ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล
ในการออกนั่งบัลลังก์ของ
9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่ออ่านคำวินิจฉัย มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ก.ก.
เป็นตัวแทนพรรคเข้าร่วมรับฟังในห้องพิจารณาคดีเพียงคนเดียว โดยก่อนหน้านั้น
เขาแสดงความมั่นใจแนวทางการต่อสู้คดีทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
คิดว่าจะได้รับความเป็นธรรม และยืนยัน
“ไม่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์เหมือนพรรคอนาคตใหม่”
ด้าน
สส.ก้าวไกลกว่าร้อยชีวิตเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามปกติ
ก่อนไปรวมตัวกันที่พรรคภายหลังเสร็จภารกิจที่รัฐสภา
ทั้งนี้พรรคสีส้มได้เปิดที่ทำการพรรค อาคารอนาคตใหม่ ย่านหัวหมาก
เชิญชวนประชาชนผู้สนับสนุนพรรคร่วมเกาะติดการอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ภายใต้ชื่อกิจกรรม “ก้าวไกล ไปต่อ”
ให้เหตุผลว่า
คำวินิจฉัยคดี 3/2567 หรือที่รู้จักในชื่อ “คดีล้มล้างการปกครอง” มีผลผูกพันทุกองค์กร
และมีผลผูกพันมาถึงคดีนี้ โดยระบุเหตุผลไว้ตอนหนึ่งว่าพฤติการณ์ของพรรค ก.ก.
ที่เสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง
โดยใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อหวังคะแนนเสียงและชนะการเลือกตั้ง
มุ่งหมายให้สถาบันฯ อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน “ผู้ถูกร้อง (พรรค ก.ก.)
มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือทําให้อ่อนแอลง
อันนําไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด
การกระทําของผู้ถูกร้องจึงเข้าลักษณะการกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
แม้พรรค ก้าวไกลระบุว่า การกระทำต่าง
ๆ ไม่ได้ทำในนาม กรรมการบริหาร หรือกระทำผ่านมติพรรค แต่ กรรมการบริหารต้องมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลไม่ให้สมาชิกพรรคกระทำการอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น
ๆ “เช่นนี้จึงเป็นการกระทำเพื่อมุ่งหวังผลักดันให้นโยบายของพรรคสำเร็จลงตามความมุ่งหมาย
ถือเป็นการกระทำความผิดโดยอ้อมของพรรค โดยใช้ สส. หรือสมาชิกพรรค
เป็นตัวแทนหรือเป็นเครื่องมือในการกระทำผิด” “กรณีจึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
(พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 อนุหนึ่ง และอนุสอง
อันเป็นเหตุให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92
วรรคสอง” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านวินิจฉัยตอนหนึ่ง
1. ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับวินิจฉัยคดีหรือไม่
ศาลเห็นว่า
รัฐธรรมนูญ มาตรา 49
บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้บุคคลที่ใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ
เลิกกระทำการดังกล่าว โดยมิได้บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองที่มีการกระทำล้มล้างการปกครองฯ
ไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง ดังเช่นรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 63 วรรคสาม หรือรัฐธรรมนูญ
2550 มาตรา 68 วรรคสาม
“แต่เจตนารมณ์ในการคุ้มครองและปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดย่อมแสดงออกโดยสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้กับประชาชน
และให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้
หากมีข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลหรือพรรคการเมืองจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ”
2. ไม่เปิดโอกาสผู้ถูกร้องรับฟังข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ
และไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้าง
ศาลชี้แจงว่า
การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นได้ 2 กรณี ได้แก่ กรณี
กกต. มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้”
ว่าพรรคการเมืองใดได้กระทำการที่เข้าลักษณะตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4)
และกรณี “เมื่อปรากฏ” ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าพรรคการเมืองใดกระทำการตามมาตรา
93
นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อเสนอความเห็นต่อ
กกต. ตามระเบียบ กกต.
ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ. 2566
จึงเป็นกรณีที่กฎหมายวางกฎเกณฑ์ของผู้เริ่มกระบวนการและลักษณะของข้อเท็จจริงไว้แตกต่างกัน
กรณีนี้
ผู้ถูกร้องยื่นต่อศาลว่าไม่ได้ให้โอกาสโต้แย้ง แต่เมื่อคดีนี้กับคดี 3/2567
เป็นคดีที่มีมูลกรณีและผู้ถูกร้องเป็นบุคคลเดียวกัน
การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคดีตามคำวินิจฉัยที่ 3/2567
โดยการไต่สวนพยานหลักฐานต่อเนื่อง ให้ทราบข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง
โดยผู้ถูกร้องมีโอกาสตรวจ คัดค้านพยานหลักฐาน สำนวนทั้งหมด
รวมทั้งได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเต็มที่ต่อหน้าศาลแล้ว
“จึงถือว่าเป็นกระบวนการไต่สวนรัฐธรรมนูญที่ให้ความเป็นธรรมยิ่งไปกว่าการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องจึงไม่อาจรับฟังได้”
3.
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เลิกกระทำ พรรค ก.ก. ได้นำนโยบายแก้ไขมาตรา 112
ออกจากเว็บไซต์ และไม่อาจใช้คำวินิจฉัยคดี 3/2567 มาผูกพันคดีนี้ได้
ศาลต้องไต่สวนคดีใหม่ทั้งหมด
ศาลระบุว่า
แม้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะไม่ยกเลิกไปหรือสิ้นไป
แต่หากมีข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อมีการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 เกิดขึ้นแล้ว “การกระทำนั้นจะเป็นความผิดสำเร็จในทันที
โดยไม่ต้องรอให้มีผลจากการกระทำนั้นปรากฏขึ้นก่อน” เมื่อคำวินิจฉัย 3/2567 พบว่า
ผู้ถูกร้องกระทำหลายพฤติการณ์ต่อเนื่องเป็นขบวนการ
“หากปล่อยให้ผ้ถูกร้องกระทำการต่อไปย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองฯ
การกระทำของผู้ถูกร้องจึงใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ
อันเป็นความผิดสำเร็จตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 แล้ว”
4. พรรคเป็นนิติบุคคล ต้องดำเนินการโดย กก.บห.
จึงจะผูกพันหรือเป็นการกระทำของพรรค แต่การเสนอกฎหมาย เป็นนายประกัน
และแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เป็นการกระทำของ สส. ในฐานะส่วนตัว
ศาลเห็นว่า
ข้อเท็จจริงคดี 3/2567 ฟังเป็นยุติแล้วว่าการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112
ลดทอนคุณค่าสถาบันฯ ดำเนินการโดย สส.ก้าวไกลเพียงพรรคเดียว
โดยเฉพาะเสนอนโยบายหาเสียงแก้ไขมาตรา 112 ต่อ กกต. เพื่อใช้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
แม้การกระทำเหล่านี้จะไม่ได้ทำในนาม กก.บห. หรือกระทำผ่านมติพรรค แต่ กก. บห.
ต้องมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลไม่ให้สมาชิกพรรคกระทำการอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น
ๆ
“เช่นนี้จึงเป็นการกระทำเพื่อมุ่งหวังผลักดันให้นโยบายของพรรคสำเร็จลงตามความมุ่งหมาย
ถือเป็นการกระทำความผิดโดยอ้อมของพรรค โดยใช้ สส. หรือสมาชิกพรรค
เป็นตัวแทนหรือเป็นเครื่องมือในการกระทำผิด” นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังแสดงบทบาทเคลื่อนไหวการเมือง
โดยสอดรับกับกลุ่มต่าง ๆ โดยรณรงค์ปลุกเร้าให้แก้ไขมาตรา 112
ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขุ่นเคืองในหมู่ประชาชน มีลักษะยุยงให้เกิดการเกลียดชัง
ย่อมส่งผลให้หลักการและคุณค่าที่ดำรงอยู่ตามรัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของรัฐต้องถูกล้มเลิกและสูญเสียไป
ผู้ถูกร้องไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดได้
5.
