นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรัฐมนตรีและส.ส.6สมัย ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เขียนเฟสบุ้ควันนี้ เปิดเผยบันทึกผลงานสำคัญ 27 เรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลระหว่างปี พ.ศ. 2535ถึงปัจจุบัน
นายอลงกรณ์กล่าวว่า 27
ผลงานสำคัญนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่าประชาธิปัตย์คิดและทำครบทุกมิติ
ตั้งแต่เศรษฐกิจมหภาคไปจนถึงคุณภาพชีวิตคนรากหญ้าในฐานะ“ผู้กอบกู้วิกฤตชาติ“สู่“ผู้พัฒนาศักยภาพประเทศ”ซึ่งมีเนื้อหาดังบทความต่อไปนี้ “27ผลงานประชาธิปัตย์จาก
“ผู้กอบกู้วิกฤตชาติ”สู่“ผู้พัฒนาศักยภาพประเทศ” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรัฐมนตรีและส.ส.6สมัย ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ
พรรคประชาธิปัตย์
27
มกราคม 2569 สิ่งหนึ่งที่มักถูกหลงลืมไปในหน้าประวัติศาสตร์คือ
"รากฐาน" ที่ค้ำจุนสังคมไทยในปัจจุบันมาจากไหน ? เมื่อค้นคว้าข้อมูลเชิงสถิติและหลักฐานทางประวัติศาสตร์
จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า โครงสร้างหลักของประเทศตั้งแต่เสาเข็มรถไฟฟ้า ถนน4เลน มหาวิทยาลัยภูมิภาค
น้ำมันแก๊สโซฮอลล์สวัสดิการเด็กแรกเกิด
จนถึงองค์กรจัดการก๊าซเรือนกระจกล้วนมีจุดกำเนิดมาจากวิสัยทัศน์นโยบายและผลงานของพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้โดยสรุปเฉพาะผลงานสำคัญ
27
เรื่องระหว่างปี พ.ศ. 2535ถึงปัจจุบันของพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล
หมวดที่ 1 “ผู้กอบกู้วิกฤตชาติ” ภาพจำชัดเจนที่สุดคือการเป็น"มือแก้เศรษฐกิจ"ยามประเทศเผชิญวิกฤต
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) ยืนยันถึงผลงานการกู้วิกฤตครั้งใหญ่ 2 ครั้ง:
1. วิกฤตต้มยำกุ้ง (2540): รัฐบาลชวน หลีกภัย 2
เข้ามารับหน้าที่ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศแทบเป็นศูนย์ ใช้วินัยการคลังและ
"มาตรการมิยาซาวา" (วงเงิน 53,000 ล้านบาท) กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
ส่งผลให้ GDP ไทยที่เคยดิ่งเหวต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ -10.1% (ปี 2541) ดีดตัวกลับมาเป็นบวก +4.2% ได้ในปี 2542
2.วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤติเศรษฐกิจโลก
(2551): รัฐบาลอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ ใช้แผนปฏิบัติการ "ไทยเข้มแข็ง 2555" เม็ดเงินกว่า 3.5 แสนล้านบาท และโครงการเช็คช่วยชาติ
พลิกตัวเลขเศรษฐกิจจาก -2.3% (ปี 2552) ทะยานสู่ +7.5% (ปี 2553) ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ
2 ”ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน“ สิ่งที่ประชาธิปัตย์ทำไม่ใช่ประชานิยมฉาบฉวย
แต่คือการสร้าง“โครงสร้างและระบบ"
ที่ยังคงทำงานรับใช้ประชาชนมาจนถึงทุกวันนี้:ปฏิวัติการขนส่งมวลชนระบบราง: น้อยคนจะจำได้ว่า
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2535 สมัยรัฐบาลชวน 1 เพื่อวางรากฐานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน
(หัวลำโพง-บางซื่อ) ก่อนจะมาขยายผลในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ (สายสีม่วง, น้ำเงินส่วนต่อขยาย, สีเขียว)
เปลี่ยนโฉมหน้าระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑลเป็นครั้งแรก 4.ถนน 4 เลน รถไฟ4รางทางคู่ ทั่วประเทศ: (ยุคชวน) เปลี่ยนถนนสายหลักและทางรถไฟทั่วไทยเป็น
4
ช่องจราจรและ4รางทางคู่ ปฏิวัติโลจิสติกส์และลดอุบัติเหตุ 5.จัดตั้ง กระทรวงแรงงาน :
การยกระดับกรมแรงงานขึ้นเป็นกระทรวงในสมัยรัฐบาลชวน 1 ปี2536ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการดูแลผู้ใช้แรงงานกว่า
38
ล้านคน นำไปสู่การออก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่เป็นมาตรฐานสากล 6.จัดตั้งTGO : รัฐบาลอภิสิทธิ์มองการณ์ไกลเรื่องภาวะโลกร้อน
