หน้าเว็บ

Greenwashing...เมื่อผู้ตรวจสอบต้องมาตรวจโครงการ 'รักษ์โลก'


          โลกยุคปัจจุบันที่ทุกผลิตภัณฑ์และทุกโครงการต่างแข่งกันติดป้าย "สีเขียว" (Green) จนเราแทบแยกไม่ออกว่าอันไหนคือของจริง อันไหนคือการสร้างภาพ ผู้เขียนอยากชวนทุกท่านย้อนกลับไปทำความเข้าใจคำคำหนึ่งที่กำลังกัดกินความเชื่อมั่นของโลกใบนี้ นั่นคือคำว่า "Greenwashing" หรือ "การฟอกเขียว" ย้อนกลับไปในปี 1986 หรือเมื่อ 40 ปีก่อน... Jay Westerveld นักสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกันเดินทางไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเกาะฟิจิ... เขาเห็นป้ายในห้องน้ำที่เขียนเชิญชวนให้แขก "ใช้ผ้าขนหนูซ้ำ" เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและปกป้องแนวปะการัง

            ฟังแล้วดูดี...แต่ความจริงที่ Westerveld พบกลับกลายเป็นว่าโรงแรมแห่งนั้นกำลังก่อสร้างขยายพื้นที่อย่างมโหฬารซึ่งทำลายแนวปะการังเสียเอง! ป้ายรณรงค์เรื่องผ้าขนหนูนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงกุศโลบายเพื่อ "ลดต้นทุนค่าซักรีด" ของโรงแรมเท่านั้น

         Westerveld จึงบัญญัติศัพท์คำว่า "Greenwashing" ขึ้นมาในบทความของเขา เพื่อนิยามการกระทำที่องค์กรสร้างภาพลักษณ์ว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่เนื้อในกลับไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์จริง หรือทำเพียงเปลือกนอกเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจคำถาม คือ แล้วทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้? (Why it matters?) จากเรื่องผ้าขนหนูในวันนั้น... วันนี้ Greenwashing กลายร่างเป็นปิศาจทางการเงินระดับล้านล้านดอลลาร์ เมื่อโลกประกาศเป้าหมาย Net Zero เม็ดเงินลงทุนมหาศาลไหลเข้าสู่กองทุน Green Bonds และโครงการ ESG แล้วถ้าเงินเหล่านั้นถูก "ฟอกเขียว" ไหลไปสู่โครงการที่ไม่ลดคาร์บอนจริง...ผลเสียจะเกิด 2 เด้ง กล่าวคือ

            หนึ่ง...เสียเงินเปล่า เพราะทรัพยากรถูกใช้ไปผิดที่

            สอง...เสียเวลาเพราะโลกเราร้อนขึ้นทุกนาที เราไม่มีเวลามาหลอกตัวเองว่ากำลังช่วยโลก ทั้งที่จริง ๆ เรากำลังย่ำอยู่กับที่

            นี่คือเหตุผลที่ ศาลบัญชีแห่งยุโรป (European Court of Auditors หรือ ECA) ซึ่งเปรียบเสมือน "ผู้พิทักษ์กระเป๋าเงิน" ของสหภาพยุโรป ต้องกระโดดเข้ามาเล่นเรื่องนี้อย่างจริงจัง

            ยุโรปทุ่มงบประมาณกว่า 30% ของกองทุนฟื้นฟู (NextGenerationEU) ไปกับโครงการสีเขียว...ECA จึงต้องเข้ามาตรวจโดยตั้งคำถามตรวจสอบตรงไปตรงมา แต่ตอบยากที่สุดว่า: "เงินยูโรที่จ่ายไป แลกมาด้วยการลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงกี่ตัน?"

            ECA ไม่ได้ตรวจแค่ใบเสร็จว่าเงินครบไหม แต่ตรวจเพื่อพิสูจน์ว่า "ป้ายสีเขียวที่แปะหน้าโครงการ คือ เนื้อแท้หรือแค่สีทาบ้าน" เพราะหากปล่อยให้ Greenwashing ระบาด ความศรัทธาต่อนโยบาย EU Green Deal จะพังทลายลงทันที คำถามต่อมา คือ ECA ตรวจแล้วอยากเห็นอะไรเปลี่ยน? (The Desired Change)

            รายงานล่าสุดของ ECA สะท้อนชัดเจนว่า สิ่งที่พวกเขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมี 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่

             ก. Scientific Evidence...เลิกใช้คำโฆษณาชวนเชื่อ แต่ต้องมี "หลักฐานทางวิทยาศาสตร์" มายืนยันผลลัพธ์ (Outcome-based)

            ข. Common Language...ต้องมีมาตรฐานกลาง (Taxonomy) ที่ชัดเจน ไม่ใช่ใครอยากนิยามว่าตัวเองเขียวก็ทำได้

            ค. Lifecycle Thinking...ต้องมองผลกระทบตลอดวงจรชีวิต ไม่ใช่แค่สร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์แล้วจบ แต่ต้องดูด้วยว่าแผงโซลาร์นั้นผลิตมาอย่างสะอาดและกำจัดซากได้จริงหรือไม่

            ECA ตั้งคำถามต่อไปว่าตรวจเรื่องนี้ประชาชนและประเทศชาติได้อะไร? สุดท้ายแล้วรายงานตรวจสอบเรื่อง Greenwashing นี้ ประชาชนชาวยุโรปได้อะไร?

            หนึ่ง...ภาษีทุกบาทของประชาชนจะถูกใช้ไปเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนจริงๆ ไม่ใช่ละลายแม่น้ำไปกับการสร้างภาพ...ภาษาที่เราคุ้นเคย คือ ความคุ้มค่า

            สอง...สิทธิผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนไม่ถูกหลอกซื้อสินค้าหรือลงทุนในกองทุนปลอม ๆ

            สาม...อนาคตที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเรากำจัด "ของปลอม" ออกไปได้ ทรัพยากรและเงินทุนย่อมไหลไปสู่ "ของจริง" ที่ช่วยลดอุณหภูมิโลกและรักษาคุณภาพชีวิตให้ลูกหลานเราได้จริงครับ

            การเปิดเผยเรื่อง Greenwashing ไม่ใช่การจับผิด แต่คือ การคืนความจริงให้สังคม เพื่อให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงบนพื้นฐานของความยั่งยืนที่แท้จริงครับ

 บทความโดย ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์ 13 กุมภาพันธ์ 2569

➡️ผู้สนใจโปรดดู

https://www.theguardian.com/sustainable-business/2016/aug/20/greenwashing-environmentalism-lies-companies?utm_source=chatgpt.com

https://www.eca.europa.eu/en/news/NEWS-SR-2024-14?utm_source=chatgpt.com