ผู้ถูกร้องต่อสู้ว่าไม่ได้ล้มล้างการปกครองฯ และการกำหนดโทษไม่ได้สัดส่วน
ศาลเห็นว่า
ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นกล่าวอ้าง
ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่เดิมหรือเคยต่อสู้ในชั้นพิจารณาของศาลในคดี 3/2567
มาแล้วทั้งสิ้น เมื่อศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วในคดีดังกล่าวว่า
พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ บัญญัติว่า
“คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล
องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ” ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมต้องผูกพันศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ด้วย
6. ส่วนการกระทำเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ
หรือไม่
ศาลเห็นว่า
การกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองฯ
ย่อมร้ายแรงกว่าการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ
เนื่องจากการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์หมายถึงกระทำตนต่อต้าน เป็นฝ่ายตรงข้าม
ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริง 3/2567 รับฟ้งได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำการล้มล้างการปกครองฯ ย่อมเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุด้วยว่า
การยุบพรรคต้องเคร่งครัด ระมัดระวัง ได้สัดส่วนความรุนแรง ผู้ถูกร้องมีการกระทำอันฝืน
พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 อนุหนึ่ง และอนุสอง
กฎหมายดังกล่าวต้องใช้กับพรรคการเมืองทุกพรรคไม่ว่าพรรคนั้นจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม
แต่ทุกพรรคต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน
อันเป็นพฤติการณ์และข้อกฎหมายที่ได้สัดส่วน
จำเป็นต้องปฏิบัติตามเพื่อหยุดยั้งการทำลายพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
“แม้นักวิชาการสาขาต่าง
ๆ นักการเมือง หรือนักการทูตของต่างประเศ ต่างก็มีรัฐธรรมนูญและกฎหมายภายในประเทศ
รวมทั้งข้อกำหนดของตนที่แตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศ การแสดงความเห็นใด ๆ
ย่อมต้องมีมารยาททางการทูตและการต่างประเทศที่พึงปฏิบัติต่อกัน”
คำวินิจฉัยศาลระบุตอนหนึ่ง
สำหรับมติที่ออกมา
- มติ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรค ก.ก. ตาม
พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง
- มติ 8 ต่อ 1 ให้ยุบพรรค ก.ก. ตาม
พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสอง
(ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยคือ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์)
- มติ 9 ต่อ 0
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กก.บห. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในระหว่างวันที่ 25
มี.ค. 2564-31 ม.ค. 2567
- มติ 9 ต่อ 0
ห้ามมิให้ผู้เคยดำรงตำแหน่ง กก.บห. ที่ถูกยุบและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็น กก.บห.
หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองอื่น 10 ปี
“คำวินิจฉัยเป็นการวางบรรทัดฐานในการตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่อันตราย
สุ่มเสี่ยงที่จะกระทบต่อหลักการสำคัญและคุณค่าพื้นฐานที่ควรจะเป็นของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
“มีนัยที่อันตรายอยู่จากคำวินิจฉัย
และสุ่มเสี่ยงทำให้ระบอบนี้ของเราสูญเสียสมดุลระหว่างคุณค่าหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย
และการดำรงอยู่ของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศ” ชัยธวัช กล่าว
ผลที่จะเกิดขึ้นทันทีหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค
ก.ก. และตัดสิทธิการเมือง กก.บห. มี ดังนี้
- สภาผู้แทนราษฎรชุดที่
26 จะเหลือ สส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ 493 คน จากเดิม 499 คน (1 คนที่หายไปคือ
นางมุกดาวรรณ เลื่องศรีนิล สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคภูมิใจไทย
ที่ศาลฎีกาสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างพิจารณา “คดีใบแดง” ตั้งแต่ 5 ก.ค. 2567)
-
พรรค ก.ก. ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 1 ของสภา ด้วยยอด สส. 148 คน จะเหลือเสียงอยู่ 143
คน เนื่องจาก สส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 5 คนที่เป็น กก.บห.
ไม่ได้ชิงลาออกจากตำแหน่ง
แล้วเปิดทางให้ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับถัดไปของก้าวไกลเลื่อนขึ้นมาเติมเสียงให้เต็มก่อนมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
นั่นทำให้เสียงของแกนนำพรรคฝ่ายค้านมีมากกว่าพรรคเพื่อไทย (พท.)