(Global Warming) ก่อนจะเป็นกระแสหลักในปัจจุบัน โดยจัดตั้ง
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เพื่อเตรียมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในเวทีการค้าโลกปัจจุบัน
หมวดที่ 3 ”สร้างคนลงทุนทรัพยากรมนุษย์ (Human
Capital)“: กระจายโอกาสสู่
"ภูธร"(ด้านศึกษาและสาธารณสุข) จุดเด่นที่สุดคือการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการศึกษาและสาธารณสุข
โดยมีตัวเลขผู้ได้รับประโยชน์หลายล้านคน: 7.เรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ: (ยุคอภิสิทธิ์)
สวัสดิการค่าเล่าเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาล-ม.ปลาย ลดภาระผู้ปกครอง 12 ล้านคน 8.นมโรงเรียนและอาหารกลางวัน: (ยุคชวน 1) ริเริ่มให้เด็กดื่มนมฟรี
อาหารกลางวันโรงเรียน แก้ทุพโภชนาการ สร้างเด็กไทยเติบโตแข็งแรงสูงสมส่วน 9.กองทุน กยศ.: จากจุดเริ่มต้นสมัยรัฐบาลชวน
ข้อมูลจากกองทุนฯ (ณ ปี 2567) ระบุว่าได้สร้างโอกาสให้เด็กไทยกว่า 6.8 ล้านราย เข้าถึงการศึกษาระดับสูง
ด้วยวงเงินหมุนเวียนกว่า 7 แสนล้านบาท 10.มหาวิทยาลัยสู่ภูมิภาค: จัดตั้ง
ม.วลัยลักษณ์ (นครศรีธรรมราช) และ ม.แม่ฟ้าหลวง (เชียงราย) ฯลฯรวมถึงการจัดตั้ง
โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่ง ทั่วประเทศ
คือการกระจายศูนย์กลางความรู้จากกรุงเทพฯ สู่หัวเมืองใหญ่อย่างแท้จริง
พร้อมกับการริเริ่มนโยบายอาชีวะสร้างชาติ:
ขยายวิทยาลัยการอาชีพและวิทยาลัยสารพัดช่างลงสู่ระดับอำเภอ 11.จัดตั้ง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI)
ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์
เพื่อรับรองสมรรถนะคนทำงานด้วยฝีมือ ไม่ใช่แค่ใบปริญญา 12.สาธารณสุขใกล้บ้าน
:การยกระดับสถานีอนามัยเป็น "โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)"
ทั่วประเทศเกือบ 10,000 แห่ง 13.สร้างกองทัพ อสม. ริเริ่มให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการแก่อสม. กว่า 1.05 ล้านคน
เป็นครั้วซึ่งเป็นการวางแนวป้องกันโรคที่เข้มแข็งที่สุด
ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีคุณค่าคุณประโยชน์อย่างยิ่งในช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19ที่ผ่านมา 14.สวัสดิการกลุ่มเปราะบาง
(เบี้ยผู้สูงอายุ และคนพิการ): เปลี่ยนสงเคราะห์เป็น "สิทธิ"
ให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า และออกกฎหมายส่งเสริมอาชีพคนพิการ 15.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นโดยยกฐานะสภาตำบลทั่วประเทศขึ้นเป็น“องค์การบริหารส่วนตำบล”(อบต.)ถือเป็นการปฏิรูปการปกครองด้วยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นครั้งใหญ่ที่สุด
หมวดที่ 4 “เศรษฐกิจสร้างสรรค์-พลังงานสะอาดและปฏิรูปเกษตร”
16.เศรษฐกิจสร้างสรรค์
(Creative Economy): ริเริ่มนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติวางโครงสร้างก่อตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์(CEA
:Creative Economy Agency)และกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาวัฒนธรรมเทคโนโลยีและภูมิปัญญาไทยเป็นมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจและสังคม
17.เชื้อเพลิงชีวภาพ“เอทานอล”:
จากโครงการพระราชดำริสู่การปฏิบัติจริงในสมัยรัฐบาลชวน 2 นายอลงกรณ์ พลบุตร
ในฐานะประธานโครงการเอทานอล ผลักดันจนเกิดแก๊สโซฮอล์ E10, E20, E85 ปัจจุบันไทยมีโรงงานผลิตเอทานอลกว่า 27 แห่ง
ช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อยและมันสำปะหลัง
และลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้ปีละหลายหมื่นล้านบาท 18.ประกันรายได้เกษตรกร:
โครงการประกันรายได้ฯ ในยุคประชาธิปัตย์ (อภิสิทธิ์-จุรินทร์) ครอบคลุมเกษตรกรกว่า
8
ล้านครัวเรือน วงเงินหมุนเวียนกว่า 3 แสนล้านบาท
