จากกรณีที่
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊งค์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย
ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ Ing Shinawatra พร้อมระบุข้อความถึงนายทักษิณ
ชินวัตร อดีตนายกฯ และในฐานะบิดา สรุปใจความว่า “เนื่องในวันเกิดว่า
26 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญของลูกเสมอ
แต่ปีนี้ลูกยังไม่อยากเชื่อตัวเอง ในสิ่งที่ลูกกำลังจะพิมพ์ พ่อจะกลับมาแล้ว
วันที่ 10 สิงหาคมนี้ ที่สนามบินดอนเมือง” ทำให้โซเชียลมีเดียแห่คอมเมนท์ใต้โพสต์และแชร์โพสต์ดังกล่าวอย่างล้นหลาม
สร้างความฮือฮาให้สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้เป็นอย่างมาก ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
นายวิษณุ เครืองาม
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกระแสข่าวทางตำรวจมีการซักซ้อมกรณีนายทักษิณ
ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ว่า
เป็นธรรมดาในฐานะที่ตนเองเป็นผู้กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม
เนื่องจากนายทักษิณมีการประกาศเองว่าจะกลับมาในเดือน ก.ค.นี้
ซึ่งเป็นช่วงก่อนวันเกิด ที่ตอนนี้ใกล้จะถึงวันเกิดแต่ก็ยังไม่มีข่าวอะไรคืบหน้า
แต่เชื่อว่าหากกลับมาเมื่อไหร่ก็คงจะติดต่อมา
และเราก็จะได้ดำเนินการตามกระบวนการตามขั้นตอน
ซึ่งเป็นธรรมดาหากกลับมาเกี่ยวพันกับตำรวจและกรมราชทัณฑ์
ซึ่งแน่นอนว่าผู้เกี่ยวข้องก็ต้องเตรียมการในส่วนของตนเอง
ล่าสุดได้รับการเปิดเผยจาก
นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมของกรมราชทัณฑ์
ในกรณีการรับตัวนายทักษิณ
ภายหลังเดินทางกลับเข้าประเทศไทยเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ว่า เบื้องต้น
คาดว่าเมื่อคุณทักษิณเดินทางกลับเข้าประเทศไทยโดยลงที่สนามบินดอนเมือง ขั้นตอนแรกจะเป็นในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
(ตม.) ที่จะรับตัวและทำบันทึกการจับกุมต่างๆ ตามขั้นตอน
ขณะที่ในส่วนของกรมราชทัณฑ์จะต้องว่าไปตามหมายศาล
โดยรอดูว่าจะมีคำสั่งหรือหมายศาลคดีใดแจ้งมายังกรมราชทัณฑ์เพื่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะได้เดินทางไปยังเขตพื้นที่ของศาลนั้นๆ
จากนั้นเมื่อคุณทักษิณเข้าสู่ขั้นตอนของศาลเสร็จสิ้น หากเป็นคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวคุณทักษิณมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ ณ
ขณะนี้ทางราชทัณฑ์ยังไม่ได้รับหมายศาลใดๆ
อย่างไรก็ตาม
คุณทักษิณถือเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ
หากเจ้าตัวมีโรคประจำตัวที่จะต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง
ทางราชทัณฑ์จะมีแพทย์ประจำเรือนจำฯ ที่จะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการจำแนกผู้ต้องขังโดยจะนำตัวไปยังห้องกักโรคของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์
ทำการกักโรคเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ประมาณ 10 วัน ถัดไปจึงเข้าสู่กระบวนการรักษาโรค ย้ายไปยังหอผู้ป่วย
คล้ายกรณีของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ กรอบระยะเวลาของการรักษาโรคไม่ได้มีกำหนดไว้
จะเป็นในส่วนของแพทย์ประจำเรือนจำที่จะเป็นผู้ประเมินอาการของผู้ต้องขัง
และให้ความเห็นเรื่องการรักษาว่าในระหว่างกระบวนการดังกล่าว
เจ้าตัวควรแก่การเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาแล้วหรือไม่ อย่างไร แต่ทั้งนี้ขั้นตอนการดูแลรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวก
แต่หากนอกเวลาราชการ ก็จะทำการส่งตัวไว้ที่สถานคุมตัวพิเศษ
ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ถนนวิภาวดีก่อน
และจะย้ายตัวไปศาลฏีกาในเวลาราชการ
จากนั้นสถานที่สุดท้ายคือนำตัวไปส่งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
