เมื่อวันที่ 1 กันยายน ศ.ดร.ภาวิช
ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)
และอดีตนายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา
ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีทางปกครอง คดีหมายเลขดำ ที่ บ.165/2563
และหมายเลขแดงที่ บ.181/2563 ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาว่า
การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ออกคำสั่งกระทรวง อว.ที่ 103/2563 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2563
สั่งให้ปลดนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยนครพนมในขณะนั้นให้พ้นจากตำแหน่ง
คำสั่งดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการ
อว.ไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งดังกล่าว จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
โดยให้มีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2563
“ผมดำรงตำแหน่งตั้งแต่สมัยก่อนนายกสภา
และกรรมการสภาชุดที่ถูกปลด ผมทราบเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่เกิดเหตุแล้ว
และได้แจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องว่าการออกคำสั่งเช่นนี้ผิด และทำไม่ได้
เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีให้ปลดสภามหาวิทยาลัย
หรือแต่งตั้งบุคคลเข้าไปปฏิบัติหน้าที่สภามหาวิทยาลัยได้
หากรัฐมนตรีออกคำสั่งเช่นนั้น รัฐมนตรีจะทำผิดกฎหมายทันที แต่ไม่มีใครเชื่อ
ทำให้มีคำสั่งดังกล่าวออกมา ซึ่งได้สร้างความยุ่งยากให้เกิดขึ้นมากมาย
ทั้งที่เกิดขึ้นมาแล้วจากผลของคำสั่งนี้
และที่คิดว่าต้องเกิดต่อไปอีกจากผลของคำพิพากษา ที่สำคัญคำพิพากษาเป็นการชี้ชัดว่ามีผู้กระทำผิดกฎหมายนับตั้งแต่รัฐมนตรีผู้ออกคำสั่ง
และผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายราย ซึ่งเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายอาญา
อาจมีผลถึงต้องโทษจำคุก เพราะพร้อมๆ กับการร้องไปที่ศาลปกครองนั้น
ได้มีการร้องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วย
และทราบว่าขณะนี้ ป.ป.ช.กำลังดำเนินการ โดยจะเอาคำพิพากษาไปประกอบการพิจารณาด้วย
หาก ป.ป.ช.เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ คงจะลงเอยด้วยการฟ้องคดีอาญา”
ศ.ดร.ภาวิชกล่าว
ศ.ดร.ภาวิชกล่าวต่อว่า
เรื่องดังกล่าวมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย 1.เริ่มจากนายกสภาในขณะนั้น
มีความขัดแย้งกับกรรมการสภาส่วนใหญ่ และฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัย ได้ทำหนังสือถึง
อว.ให้ใช้อำนาจรัฐมนตรีในการปลดตนเอง และกรรมการสภาของตนเอง
ซึ่งเป็นการกระทำที่แปลกประหลาด ไม่เคยมีเกิดขึ้น 2.เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ
อว.ที่ทำหน้าที่รวบรวม และวิเคราะห์คำร้องของนายกสภา
โดยเจ้าหน้าที่ที่ควรจะเป็นผู้รู้กฎหมายดี
กลับเสนอเห็นชอบให้รัฐมนตรีดำเนินการใช้อำนาจที่ผิดกฎหมาย
3.คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)
ที่ประชุมพิจารณาแล้วให้ความเห็นชอบตามที่นายกสภาเสนอ
และเสนอต่อให้รัฐมนตรีออกคำสั่งดังกล่าว 4.เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ อว.เช่น ปลัด
อว.ที่เป็นผู้เสนอขั้นสุดท้ายให้ และ 5. รัฐมนตรีว่าการ อว.ใช้อำนาจออกคำสั่ง
ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า บุคคลเหล่านี้ต่างเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ
ที่หากอ่านกฎหมายก็จะทราบได้ทันทีว่ากฎหมายไม่ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีในการปลดสภา
และแต่งตั้งคณะบุคคลเข้าไปทำหน้าที่แทน หากรัฐมนตรีออกคำสั่งเช่นนั้น
จะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เข้าข่ายผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157