เป็นกลไกแทรกแซงตลาดเดียวที่ไม่บิดเบือนกลไกราคา (ต่างจากจำนำข้าว)
และเงินถึงมือเกษตรกรโดยตรง 100% ผ่าน ธ.ก.ส. 19.ปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01): (ยุคชวน)
มอบเอกสารสิทธิ์ให้เกษตรกรทำกินถูกต้องกว่าแสนราย ลดความเหลื่อมล้ำ 20,ธนาคารที่ดินและโฉนดชุมชน:
(ยุคอภิสิทธิ์) รับรองสิทธิชุมชนจัดการที่ดินร่วมกัน แก้ปัญหาความขัดแย้งรัฐ-ราษฎร
หมวดที่ 5 ”พาณิชย์ทันสมัยและบริการดิจิทัล“ 21.การปฏิรูประบบจดทะเบียนนิติบุคคล Single
Point (MOC) ทำให้ไทยมีอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ
(Ease of Doing Business) ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการจัดอันดับของธนาคารโลก22.ปฏิรูประบบบริการดิจิทัล: จาก Single
Number (เลขเดียวจบ)
สู่ Single Point (MOC One Stop Service) ให้บริการดิจิทัลจุดเดียวจบตลอด 24 ชม. 23.สร้างความเข้มแข็ง SMEs: ตั้ง Biz Club ทั่วประเทศสร้างเครือข่ายนักธุรกิจภูธรทั่วประเทศ
24.ปลดล็อกอุปสรรคการค้า:
ปลดล็อกบัญชี PWL, Fast Track IP ดันสินค้า GI ครบ 77 จังหวัด และพาณิชย์เชิงรุก:
เปลี่ยนทูตพาณิชย์เป็น "เซลล์แมน"
เจาะตลาดเมืองรองต่างระเทศด้วยกลไกใหม่ Mini-FTAรวมทั้งการเจรจาเปิดด่านจีนเพิ่มขึ้น
ทำให้ยอดส่งออกผลไม้ไทยไปจีนทะลุ 1 แสนล้านบาท เป็นครั้งแรก ทั้งยังสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
รวมกว่า 1.55 ล้านล้านบาทในปี 2565 และปิดดีลบรรลุข้อตกลงRCEPตลาดใหญ่สุดมี GDP 29.7 ล้านล้านดอลลาร์ (30% ของโลก) 25.พัฒนาจังหวัดชายแดนใต้: ริเริ่ม IMT-GT,
โครงการลิมอดาซ่า
(5
จังหวัดชายแดนใต้ เชื่อม 5 รัฐของมาเลเซีย)และ พ.ร.บ.ศอ.บต.
หมวดที่ 6: ธรรมาภิบาลและการปราบโกง 26.สร้างระบบธรรมาภิบาล (ยุคชวน): ออก
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ (เปิดเผยเป็นหลัก) และระเบียบสำนักนายกฯ ธรรมาภิบาล
และสร้างบรรทัดฐาน "รัฐมนตรีติดคุก"ด้วยการไม่แทรกแซงคดีทุจริตยา
ยืนยันหลักนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรมที่ซื่อตรง 27.ยกระดับจริยธรรมสากล:
รัฐบาลอภิสิทธิ์นำไทยเข้าภาคีสหประชาชาติ UNCAC (ต้านโกงโลก)
ออกมาตรฐานจริยธรรมและสร้างสปิริตทางการเมือง (ลาออกเมื่อมีข้อครหา)
บทสรุป ไทยหายจนด้วยคนทำเป็น
จาก
27
ผลงานที่ประมวลมานี้ สะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็น
"สถาบันทางนโยบายและทำงานบริหารแบบมืออาชีพ"
ที่วางวิสัยทัศน์เป้าหมายสร้างโครงสร้างและระบบลงมือปฏิบัติจริงเพื่อรองรับอนาคตของประเทศในโลกที่ผันผวนและไม่มั่นคงจากความเสี่ยงของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ปัญหาโลกร้อนโลกรวนและความท้าทายของโจทย์อนาคตต่างๆเช่นปัญหาความมั่นคงทางอาหารปัญหาสังคมสูงวัยและปัญหาเทคโนโลยี่ดิสรัปชั่น
ฯลฯ
"ตัวเลข GDP ที่ฟื้นตัว, จำนวนเด็กที่ได้เรียนต่อ, รถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ทุกวันนี้
หรือแม้แต่ รพ.สต. ในหมู่บ้าน ล้วนเป็นพยานที่ยืนยันว่า ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา
ประชาธิปัตย์ได้วางรากฐานที่มั่นคงและการพัให้ฒนาที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยทั้งวันนี้และวันหน้า"
ประวัติผู้เขียน
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานมูลนิธิWorldview Clmate Foundation ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(ฉายา มิสเตอร์เอทานอล) อดีตประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และทำหน้าที่รมต.เศรษฐกิจอาเซียน ปี 2551-2554 อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปี 2558-2560 อดีตส.ส.เพชรบุรีและส.ส.บัญชีรายชื่อ6สมัย อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS) ปี2660-2561อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ 2562-2566 อดีตประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2567-2568


