นายอลงกรณ์
พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.และที่ปรึกษาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
(สภาเอสเอ็มอี) เปิดเผยวันนี้ภายหลังการประชุมใหญ่ประจำปี 2569
ซึ่งมีมติเอกฉันท์ให้คุณสุปรีย์ ทองเพชร
ดำรงตำแหน่งประธานสภาเอสเอ็มอีต่ออีกสมัยว่า ตนสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
หรือ พ.ร.บ.สภาเอสเอ็มอี .อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นกฎหมายรองรับสถานะนิติบุคคลของสภาเอสเอ็มอีที่จะมีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมโครงสร้างและระบบการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมกว่า3ล้านกิจการซึ่งจะสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข็มแข็งยิ่งขึ้นและมีเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นกว่า
300,000 ล้านบาทต่อปี
อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ยังแสดงความชื่นชมสภาเอสเอ็มอีที่มุ่งมั่นผลักดันร่างกฎหมายที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำธุรกิจผ่าน
4 จุดเด่น:
1. Shattering
Litigation Barriers: ทำลายกำแพงทางกฎหมายด้วยอำนาจการฟ้องคดีแบบกลุ่ม
(Class Action) โดยสภาเอสเอ็มอีจะเป็นผู้ฟ้องแทนสมาชิก
แก้ไขสถิติการชนะคดีต่อทุนใหญ่ที่ปัจจุบันเกือบเป็น 0%
2. Unlocking
Liquidity: การกำหนด Credit Term 45 วัน จะสร้างสภาพคล่องคืนสู่ระบบทันที 250,000 ล้านบาทต่อปี
ลดช่องว่างเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำอย่างสิงคโปร์ที่อยู่ที่ 29 วัน
3. Definition
Revolution: เปลี่ยนนิยามใหม่ให้ครอบคลุมธุรกิจสมัยใหม่
เช่น Startup
และ Green SMEs โดยใช้เกณฑ์ "หรือ" แทน "และ"
เพื่อไม่ให้ใครตกหล่นจากสิทธิการช่วยเหลือ
4. Market
Guarantee: การันตีสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
30% ให้กับ SME ที่แท้จริง (Independent SMEs)
“ผมและทีมที่ปรึกษาสภาเอสเอ็มอี.
ที่เข้าร่วมประชุม เช่น นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานกิตติมศักดิ์สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยนายไชยวัฒน์ รศ.ดร.เอกพร
รักความสุข ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และ ดร.โรจนศักดิ
แสงธศิริวิไล นายกสมาคมเครือข่ายผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนนานาชาติ ได้ร่วมประชุมครั้งนี้
และที่ประชุมขอเรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ครม. สภาผู้แทนฯ
วุฒิสภาและทุกพรรคการเมืองสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้”
ด้านนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาเอสเอ็มอี
กล่าวขอบคุณทีมที่ปรึกษาที่จะขับเคลื่อนร่างพรบ.สภาเอสเอ็มอี.นำโดย นายอลงกรณ์
พลบุตร รศ.ดร.เอกพร รักความสุข ซึ่งจะเข้ามาดูแลการประสานงานกับ
34
หน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันกฎหมายฉบับนี้รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคเพื่อลดภาระและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ
SMEs ตามแนวทางของ OECD พร้อมย้ำว่าสภาเอสเอ็มอีอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อผู้ประกอบการ
10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. ต่อสภานิติบัญญัติในฐานะกฎหมายภาคประชาชน
โดยคาดว่าจะยื่นได้ภายในไตรมาส 3 ปีนี้
ทั้งนี้ สภาเอสเอ็มอีขอเชิญชวนภาคีเครือข่ายร่วมลงชื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. และติดตามความคืบหน้าได้ทาง FB: Thai SMEs Council และ Line OA: Thai SMEs Council “นายสุปรีย์ กล่าว