ในฐานะแกนนำรัฐบาลเพียง 2 เสียงเท่านั้น (143 ต่อ 141 เสียง)
-
พรรคเป็นธรรม (ปธ.) ซึ่งเป็นต้นสังกัดปัจจุบันของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา
จะกลับไปเหลือ สส. 1 คนตามเดิม
-
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อม สส.พิษณุโลก เขต 1
แทนตำแหน่งของนายปดิพัทธ์ที่ว่างลงภายใน 45 วัน
-
สภาต้องจัดประชุมเพื่อเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 คนใหม่แทนนายปดิพัทธ์
ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะพรรคอันดับ 2 ของรัฐบาล
“เศรษฐา” ประกาศผ่านสื่อแล้วว่า “ภูมิใจไทยก็ต้องขอละครับ”
-
พรรค ก.ก. ต้องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่
ซึ่งจะก้าวขึ้นไปทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาคนใหม่ แทนนายชัยธวัช ตุลาธน
-
สส. ก้าวไกลที่เหลืออยู่ 143 ชีวิต ต้องหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน
เพื่อไม่ให้ขาดสมาชิกภาพ สส.
ท่ามกลางการจับตาดูว่าจะยกทั้งแพ็กไปอยู่บ้านหลังใหม่ด้วยกัน
หรือมีใครแยกวงไปอยู่บ้านหลังอื่น โดยนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรค
ก.ก. ออกมาเปิดประเด็นว่า มีผู้ช่วยรัฐมนตรีคนหนึ่งเสนอเงินจำนวน 30 ล้านบาท
ให้เขาย้ายไปอยู่พรรคใหม่ที่กำลังจะตั้งขึ้น
นอกจากนี้
คำวินิจฉัยคดียุบพรรคยังมีผลผูกพันต่อทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
โดยจะส่งผลต่อการพิจารณา “คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง”
ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้น ป.ป.ช. ว่า 44 สส.ก้าวไกล
ที่ร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
เข้าสู่การพิจารณาของสภา
ล่าสุดวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2567 เปิดตัวพรรคประชาชน บ้านใหม่ สส. ก้าวไกล “เท้ง” ณัฐพงษ์ นั่งหัวหน้าพรรค นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน บ้านหลังใหม่ของ สส. อดีตพรรคก้าวไกล ซึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยกว่า 14 ล้านเสียง และถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากอดีตพรรคก้าวไกลและทีมงานเครือข่ายสมาชิกพรรค เดินทางมายังอาคารไทยซัมมิททาวเวอร์ เพื่อประชุมพรรค และร่วมกันกำหนดตัวผู้บริหารและทิศทางนโยบายของพรรคใหม่ ในการประชุมครั้งนี้ ผู้บริหารพรรคถิ่นกาขาวชาววิไลได้เข้าร่วมด้วย เนื่องจากเป็นพรรคเดิมของบ้านหลังใหม่ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคประชาชน” (People Party)
สำหรับรายชื่อกรรมการบริหารพรรคประชาชน ซึ่งที่ประชุมอดีต สส. ก้าวไกล มีมติแต่งตั้งจำนวน 5 ตำแหน่ง ในวันนี้ ได้แก่
- นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค
- นายศรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรค
- น.ส.ชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค
- นายณัฐวุฒิ บัวประทุม
นายทะเบียนพรรค
- นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
กรรมการบริหารพรรค
ภารกิจแรกของพรรคประชาชน
คือ การเชิญชวนประชาชน และอดีตสมาชิกพรรคก้าวไกลกว่า 1
แสนคนร่วมสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาชน
ด้านนายณัฐพงษ์
หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวแถลงว่า ภารกิจของเขาและพรรคต่อจากนี้ คือ
สร้างรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้งปี 2570 โดยมีเป้าหมายสูงยิ่งขึ้น คือ
ชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งยังมีหลายงานต้องทำตั้งแต่สร้างพรรค
ปรับปรุงโครงสร้างพรรค หาเงินบริจาค และหานโยบายมัดใจประชาชน “เป้าหมายขั้นต่ำของพวกเรา
เราจะชนะเลือกตั้งโดยเป็นรัฐบาลพรรคเดียว”
ด้านนายศรายุทธ์
ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า บทบาทของเลขาธิการพรรค
เขาจะเข้ามาดูสิ่งสำคัญที่สุดคือสร้างโครงสร้างพรรคและสมาชิกพรรคให้แข็งแรง การสร้างพรรคที่แข็งแรงต้องใช้เวลา
ต้องใช้คนจำนวนมาก และต้องสร้างพรรคให้เป็นสถาบันให้ได้
เพื่อทำงานการเมืองในท้องถิ่นและเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ “เรามั่นใจว่าจะมีพรรคทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้วก็ตาม” นายศรายุทธกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ ก่อนการแถลงผลการลงมติของสมาชิกพรรคประชาชน


.jpg)




