1. เริ่มต้นยุคทองของอเมริกา
ประเด็นด้านเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวประชาชน
และยังเป็นประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เพราะราคาสินค้าและที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยที่ดูเหมือนจะกำหนดความรู้สึกของประชาชน
มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและอัตราการว่างงานที่ต่ำ
- ยืนยันการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองและศักดิ์ศรีของอเมริกา
- ประกาศให้อเมริกาเป็นที่หนึ่งในทุกด้าน
2. ฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาล
- ยุติการใช้รัฐบาลเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม
- ฟื้นฟูความยุติธรรมและความซื่อสัตย์ในระบบการปกครอง
3. นโยบายด้านเศรษฐกิจและพลังงาน
ด้านพลังงานแห่งชาติเพื่อลดราคาพลังงานในสหรัฐ
ด้วยการเพิ่มการขุดเจาะน้ำมัน วางท่อน้ำมัน และตั้งโรงกลั่นน้ำมัน ดำเนินการดังนี้
- ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
- สนับสนุนการผลิตพลังงานในประเทศ
เช่น น้ำมันและก๊าซ
- ยกเลิกนโยบาย
Green New Deal และข้อบังคับยานยนต์ไฟฟ้า
4. การจัดการด้านความมั่นคงและชายแดน
การจัดการด้านความมั่นคงและชายแดนด้านใต้สหรัฐ
และส่งกำลังทหารเข้าปกป้องชายแดนเพื่อสกัดการลักลอบเข้าเมืองจากเม็กซิโก
และสหรัฐจะทำการเนรเทศอาชญากรต่างชาติกลับประเทศ ดำเนินการดังนี้
- ประกาศภาวะฉุกเฉินที่ชายแดนใต้
ยุติการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ส่งคืนผู้กระทำผิดต่างชาติ และตั้งทหารประจำชายแดน
- ระบุแก๊งอาชญากรและเครือข่ายอาชญากรรมต่างชาติว่าเป็นภัยคุกคามสำคัญ
5. ฟื้นฟูระบบทหารและการศึกษา
- ยุตินโยบายบังคับฉีดวัคซีนโควิดในกองทัพ
พร้อมจ่ายเงินย้อนหลังให้ทหารที่ถูกปลด
- ปรับปรุงระบบการศึกษาให้ส่งเสริมความรักชาติและความสามารถ
6. ความสามัคคีและการสร้างสันติภาพ
- ประกาศว่าอเมริกาจะเป็นผู้นำในการสร้างความสงบสุขระดับโลก
- ส่งเสริมนโยบายที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ
7. การปฏิรูประบบการค้าและการเก็บรายได้
- จัดตั้งหน่วยงาน
"External Revenue Service" เพื่อเก็บรายได้จากภาษีศุลกากร
- ใช้นโยบายการค้าเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้ประชาชน
8. วิสัยทัศน์ระยะยาวและเป้าหมายแห่งอนาคต
- ส่งนักบินอวกาศไปดาวอังคารและฟื้นฟูอุตสาหกรรมภายในประเทศ
- เน้นย้ำบทบาทของอเมริกาในฐานะชาติผู้นำที่ทรงพลัง
9. คำมั่นสัญญาต่อประชาชน
- ประกาศว่าชัยชนะครั้งนี้เป็นของประชาชน
พร้อมขอบคุณผู้สนับสนุนจากทุกเชื้อชาติและวัย
- สร้างความหวังให้กับคนรุ่นใหม่และย้ำว่าความฝันแบบอเมริกันจะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่
10. จุดยืนส่วนตัวของทรัมป์
- กล่าวถึงความท้าทายที่ผ่านมา
รวมถึงความพยายามลอบสังหาร
- มุ่งมั่นทำให้อเมริกา
"ยิ่งใหญ่กว่าที่เคย"
ส.อ.ท.จับตานโยบายทรัมป์ 2.0
แนะไทยเร่งหาตลาดใหม่ ลดพึ่งพาสหรัฐ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนาโต๊ะกลม Geopolitics 2025 หัวข้อ “Trump 2.0: The Global Shake Up” จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ว่า การกลับมาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2 หรือ ทรัมป์ 2.0 มีหลายนโยบายที่จะต้องจับตามอง ว่าจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างไร ได้แก่