ศ.ดร.ภาวิชกล่าวอีกว่า
ทั้งนี้ ในคำสั่งดังกล่าวของรัฐมนตรี ได้อ้างการใช้อำนาจตามมาตรา 51 แห่ง
พ.ร.บ.อุดมศึกษา ในข้อเท็จจริง มาตราดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจนั้นไว้
ความตามมาตรานี้ระบุว่า หากปรากฏว่ามีมหาวิทยาลัยไปดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมาย
ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง
รัฐมนตรีมีอำนาจเพียงแจ้งให้สภาสถาบันแก้ไขเสีย หรือหากแจ้งแล้วยังไม่มีการแก้ไข ก็ให้มีอำนาจเพียงสั่งให้หยุดการกระทำนั้นๆ
และหากสั่งแล้วยังไม่หยุด
รัฐมนตรีจะมีหน้าที่เพียงดำเนินคดีอาญากับสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ ดังนั้น
การที่รัฐมนตรีออกคำสั่งปลดสภา จึงเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ซ้ำร้ายในการปลดนั้น ยังมีคำสั่งแต่งตั้งให้มีคณะบุคคลเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนสภาอีกด้วย
ซึ่งในส่วนนี้รัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งเช่นกัน “ความยุ่งยากที่เกิดติดตามมาก็คือ
ปลดสภาออกไปแล้ว ซึ่งปลดโดยผิดกฎหมาย และยังตั้งคณะบุคคลเข้าไปทำหน้าที่สภาอีกด้วย
ที่ตั้งโดยผิดกฎหมาย แต่คณะบุคคลนั้นได้เข้าไปทำหน้าที่ต่างๆ
มากมายตามอำนาจหน้าที่ของสภา เช่น แต่งตั้งบุคคล อนุมัติปริญญาการสำเร็จการศึกษา
ประเด็นคือเมื่อคณะบุคคลนี้มาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
และศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนั้น
หมายความว่าสิ่งที่คณะบุคคลได้ดำเนินการไปก็ผิดกฎหมายทั้งหมด ที่สำคัญ
คณะบุคคลได้ไปดำเนินการสรรหานายกสภา และกรรมการสภาชุดใหม่ด้วย
และได้ดำเนินการจนมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว แต่โดยนัยของกฎหมายคือ
สภาที่ได้รับการสรรหามาใหม่นี้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กลายเป็นความยุ่งยากที่คงต้องสางกันต่อไป” ศ.ดร.ภาวิชกล่าว
ศ.ดร.ภาวิชกล่าวว่า
ตามคำพิพากษา เมื่อได้เพิกถอนคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการ
อว.โดยให้มีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ออกคำสั่ง
หมายความว่าคำสั่งนี้ไม่เคยมีตัวตน สภาชุดเดิมที่ตกเป็นเหยื่อของคำสั่งนี้
ย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะกลับเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
อาจมีข้อโต้แย้งว่าเมื่อวาระการดำรตำแหน่งของกรรมการสภามีเพียง 4 ปี ดังนั้น
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงขณะนี้แล้ว
จะถือได้หรือไม่ว่ากรรมการสภาชุดนั้นหมดวาระไปแล้ว
เรื่องอาจลงเอยได้โดยไม่ยุ่งยากนัก แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
เห็นว่าการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการสภานั้น เป็นการกำหนดเวลาการปฏิบัติหน้าที่เป็นจำนวนปี
ไม่ใช่การกำหนดเวลาตามปฏิทินแต่อย่างใด ดังนั้น
เมื่อกรรมการสภาได้ปฏิบัติหน้าที่มาระยะเวลาหนึ่ง
แต่ต้องคำสั่งอันมิชอบด้วยกฎหมายทำให้ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ไป
เวลาในช่วงที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ย่อมนำมานับเป็นเวลาในการดำรงตำแหน่งไม่ได้
โดยเฉพาะหากการต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมาย
หมายความว่าคณะกรรมการสภาชุดเดิมจะต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ
และนับเวลาต่อมาจนกว่าจะหมดวาระตามกฎหมาย ฉะนั้น
จะกลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยนครพนมมีสภา 2 ชุด คือ ชุดเดิมที่ถูกปลดโดยมิชอบตามกฎหมาย
ที่ยังคงมีเวลาในการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่ และชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้ง แต่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น จะทำอย่างไรต่อไป เป็นเงื่อนที่
