพาณิชย์และการเจรจารายรหัส (Trade
Diplomacy & Traceability)
1.1 ขยายผลจาก 2,120 รายการ: ใช้ประโยชน์จากกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น
ถูกเรียกเก็บภาษี 12.5% ทั้ง 10 กลุ่มหลักข้างต้น เร่งอัดฉีดการส่งออกและขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ
ทันที
1.2ตั้ งทีมพิเศษแก้โจทย์แรงงาน:
เร่งสร้างระบบ Digital Traceability ตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อการันตีว่าไร้แรงงานบังคับ
ใช้เป็นข้อต่อรองกับ USTR ในการขอปรับลดภาษีกลุ่มที่เหลือลงสู่ 10% หรือต่ำกว่านั้น
(2) ยุทธศาสตร์ "3 วงแหวน 5 ประตู" (Three Rings & Five Gateways)
เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง
รัฐบาลควรรื้อฟื้นและยกระดับยุทธศาสตร์การค้าข้ามแดน โลจิสติกส์เชิงพื้นที่
และเป้าหมายเชิงตัวเลขอย่างเป็นรูปธรรม
2.1 ยุทธศาสตร์ 3 วงแหวนการค้า (Three Trade
Rings):
วงแหวนที่ 1
(ตลาดอาเซียน):
ตลาดใกล้มือซึ่งมีสัดส่วนราวยอดส่งออกไทยกว่า 23.5% (มูลค่าเฉลี่ยปีละกว่า 65,000–70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
เร่งกระชับความร่วมมือ ATIGA และการค้าชายแดนเพื่อขยายตัวต่อเนื่อง
วงแหวนที่ 2 ตลาดอาเซียน +6): ใช้ประโยชน์จาก RCEP ครอบคลุมสัดส่วนกว่า 55% ของการส่งออกไทยรวม โดยเฉพาะตลาดจีน
(มูลค่ากว่า 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
และอินเดีย(FTAเฉพาะ) ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและเติบโตเกิน 15% YoY
วงแหวนที่ 3 (ตลาดใหม่ & ขยายมูลค่าในตลาดดั้งเดิม): ตลาดดั้งเดิม: เพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออกในตลาดหลักอย่าง สหรัฐฯ
(เป้าหมาย 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สหภาพยุโรป (EU27) และสหราชอาณาจักร
ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง (New
High-Potential Markets): รุกตลาดตะวันออกกลาง (GCC ขยายตัว 19.3%), ลาตินอเมริกา (ขยายตัว 26.8%), เอเชียใต้/อินเดีย (ขยายตัว 9.2%)
และทวีปแอฟริกา
เพื่อทดแทนการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง
2.2 ยุทธศาสตร์ 5 ประตูการค้าและโลจิสติกส์ (Five
Gateways):
ประตูภาคเหนือ:
เชื่อมโยงการค้าข้ามแดนสู่จีนตอนใต้และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)
ประตูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ใช้ประโยชน์จากรถไฟไทย-ลาว-จีน
ขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมสู่จีน เอเซียกลาง และยุโรป
ประตูภาคใต้: ขยายการค้าข้ามแดนสู่มาเลเซีย
อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ
และกลุ่มประเทศแปซิฟิกใต้โดยเฉพาะออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ประตูภาคตะวันตก: เปิดประตูสู่เมียนมา
เอเซียใต้ตะวันออกกลางและแอฟริกา
ประตูภาคตะวันออก: ชูศักยภาพ EEC และท่าเรือแหลมฉบังเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ส่งออกทางทะเล
(3) เร่งส่งเสริมการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามแดนเชิงรุก (Cross-Border
E-Commerce: CBEC)
นี่คือ "ทางลัด (Shortcut)"
ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าได้อย่างรวดเร็วและจับต้องได้ที่สุด
รัฐบาลต้องเร่งจับมือกับแพลตฟอร์มการค้าระดับโลก (เช่น Amazon, eBay), ระดับภูมิภาค (Shopee, Lazada) และระดับประเทศในตลาดเป้าหมาย (เช่น Tmall,
JD.com ในจีน
หรือแพลตฟอร์มท้องถิ่นใน GCC และอินเดีย) โดยจัดตั้ง "Thai Pavilion" เป็นโครงการยุทธศาสตร์
ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าส่งออกผ่านช่องทาง CBEC ให้เติบโต 20% – 30% ต่อปี เพื่อช่วยให้ SME ไทยส่งออกตรงสู่ผู้บริโภคทั่วโลกได้โดยไม่ต้องผ่านกำแพงภาษีค้าปลีกแบบเดิม
(4) ปฏิรูปสู่ Bio-Economy และ AI-Driven Manufacturing
4.1 เปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตพื้นฐาน (OEM) ไปสู่สินค้าเทคโนโลยีชีวภาพมูลค่าสูง (Bio-based)
และชิ้นส่วน AI/Data
Center ซึ่งมีอัตรากำไรสูงเกิน
20% – 35%
ดูดซับภาระภาษีได้สบาย
4.2 สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้โรงงานนำ Automation และAiมาใช้ ลดต้นทุนการผลิตลงอย่างน้อย 15% ชดเชยภาระภาษีข้ามแดน
บทสรุป: ก้าวต่อไปด้วยเอกภาพและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
วิกฤตภาษีสหรัฐฯ 12.5%
ครั้งนี้
ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็น "ตัวเร่งปฏิกิริยา"
ให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับโครงสร้างการค้า
หากรัฐบาลนำบทเรียนและความสำเร็จจากการปกป้องสินค้าสำคัญ 2,120 รายการ มาผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์ "3
วงแหวน 5 ประตู" การเจาะตลาดใหม่ และการรุก
"อีคอมเมิร์ซข้ามแดน (CBEC)" เชื่อมั่นว่าภาคการส่งออกไทยจะสามารถขับเคลื่อนมูลค่าการส่งออกรวมให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก.