1.นโยบาย
Reshoring ซึ่งเป็นดึงการลงทุนกลับเข้าสหรัฐ
เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศ โดยจะมีการใช้กลไกภาษีในการจูงใจนักลงทุน
ด้วยการลดอัตราภาษีนิติบุคคลจากเดิม 21% เหลือ 15%
โดยการส่งเสริมและขยายการลงทุนขุดเจาะน้ำมัน
ตามคำกล่าวในสุนทรพจน์ของทรัมป์ว่า “Drill,
Baby Drill” รวมทั้งการขุดเจาะ Shale Gas และ Shale
Oil ที่เคยถูกยุติการผลิตไปในช่วงของประธานาธิบดีไบเดน
เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้
ทรัมป์ยังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive)
เพื่อเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าไปในสหรัฐมากที่สุด
ซึ่งจะส่งผลกระทบกับหลายอุตสาหกรรมของไทย จากเดิมที่ต้องพึ่งพาการส่งออก
จะต้องมีการปรับยุทธศาสตร์เป็นการออกไปลงทุนในสหรัฐ
2.การขึ้นภาษีนำเข้า (Tariff) 10-20%
ขณะที่ตั้งกำแพงสินค้าจากจีน 60-100% ส่วนกลุ่มประเทศ Near Shoring หรือกลุ่มที่ย้ายฐานการผลิตมาตั้งอยู่ใกล้กับสหรัฐ
เช่น แคนาดา เม็กซิโก จะถูกจับตามองและถูกตั้งกำแพงภาษีสูงขึ้น
โดยจะมีการตรวจสอบที่เข้มข้นมากขึ้น ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าของการขึ้นภาษีดังกล่าว
เนื่องจากไทยพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐกว่า 17% ของการส่งออกทั้งหมด
และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ไทยโดนตั้งข้อสงสัยเรื่องการบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) และทำให้ค่าเงินบาทถูกบังคับให้แข็งค่า
เพื่อเป็นข้อต่อรองในการเจรจาแบบทวิภาคี
ทั้งนี้ ไทยต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่
เพื่อลดพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐ และหาตลาดใหม่นอกจากอาเซียนด้วย โดยการเร่งเจรจา FTA กับหลายประเทศ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งการปฏิรูปกฎหมาย
โดยเฉพาะด้านการค้า
เนื่องจากกฎหมายที่ล้าสมัยจะเป็นอุปสรรคอย่างร้ายแรงในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ
ปธ.หอค้าไทย
ชงรัฐ ดึงเอกชน ร่วมทีมเจรจา รับมือผลกระทบทรัมป์ 2.0
นายสนั่น
อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย และ หอการค้าไทย กล่าวถึงนโยบายทรัมป์ 2.0
ว่า ทั้งรัฐบาลและธุรกิจเอกชนไทย ตกเป็นเป้าหมายของมาตรการทางการค้าจากสหรัฐฯ
โดยเฉพาะในยุคทรัมป์ 2.0 ที่มุ่งลดการขาดดุลกับประเทศคู่ค้า หอการค้าไทย
จึงเสนอให้ภาคเอกชน เป็นตัวแทนในทีมเจรจาที่รัฐบาลจัดตั้งเพื่อรับมือผลกระทบต่างๆ
เพราะเอกชนเป็นผู้ที่อยู่ในสนามการค้าโดยตรง มีข้อมูลเชิงลึก
สามารถสะท้อนปัญหาที่แท้จริงให้รัฐบาลใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนรับมือ
พร้อมเจรจาต่อรองในสินค้าอื่นด้วย
ทั้งนี้
จากการพิจารณามาตรการของสหรัฐฯ
ทีมเจรจาควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดจีน
ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐ
และส่วนหนึ่งก็มีผลต่อตัวเลขการส่งออกทางอ้อมของไทย อีกทั้ง
ทีมเจรจาควรจะมีการพิจารณาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย
เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าและลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)





.jpeg)
.jpeg)