อว.ได้ผูกไว้ และคงจะต้องหาทางแก้ แต่จะแก้อย่างไรก็ตาม
ต้องทำให้ถูกกฎหมายก็แล้วกัน ไม่ใช่แก้แล้วยิ่งสร้างเงื่อนใหม่ผิดกฎหมายเพิ่มเติมอีก”
ศ.ดร.ภาวิชกล่าว
ศ.ดร.ภาวิชกล่าวต่อว่า
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจไม่ลงเอยง่ายๆ จบเพียงที่คำพิพากษาของศาลปกครองเท่านั้น
เพราะขณะที่มีการร้องเรื่องนี้ต่อศาลปกครองนั้น ได้มีการร้องไปที่ ป.ป.ช.ด้วย
ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่ดำเนินการคดี
โดยได้ขอคำฟ้องศาลปกครองจากผู้ร้องไปเพื่อประกอบการพิจารณา
จะทำให้ได้ประเด็นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
การพิจารณาในส่วนที่เหลือนี้คงเป็นไปได้โดยไม่ยาก และโดยเร็ว
พอคาดการณ์ได้ว่าคำร้องที่ไปสู่ ป.ป.ช.นั้น เป็นการร้องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
ซึ่งเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 157 เมื่อคำพิพากษาออกมาเช่นนี้แล้ว จะมีหรือที่
ป.ป.ช.จะเห็นเป็นอย่างอื่นๆ
ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ที่ถูกพิพากษาให้จำคุกมาแล้วจากการโยกย้าย แต่งตั้ง หรือปลด
โดยใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งมีผู้ถูกจำคุกไปตั้งแต่ระดับหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ
ไปจนถึงนายกรัฐมนตรี
ศ.ดร.ภาวิชกล่าวอีกว่า
ดังนั้น อยู่ที่ว่าผู้บริหาร อว.ชุดปัจจุบัน ตั้งแต่รัฐมนตรีผู้ใช้อำนาจเอง
ลงมาถึงปลัด อว., กกอ.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
จะสางปัญหาที่สร้างขึ้นอย่างไร เพราะเป็นผู้บริหารชุดใหม่
นอกจากระดับเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นตอของปัญหา
ที่อาจใช้ยุทธวิธีซื้อเวลา โดยแนะนำผู้บริหาร อว.ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
เพื่อทำให้ตัวเองรอดพ้น แต่อย่าลืมว่ากรณีนี้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยผิดกฎหมาย
ที่รัฐมนตรีว่าการ อว.ในขณะนั้นกระทำ ดังนั้น หาก น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรี
อว.คนปัจจุบันเห็นชอบให้ยื่นอุทธรณ์
ความหมายว่าเห็นด้วยกับการกระทำผิดกฎหมายของรัฐมนตรีคนที่ออกคำสั่ง
ประเด็นนี้หากเข้าสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช.จะกลายเป็นบุคคลทั้งหลายในชุดปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการ อว., ปลัด อว.หรือ
กกอ.ต่างเห็นด้วยกับการทำผิดกฎหมายนี้กันทั้งหมด ซึ่งจะเข้าข่ายผิดมาตรา 157
ทั้งหมด “ขณะที่ออกคำสั่งนี้นั้น
ผมได้ส่งข้อความไปแนะนำบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะบุคคลที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่สภา
โดยผมชี้ประเด็นให้เห็นว่า เรื่องนี้ผิดกฎหมาย รัฐมนตรีใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
น่าจะยังแก้ไขทัน จึงอยากแนะนำว่าให้เข้าไปชี้แจงรัฐมนตรีว่าการ
อว.ว่าคำสั่งดังกล่าวผิดกฎหมายอย่างไร และให้รัฐมนตรียกเลิกคำสั่ง
ซึ่งน่าจะแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่ข้อความที่ผมส่งไปไม่ได้รับคำตอบใดๆ
และเรื่องได้ดำเนินมาจนกลายเป็นความยุ่งยากที่คงแก้ไขได้ไม่ง่ายนัก
เรื่องนี้แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่ง คือ อว.ได้ออกมาตรการ
และได้เรียกร้องเสมอเพื่อให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ดำเนินการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล
แต่กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าจุดหนึ่ง
และเป็นจุดที่สำคัญมากที่มีความล้มเหลวของธรรมาภิบาล คือศูนย์กลางอำนาจ ได้แก่ อว.
เอง” ศ.ดร.ภาวิชกล่าว



















