ฟังแล้วดูดี...แต่ความจริงที่ Westerveld พบกลับกลายเป็นว่าโรงแรมแห่งนั้นกำลังก่อสร้างขยายพื้นที่อย่างมโหฬารซึ่งทำลายแนวปะการังเสียเอง! ป้ายรณรงค์เรื่องผ้าขนหนูนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงกุศโลบายเพื่อ "ลดต้นทุนค่าซักรีด" ของโรงแรมเท่านั้น
Westerveld จึงบัญญัติศัพท์คำว่า "Greenwashing" ขึ้นมาในบทความของเขา เพื่อนิยามการกระทำที่องค์กรสร้างภาพลักษณ์ว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่เนื้อในกลับไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์จริง หรือทำเพียงเปลือกนอกเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจคำถาม คือ แล้วทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้? (Why it matters?) จากเรื่องผ้าขนหนูในวันนั้น... วันนี้ Greenwashing กลายร่างเป็นปิศาจทางการเงินระดับล้านล้านดอลลาร์ เมื่อโลกประกาศเป้าหมาย Net Zero เม็ดเงินลงทุนมหาศาลไหลเข้าสู่กองทุน Green Bonds และโครงการ ESG แล้วถ้าเงินเหล่านั้นถูก "ฟอกเขียว" ไหลไปสู่โครงการที่ไม่ลดคาร์บอนจริง...ผลเสียจะเกิด 2 เด้ง กล่าวคือ
หนึ่ง...เสียเงินเปล่า
เพราะทรัพยากรถูกใช้ไปผิดที่
สอง...เสียเวลาเพราะโลกเราร้อนขึ้นทุกนาที
เราไม่มีเวลามาหลอกตัวเองว่ากำลังช่วยโลก ทั้งที่จริง ๆ เรากำลังย่ำอยู่กับที่
นี่คือเหตุผลที่ ศาลบัญชีแห่งยุโรป (European
Court of Auditors หรือ ECA) ซึ่งเปรียบเสมือน
"ผู้พิทักษ์กระเป๋าเงิน" ของสหภาพยุโรป
ต้องกระโดดเข้ามาเล่นเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ยุโรปทุ่มงบประมาณกว่า 30%
ของกองทุนฟื้นฟู (NextGenerationEU) ไปกับโครงการสีเขียว...ECA จึงต้องเข้ามาตรวจโดยตั้งคำถามตรวจสอบตรงไปตรงมา แต่ตอบยากที่สุดว่า: "เงินยูโรที่จ่ายไป
แลกมาด้วยการลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงกี่ตัน?"
ECA ไม่ได้ตรวจแค่ใบเสร็จว่าเงินครบไหม
แต่ตรวจเพื่อพิสูจน์ว่า "ป้ายสีเขียวที่แปะหน้าโครงการ คือ
เนื้อแท้หรือแค่สีทาบ้าน" เพราะหากปล่อยให้ Greenwashing ระบาด ความศรัทธาต่อนโยบาย EU Green Deal จะพังทลายลงทันที
คำถามต่อมา คือ ECA ตรวจแล้วอยากเห็นอะไรเปลี่ยน?
(The Desired Change)
รายงานล่าสุดของ ECA สะท้อนชัดเจนว่า สิ่งที่พวกเขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมี 3 เรื่องใหญ่
ได้แก่
ก. Scientific Evidence...เลิกใช้คำโฆษณาชวนเชื่อ แต่ต้องมี "หลักฐานทางวิทยาศาสตร์" มายืนยันผลลัพธ์ (Outcome-based)
ข. Common
Language...ต้องมีมาตรฐานกลาง (Taxonomy) ที่ชัดเจน
ไม่ใช่ใครอยากนิยามว่าตัวเองเขียวก็ทำได้
ค. Lifecycle
Thinking...ต้องมองผลกระทบตลอดวงจรชีวิต
ไม่ใช่แค่สร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์แล้วจบ
แต่ต้องดูด้วยว่าแผงโซลาร์นั้นผลิตมาอย่างสะอาดและกำจัดซากได้จริงหรือไม่
ECA ตั้งคำถามต่อไปว่าตรวจเรื่องนี้ประชาชนและประเทศชาติได้อะไร? สุดท้ายแล้วรายงานตรวจสอบเรื่อง Greenwashing นี้
ประชาชนชาวยุโรปได้อะไร?
หนึ่ง...ภาษีทุกบาทของประชาชนจะถูกใช้ไปเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนจริงๆ
ไม่ใช่ละลายแม่น้ำไปกับการสร้างภาพ...ภาษาที่เราคุ้นเคย คือ ความคุ้มค่า
สอง...สิทธิผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนไม่ถูกหลอกซื้อสินค้าหรือลงทุนในกองทุนปลอม
ๆ
สาม...อนาคตที่ยั่งยืน
เพราะเมื่อเรากำจัด "ของปลอม" ออกไปได้ ทรัพยากรและเงินทุนย่อมไหลไปสู่
"ของจริง"
ที่ช่วยลดอุณหภูมิโลกและรักษาคุณภาพชีวิตให้ลูกหลานเราได้จริงครับ
การเปิดเผยเรื่อง Greenwashing
ไม่ใช่การจับผิด แต่คือ การคืนความจริงให้สังคม
เพื่อให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงบนพื้นฐานของความยั่งยืนที่แท้จริงครับ
บทความโดย ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์ 13 กุมภาพันธ์ 2569
➡️ผู้สนใจโปรดดู
https://www.eca.europa.eu/en/news/NEWS-SR-2024-14?utm_source=chatgpt.com
